ผมเคยเขียนเล่าเรื่องการสรรหาคณบดีที่ (๑)
คราวนี้เป็นการสรรหาคณบดีคณะใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย คือคณะแพทยศาสตร์ ใช้เวลาวันครึ่งในการรับฟังความเห็นจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวม ๒๐ คน และเสวนากับผู้ได้รับการเสนอชื่อและคัดเลือกขั้นต้นมารวม ๔ คน ได้ความรู้คุ้มเหนื่อย สะดวกหน่อยตรงที่เป็นการประชุมทางไกล
การสรรหาผู้บริหารในมหาวิทยาลัยยุคนี้มุ่งหาผู้บริหารที่ถนัดงาน transform มหาวิทยาลัย ซึ่งในกรณีนี้เป็นการ transform คณะที่ใหญ่และซับซ้อนมาก
ในสภาพเช่นนี้ จึงควรมีการเตรียมกำหนดเป้าหมายการพัฒนามหาวิทยาลัยและคณะในช่วง ๔ ปีข้างหน้าไว้ให้ชัดเจน สำหรับใช้เป็นแนวทางกำหนด สเป็กคนที่จะมาทำหน้าที่บริหารการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มาบริหารความต่อเนื่องแบบ business as usual
ผมมีความเห็นว่า หากจะปูทางสู่การหาคนมา transform คณะ ควรให้คณะเสนอมาว่าเป้าหมายตามความเห็นของคณะกรรมการประจำคณะ หรือของประชาคมในคณะเป็นอย่างไร เอามาเข้าสภามหาวิทยาลัย ให้ปรับอีกครั้ง แล้วจึงส่งให้คณะกรรมการสรรหาใช้ในการหาคนที่เหมาะต่อการทำหน้าที่นั้น โดยวิธีนี้จะได้เป้าหมายผสมกันระหว่าง โลกทัศน์แบบ inward-looking กับ outward-looking ขอตั้งข้อสังเกตว่า ข้อคิดเห็นนี้คนมหาวิทยาลัยเขาคงจะไม่เห็นด้วย จึงไม่ได้ทำ
สเป็กของคณบดีที่ใช้ จึงค่อนไปทาง inward-looking ยิ่งวิธีสรรหาแบบฟังเสียงคนในคณะเป็นหลัก ยิ่งเป็นการหาฉันทามติของคนที่คิดโดยใช้ข้อมูลที่ตนคุ้นเคย คือสภาพภายในคณะ เป็นหลัก การ transform คณะและมหาวิทยาลัยจึงทำได้ยาก หาความคิดแบบหลุดโลก หรือฝันไกลๆ มาขับเคลื่อนได้ยาก
ข้อเรียนรู้ที่สำคัญคือ ในคณะแพทยศาสตร์มีคนดีและเก่งอยู่มาก ยิ่งในคณะและมหาวิทยาลัยที่มีการปลูกฝังอุดมการณ์ “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ยิ่งมีมิติด้านจิตวิญญาณสูงส่งอย่างน่าชื่นชม ในหนึ่งวันครึ่งผมจึงได้ฟังเสียงที่คอยทัดทานการไหลตามกระแสเงินนิยมเป็นระยะๆ ด้วยความสุขใจ
ในการสรรหาผู้บริหารยุคนี้ มีการพูดถึงสองคำที่เป็นขั้วตรงกันข้าม คือความต่อเนื่อง (continuity) กับการเปลี่ยนยุค (disruption/transformation) ที่ขั้วแรกมากับความราบรื่น ขั้วหลังมากับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวดและขัดแย้ง ในระยะสั้น แต่หากทำสำเร็จ จะเห็นผลการพัฒนาก้าวกระโดดสู่โฉมใหม่ในระยะยาว
ทั้งชีวิตของผมประพฤติตัวแบบหลัง ซึ่งเป็นชีวิตของชนกลุ่มน้อย
วาระสี่ปี ไม่เหมาะต่อการทำหน้าที่ผู้บริหารเพื่อสร้างการเปลี่ยนโฉม วิธีการสรรหาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่เอื้อให้ได้ผู้บริหารแนวสร้าง disruptive change สังคมไทยไม่มี platform for disruptive change
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๖๓