เช้าวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผมโชคดี ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม ติดตามความก้าวหน้าการและวางแผนการพัฒนาพื้นที่ทุ่งใสไช ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   ที่ผมเคยเล่าไว้ที่ (๑) ทำให้ได้รับความรู้มากจริงๆ   

    ท่านนายกสภามหาวิทยาลัย ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา กรุณาชี้ให้เห็นว่า เรากำลังคุยกันเรื่องสองฝัน  คือเรื่องการพัฒนาทุ่งใสไช   กับเรื่องการก่อตั้งวิทยาลัยนวัตกรรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง    เรื่องแรกเป็นเรื่องกว้าง เกี่ยวข้องกับทุกวิทยาเขต    เรื่องหลังเป็นเรื่องโฟกัสเฉพาะเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ     เรื่องมันพันกัน  ต้องระวังให้ดีว่า ต้องคิดให้ชัด อย่างเอาสองเรื่องมาปนกัน   

มีการทบทวนมติของสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓    และมติของคณะกรรมการคลังสมองยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓   ซึ่งสรุปได้ว่า เห็นด้วยในหลักการของการใช้พื้นที่ทุ่งใสไช เพื่อเป็นพื้นที่นวัตกรรมของมหาวิทยาลัย    และเห็นด้วยในหลักการให้มีวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร ทรัพยากรทะเล และชายฝั่ง    โดยต้องเป็นหน่วยงานอิสระ   และมีคำแนะนำสำคัญอีกหลายประการ     

ทางวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีทำงานเพิ่มเติมต่อไปอีกหลายเรื่อง  ได้แก่ (๑) การขอใช้พื้นที่ต่อไปอีก ๓๐ ปี จากกรมป่าไม้  (๒) การทำกระบวนการประชาคมกับคนในพื้นที่โดยรอบ  และ (๓) การพูดคุยทำความเข้าใจกับทางเทศบาลตำบลพุมเรียง   

ผู้เกี่ยวข้องในอำเภอไชยา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี พอใจแผนงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี    แต่ก็เตือนว่า ขอให้ระวังเรื่องการสร้างมลภาวะจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ   

ผมชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า    นี่คือโอกาสที่ มอ. จะเป็นผู้นำในการสร้างตัวอย่างของการ transform การทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษา    ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมสร้าง impact แก่การพัฒนาประเทศ    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนประเทศจากประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี    ซึ่งหมายความว่า มอ. ต้องดำเนินการโครงการพื้นที่นวัตกรรมทุ่งใสไช  ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกับภาคีที่หลากหลายในพื้นที่ และในระดับประเทศ   

การดำเนินการที่ผ่านมา น่าชื่นชมมาก ที่ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่    แต่ผมเสนอว่า ยังขาดประเด็นพื้นฐานชุดความคิด (new mindset) และวิธีปฏิบัติ (new platform) ของการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่    ที่จะทำให้พื้นที่นวัตกรรมทุ่งใสไช ไม่ใช่แค่ มอ. เป็นเจ้าของ     ต้องทำให้ภาคีหลายฝ่ายร่วมกันเป็นเจ้าของ ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น engagement partner    ซึ่งหมายความว่า ต้องเข้าหุ้นโดยลงทุนในลักษณะของร่วมคิด (ที่เริ่มตั้งแต่การร่วมกำหนดเป้าหมาย)  ร่วมจ่ายเงิน  ร่วมลงแรงทำ   ร่วมกันเรียนรู้   และร่วมกันรับผลจากกิจกรรม   

ต้องไม่ใช่โครงการของ มอ.   แล้วชาวบ้าน และส่วนราชการให้ความร่วมมือ    หรือรอรับความช่วยเหลือ    ซึ่งเป็นแนวทางเดิมๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนโดยรอบ  

