ปลูกต้นไม้กับการพัฒนาจิต

โสภณ เปียสนิท

.....................

        ผมเป็นแค่ผู้สนใจศึกษาหลักธรรมของพระศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม แค่ผู้สนใจหลักธรรมมิได้หมายว่าเป็นคนดี บางครั้งเผลอพูดเขียนหลักธรรม ซึ่งก็ยังมิได้หมายว่าเป็นคนดี พยายามปฏิบัติตามหลักธรรมก็ยังมิได้หมายว่าเป็นคนดี แต่คนดีคือคนที่ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมได้แล้วร้อยละร้อย

หลังจากศึกษาชีวิตมายาวนานกว่า 59 ปี ผ่านช่วงวัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน ถึงตอนนี้ใกล้วัยเลิกงานตามที่ทางราชการกำหนดเข้าไปทุกที ถือว่าผ่านประสบการณ์ชีวิตโชกโชน โชกโชนเพราะความยาวนาน ร่องรอยของกาลเวลาจับอยู่ทั่วร่างกาย มองเห็นสารรูปตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ได้อย่างชัดเจนในกระจกเงาในห้องน้ำ ข้อดีคือผมไม่ได้มองผ่านไปเฉยๆ แต่ผมสังเกตและคิดวิพากษ์วิจารณ์ทำความเข้าใจพร้อมยอมรับ

            โชคดีที่ผมเป็นคนรักการอ่านเกี่ยวกับเรื่องของคนกับป่า คนรักป่า รักการปลูกต้นไม้ มาถึงวันนี้จึงทำให้ผมเป็นคนชอบต้นไม้ และชอบปลูกต้นไม้ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ขณะที่คนในหมู่บ้านนอกหมู่บ้านเกือบทั้งหมดชอบตัดไม้ เมื่อใกล้วัยเลิกทำงานกลับไปมองที่ดินแม่ให้ไว้ เห็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากพอควร แต่เป็นต้นไม้ที่งอกขึ้นเอง เติบโตเอง ส่วนมากเป็นต้นกระถินยักษ์ เอาเถอะแม้เป็นแค่ต้นกระถินยักษ์แต่ก็เป็นต้นไม้ถือว่า ดีกว่าไม่มีต้นไม้ ผมตัดสินใจเก็บต้นกระถินยักษ์ไว้ แล้วค่อยๆ ปลูกอย่างอื่นที่เราสนใจแซมลงไปเรื่อยๆ

            สองปีกว่าแล้วที่ผมตัดสินใจปลูกบ้านบนที่ดินของแม่ แม้พื้นดินไม่อุดมนัก แต่อยู่ติดถนนสายเมืองกาญจนบุรี-เอราวัณ แม่เคยพูดเปรยๆ ว่า “สองคนกับพี่ชายมีการศึกษาไปเอาที่ดินหินๆ แถวนอกหมู่บ้านแล้วกัน สมัยก่อนดูเงียบเหงาวังเวงหน่อย แต่วันนี้กลับกัน จากจุดด้อยกลายเป็นจุดเด่นไปแล้ว มองเห็นรถนานาชนิดแล่นผ่านไปมาทั้งวัน

            หมู่บ้านของเราเล็ก มีอยู่ราว 200 ครัวเรือน มีคนราว 800-1000 คน สภาพเศรษฐกิจอยู่ในระดับน้อยมาก จึงจำเป็นต้องมองรถที่แล่นอยู่บนถนนเส้นหน้าบ้านผ่านไปมา ว่าทำอย่างไรให้รถจอดพัก เงินอยู่ในกระเป๋าของผู้ผ่านทางเหล่านั้นคนละไม่น้อย ทำอย่างไรให้เงินหล่นลงที่ข้างทาง คือบ้านของเราคนละเล็กคนละน้อย ด้วยการนำสิ่งของที่มีอยู่ในหมู่บ้านมารวมกันขาย รวมกันคือพลัง ใครเก็บเห็ดได้ขายเห็ด ใครมีผักหวานป่าขายผักหวานป่า ต่างคนต่างนำมาขายหลายรายเข้าจะทำให้มีความหลากหลายทางการค้าขาย ดึงดูดรถที่แล่นอยู่บนถนนให้จอดได้ เมื่อจอดแสดงว่า เงินจะหล่นลงในบริเวณนั้น

            อีกอย่างหนึ่งหมู่บ้านท่ามะนาวมีต้นไม้ป่าไม้น้อยมาก ประชากรหันมาปลูกพืชเชิงเดียวกันโดยส่วนมาก บางรายปลูกอ้อย บางรายปลูกมันสำปะหลัง  บางรายปลูกมะระกอ แต่ระยะหลังมานี้กลับมีช้างป่าปล่อยเข้ามาเดินเกือบทุกค่ำคืน ใครปลูกอะไรก็ต้องระมัดระวัง เสมอกัน อ้อยเป็นของโปรดของช้าง จึงต้องระมัดระวังมากกว่าอย่างอื่น ส่วนมากต้องทำห้างนอนเฝ้าพืชไร่ของตน หรือต้องจ้างคนมานอนเฝ้าแทน ช้างจึงกลายเป็นปัญหาหลักสำหรับเกษตรกร

            หลายคนหาวิธีการปลูกพืชอื่นที่ช้างไม่ชอบ แต่ว่า ปัญหาก็คือสิ่งที่ช้างชอบคนก็ชอบ ช้างไม่ชอบคนก็ไม่ค่อยชอบ เมื่อพยายามปลูกที่ช้างไม่ค่อยชอบ ย่อมต้องมีสิ่งที่ช้างชอบอยู่บ้าง เมื่อช้างได้กลิ่นสิ่งที่ชอบก็จะพยายามเดินเข้าไปหาชิม ระหว่างทางก็เหยียบย่ำทำลายไปด้วย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ

            มีเรื่องแปลกหน่อยคือ สิ่งที่ช้างชอบปานกลางเช่นมะระกอ ช้างเห็นแล้วมักจะล้มต้น มีลูกสุกก็เก็บกินบ้าง แต่ชอบล้มต้นมากกว่าที่บ้านผมมีไผ่อยู่สองสามต้น ยามเผลอพี่ใหญ่ก็เดินผ่านแวะมาและเล็มใบไผ่กิน มีน้อยก็กินน้อย มีมากก็ยึดรื้อดึงเข้ามากินจนต้นหักงอโค่นลงเลยก็มี พี่ใหญ่เดินผ่านเมื่อใด ต้นไม้ที่ปลูกไว้ถูกหักโค่นเหยียบย่ำทำลายเป็นปกติ

            การอยู่อาศัยแม้ว่าจะพออยู่ได้ แต่ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัย เพราะไม่รู้ว่าขณะที่เราทำเกษตรกรรมอยู่นั้น ช้างจะเดินผ่านมาเมื่อใด ปกติแล้วช้างจะเดินผ่านในยามค่ำคืน แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว เช้าวันหนึ่งผมกวาดพื้นหน้าบ้าน พี่ใหญ่เดินเข้ามาหลังบ้าน ผมเงยหน้าขึ้นเห็น เหลือบมองนาฬิกาเป็นเวลาใกล้เจ็ดโมงเช้าแล้ว ตาของเขามองไปที่แท็งค์น้ำใหญ่สองแท็งค์หลังบ้าน ผมทางหนีทีไล่แล้วจึงยืนนิ่งๆ แล้วส่งเสียงทัก “จะไปไหน” เขาหยุดนิ่งมองมาที่ผม ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันสักครู่ ผมสำทับไปอีกว่า “ป่านนี้ยังไม่เข้าป่าไปอีกหรือ ไปนะ ไปได้แล้ว” เขาเดินหันหลังกลับ ผมขยับตัวเดินตามเว้นระยะห่างพอประมาณ พร้อมกดดันต่อ “เข้าป่าไปดีๆ เร็วเลยนะ” แปลกที่ช้างกลับส่งเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน “อิ๊กๆๆๆ” แถมเดินส่ายก้นเหมือนไม่พอใจลากเท้าเป็นแนวยาวไปตามทางเข้าป่าหลังบ้าน