ผมเสนอให้โครงการพื้นที่ทุ่งใสไชไม่จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ประมาณสามพันไร่ที่ขอใช้จากกรมป่าไม้     แต่ขยายออกไปครอบคลุมชุมชนโดยรอบอย่างกว้างขวาง    โดยที่ มอ. ทำงานเป็นหุ้นส่วนกับชาวบ้าน ในการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้น มั่นคงขึ้น    โดยที่พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่เรียนรู้ของนักศึกษา และของอาจารย์นักวิจัยด้วย     

โครงการพื้นที่ทุ่งใสไช ต้องมีการออกแบบ physical space, social/community space, และ activities space  ที่มีการจัดการเพื่อการยกระดับอาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน   พร้อมๆ กันกับการเรียนรู้ของชาวบ้าน ราชการ  และนักศึกษา อาจารย์    เป็นพื้นที่พิสูจน์ว่ามหาวิทยาลัยสามารถร่วมมือกับหุ้นส่วนในพื้นที่ ทำให้ความรู้ออกผลที่กินได้ ขายได้ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้    และใช้ space เหล่านั้น เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาและอาจารย์    เพื่อการวิจัยของอาจารย์และนักศึกษา     และเพื่อการ transform มหาวิทยาลัย และระบบอุดมศึกษาไทย    ตามเป้าหมายของการตั้งกระทรวง อว.  

ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ชี้ว่า ต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในโครงการนี้     ผมขยายความว่า คนที่ต้องการมี ๒ กลุ่ม คือกลุ่มนักวิชาการ กับกลุ่มนักบริหาร    หัวหน้าทีมบริหารต้องเลือกคนที่มีความเข้าใจและศรัทธา engagement model (๒) ของอุดมศึกษา    มีทักษะในการแสวงหาและจัดการหุ้นส่วนที่มีความแตกต่างหลากหลาย       

ท่านนายกสภาฯ สรุปว่า วิทยาลัยนวัตกรรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง    และกิจการอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ทุ่งใสไช   ต้องมีคุณลักษณะสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่

  1. 1. มีการวิจัยขอบฟ้าใหม่ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   ในกรณี วิทยาลัยนวัตกรรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง    โจทย์ด้าน น้ำ ดิน อากาศ  โรค    และผมเติมเรื่องรสชาติเข้าไปด้วย   เพื่อพัฒนาอาหารทะเลคุณภาพสูง    ซึ่งนำไปสู่มิติที่ ๔ คือความร่วมมือนานาชาติ   ซึ่งมีมหาวิทยาลัยคู่ร่วมมืออยู่แล้วที่ไต้หวัน (National Taiwan Ocean University)    ต้องรีบทำให้ข้อตกลงความร่วมมือนำไปสู่กิจกรรมภาคปฏิบัติ    
  2. 2. ร่วมพัฒนาชุมชน
  3. 3. สร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ ให้แก่ประเทศ

 

รศ. ดร. ซุกรี หะยีสาแม เสนอว่า มีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเอกชน ที่มีคนทำงาน ๑๐๐ คน   ที่มหาวิทยาลัยเข้าไปเป็นหุ้นส่วนพัฒนาตามเป้าหมาย ๔ ด้านที่กล่าวมาแล้ว (๑. หุ้นส่วน  ๒. การผลิต  ๓. การศึกษา  ๔. การวิจัย)    โดยสามารถส่งนักศึกษาจำนวนหนึ่ง (เช่น ๕๐ คน) เข้าไปทำงานและเรียนรู้       

เรื่องที่คุยกัน เชื่อมไปยังโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบของโควิด ๑๙   ที่รัฐบาลมีเงิน ๔ แสนล้านบาท    ที่มหาวิทยาลัยมีโอกาสทำงานในโครงการดังกล่าวหลากหลายรูปแบบ    ผ่านการพัฒนาคน และพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ในพื้นที่

ฟังการประชุมเช้าวันนี้แล้ว  ผมรำพึงว่า มหาวิทยาลัยในยุคนี้มีโอกาสทำงานให้แก่บ้านเมือง และสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองสูงยิ่ง

กุญแจสู่ความสำเร็จอยู่ที่การจัดการ

วิจารณ์ พานิช

๓ มิ.ย. ๖๓