            การกลับบ้านในชนบท บ้านท่ามะนาว จังหวัดกาญจนบุรีหลังเกษียณครั้งนี้จึงเกิดคำถามว่า ผมจะดำรงชีวิตต่อไปอีกด้วยวิธีการอย่างไร อาชีพอะไร แต่ละอย่างย่อมไม่ง่ายนัก เพราะเคยทำแต่รับราชการมาตลอด แม้ว่าผมจะรู้ทันว่า วันข้างหน้าต้องเกษียณแน่นอน จึงพยายามเก็บเงินเพื่อสร้างบ้าน มีที่ดินอยู่แล้ว เพราะแม่ให้ไว้ จะไปอยู่ไหน จะทำอาชีพอะไรเป็นสิ่งที่ผมต้องทำเอง เอาตามที่ชอบใจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีประสบการณ์การอาชีพอื่นอย่างไร เลือกที่จะทำอาชีพอะไร เพราะเกษียณแล้วชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ช่วยกันแนะนำมาด้วยก็ดีเหมือนกัน

            เมื่อมีเพื่อนๆ ถามว่า เกษียณแล้วจะไปอยู่ที่ไหน และจะทำอะไรต่อไป ผมได้แต่บอกว่า ผมจะกลับบ้านที่เมืองกาญจนบุรี เพราะว่าแม่ให้ที่ดินไว้จำนวนหนึ่ง แต่ตอบนะตอบง่าย การไปอยู่จริงย่อมไม่ง่ายนัก ผมคิดเอาเองง่ายๆว่า เอาแบบ “พ่อหลวง” แล้วกัน เศรษฐกิจพอเพียง “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เป็นความคิดที่ทำตามได้ง่ายสุดๆ แล้ว จึงฝันไว้ว่าจะกินอะไรก็จะพยายามปลูกกินเอง บางอย่างปลูกได้ บางอย่างยังไม่ได้ทดลองปลูกเลย

            เมื่อสามปีก่อน ผมเริ่มทำตามแผนคือปลูกบ้านไว้ก่อน วันเสาร์อาทิตย์กลับไปนอนพัก สร้างแหล่งน้ำสำรองของตัวเองในครอบครัว ปลูกต้นไม้ เน้นไม้ยืนต้นกินได้ไว้ให้มากหน่อย ไม้ดอกไม่ประดับแล้วแต่สมควร ปีหน้าครบสี่ปี คิดว่าจะมีความพร้อมในการพลิกชีวิตจากราชการสู่เกษตรกร โชคดีที่ราชการยังไม่ทิ้ง ยังมอบเงินบำนาญไว้ให้จำนวนหนึ่ง จึงสามารถจะดำรงชีวิตต่อไปได้ด้วยต้นทุนที่ดีกว่าเกษตรกรทั่วไป

            หลวงพ่อพุทธทาสท่านสอนไว้ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ดั่งนั้นทำอาชีพอะไร ก็ถือว่าปฏิบัติธรรมไปด้วยได้ การสังเกตกำหนดหลักธรรมระหว่างการทำอาชีพถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม หลักธรรมเกิดจากการทำงานได้มาก ผมเข้าใจคำนี้ได้ดี เพราะในระหว่างที่ผมทำงานของเกษตรกรอยู่หลังบ้านคนเดียว ความคิดก็ทำหน้าที่คิดของมันไปด้วย คิดโน่นนี่นั่นอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่เข้มแข็งจริง หรือไม่ถูกความจำเป็นบีบคั้นจริง  งานย่อมสำเร็จได้ด้วยยาก

            หลักของเกษตรกรจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากน้อยไปหามาก จากง่ายไปหายาก และต้องไม่ทำเกษตรเพื่อการขายเป็นหลัก แต่ต้องทำเพื่อเดินตามรอยเท้าพระพ่อหลวงรัชกาลที่9 ที่ว่า “กิน แจก แลก ขาย” ปลูกเพื่อกินก่อน กินอะไรก็ปลูกต้นนั้น ง่ายไหมคิดแบบนี้ อยู่แบบนี้ เหลือกินแล้วค่อยแจก แจกแล้วแล้วนำไปแลกเปลี่ยนกัน เหลือจากนั้นแล้วจึงนำไปขาย เหลือจากขายแล้วนำไปหมุนเวียนเป็นอาหารสัตว์ หรือหมักทำปุ๋ยต่อไป

            สามปีก่อนเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งไปเยี่ยมถึงบ้านที่เมืองกาญจน์แถมนำต้นผักไชยา หรือ คะน้าแม็กซิกันไปให้สองต้นผู้เมีย ผมรับไว้อย่างงงๆ เพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน นำไปปลูกข้างที่อาบน้ำถึงวันนี้กลายเป็นต้นแม่ ที่เติบโตสูงใหญ่ไม่น้อย ผมทดสอบโดยการหักกิ่งไปปลูกด้านหลังบ้าน แค่ปักชำก็เติบโตได้ วันหนึ่งพี่ใหญ่เดินผ่านมาใกล้ตัวบ้านเบียดเอากิ่งหักหล่นลงมากองอยู่กลางดิน แรกก็บ่นว่าพี่ช้าง แต่นึกได้ว่า บ่นอยู่ทำไมหักเป็นท่อนสั้นๆ สักสิบยี่สิบท่อนแล้วนำไปปักชำต่อดีกว่า

ถึงวันนี้หลังบ้านมีผักไชยาเป็นแนวอุโมงค์ต้นไม้หลายแนว เห็นข้อดีของผักชนิดนี้ คือปลูกง่าย ให้ร่มเงาได้ กินได้ ทนแล้งได้ดี จึงได้ข้อสรุปว่า จะปลูกผักไชยานี่แหละเป็นพืชนำ แทนต้นกล้วย เพราะที่บ้านท่ามะนาว เอากล้วยเป็นพืชนำไม่ได้ เพราะพี่ใหญ่ชอบมาก ผมมีที่หลังบ้านแห้งๆ ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น จึงลองนำผักไชยาไปปักไว้เป็นแนว เอาน้ำรดให้นิดหน่อย ปีกว่า ที่ตรงนี้กลายเป็นที่ร่มเย็นปลูกต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ได้สามต้น มะกรูดสองต้น ต้นไผ่ตงหนึ่งต้น จามจุรีอีกหนึ่ง แถมด้วยมะม่วงหิมพานต์อีกหนึ่งต้น งอกงามดี

ผมใช้ต้นผักไชยาปักเป็นแนวเพื่อปลูกนำไปก่อน พร้อมทั้งเอากระดุมทองฝังไว้ด้วย ทั้งสองอย่างนั้นเป็นการคลุมดิน ไชยาคลุมดินด้านบน กระดุมทองคลุมด้านล่าง ตามศาสตร์ของพระราชา “อย่าปลอกเปลือกเปลือยดินให้คลุมดิน” เพื่อให้ดินชุ่มชื้น ไม่มีฟางข้าว ขอใช้พืชผักสองอย่างนี้แทนแล้วกัน ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อฟาง ลองดูก่อนคาดว่าจะดี เพราะถึงวันนี้ ดินที่มีทั้งสองอย่างนี้คุมบน มีไส้เดือนมาอยู่อาศัยจำนวนมาก

การปลูกต้นไม้คือการปฏิบัติธรรม เพราะขณะที่ปลูกเราต้องพินิจพิจารณาชนิดของเมล็ดพันธุ์ ระยะเวลาการเจริญเติบโต ลักษณะของต้นในช่วงแรกๆ ปลูกแล้วต้องทดลองสังเกตที่ดินว่าเขาชอบเจริญเติบโตในดินแบบใด เตรียมดินและแปลงอย่างไร ปลูกไปคิดไป ขณะทำงานนั้นอาจเจอสิ่งที่พอใจและไม่พอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อพอใจเราจัดการอารมณ์อย่างไร คิดอย่างไร เมื่อไม่พอใจต้องพิจารณาแบบนี้เดียวกัน สลับกันไปมาอย่างนี้

การปลูกต้นไม้คือการให้ ให้นกได้มีที่เกาะ กินผลไม้ ให้ความร่มเย็นแก่โลก ให้ความอุดมของดิน ผลเหล่านี้สะท้อนกลับมาที่ตัวตนเอาเอง การปลูกได้ความป่าไม้ ได้ของกินจากป่า ป่าไม้รวมกันเข้าดึงดูดความชื้นในอากาศให้กลายเป็นฝนได้ ให้เพื่อนบ้านเข้ามาสอยไข้มดแดง และเก็บเห็ด การปลูกต้นไม้ ยิ่งมีคนมาลักตัดไปขายเป็นไม้ตัน ยิ่งได้หลักธรรมชั้นพิเศษ การดับความโกรธ ถือว่าเป็นหลักธรรมขั้นสูงสุด

           

             

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (0)