ชีวิตที่พอเพียง 3712. โอกุสตฺ โรแดง เปิดโลกศิลปะให้แก่เฒ่า ๗๘


หนังสือแปล โอกุสตฺ โรแดง : ว่าด้วยศิลปะ - บทสนทนากับปอล กฺแซลล์  ประเทืองปัญญา ”คนอ่อนศิลป์” อย่างผมยิ่งนัก แค่อ่านบทกล่าวนำ โดย นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์    และบทชีวิตและงานของโรแดง ที่ท่านผู้แปล (วิภาดา กิตติโกวิท) เขียนไว้ท้ายเล่ม ก็คุ้มค่าหนังสือราคา ๓๙๕ บาท 

อ่านแล้วทำให้ผมเข้าใจ “วิญญาณศิลปิน” ของโรแดง     และเข้าถึงความงามของชิ้นงานของท่านขึ้นอีกหน่อย    ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ    และได้ชมชิ้นงานของท่านก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ    ซึ่งก็ไม่เข้าใจอยู่ดี   

“หลักการเดียวของศิลปะคือคัดลอกสิ่งที่เราเห็น” (น. ๓๙)    โดย “ศิลปินต้องเชื่อตาตัวเองเท่านั้น” (บรรทัดสุดท้ายของหน้า ๓๙)    แต่เมื่อนำเสนอออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ มีการขยายบางส่วนให้เกินจริง (“ผมขยายการแยกของเส้นเอ็นให้เกินจริง” ... น. ๓๘)    นั่นคือข้อเรียนรู้ของผมจาก บทที่ ๑ สัจนิยมในศิลปะ  

“สิ่งที่ถูกมองว่าน่าเกลียดโดยทั่วไปในธรรมชาตินั้น สามารถกลายเป็นความงามล้ำในศิลปะ” (น. ๔๖)    “...พลังของลักษณะเฉพาะล้วนๆ ที่ก่อให้เกิดความงามแห่งศิลปะ .... สิ่งที่ยิ่งน่าเกลียดในธรรมชาติ จะยิ่งงามในศิลปะ” (น. ๕๑)    “ความน่าเกลียดในศิลปะนั้น คืออะไรก็ตามที่เป็นของปลอม อะไรก็ตามที่เป็นของทำเทียม ...” (น. ๕๒)     “สำหรับศิลปิน...ทุกสิ่งสวยงามในธรรมชาติ...” (น. ๕๒)    “อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งสวยงามสำหรับเขา เพราะเขาเดินไม่หยุดไปในแสงแห่งความจริงทางจิตวิญญาณ” (น. ๕๔)    “ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ... พบความปิติอันโศกเศร้าแห่งการรู้จักชื่นชม”    “บางครั้ง หัวใจเขาทุกข์ทรมาน แต่ที่แรงกว่าความเจ็บปวดนั้นคือความปิติอันขมขื่นแห่งการเข้าใจและการได้แสดงออก ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็น” (น. ๕๔)   

นำไปสู่ข้อเรียนรู้ของผม จากการอ่าน บทที่ ๒ สำหรับศิลปิน ทุกสิ่งสวยงามในธรรมชาติ    ว่าศิลปินทำหน้าที่ตีความความงามในธรรมชาติ นำเสนอออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ    ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ใช้แสงแห่งจิตวิญญาณ ช่วยให้ตน “เห็น” สิ่งที่คนทั่วไปละเลย    และเมื่อนำเสนอเป็นชิ้นงานศิลปะ อาจเน้นบางส่วนให้เกินจริง เพื่อให้กระทบใจผู้ชม    

แม้ศิลปินจะอยู่กับการสร้างสรรค์ ไม่ใช่การทำลาย    แต่เขาก็ต้องเตรียมเผชิญ “ปิติอันขมขื่น” (น. ๕๔)    ชีวิตของศิลปิน ความคิดของศิลปิน มันย้อนแย้งเช่นนี้เอง    เพราะศิลปินที่ยิ่งใหญ่ทำงานโดยการ “ตีความ” รูปธรรมทั่วๆ ไป    สู่การสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะ ที่มีการเน้นจุดสำคัญที่ศิลปินเห็น แต่คนทั่วไปไม่เห็น    ก็จะเกิดการปฏิเสธชิ้นงาน ที่เสนอ “ความจริงที่แปลงโฉม” (น. ๑๑๑)   ซึ่งโรแดงต้องเผชิญเป็นระยะๆ    ครั้งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น อนุสาวรีย์ของ ออนอเร เดอ บัลสัก 

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมน่าจะชมชิ้นงานศิลปะได้สนุกขึ้น    อย่างน้อยก็ได้เข้าใจว่าจะชมชิ้นงานประติมากรรมให้สัมผัสความเคลื่อนไหว    และความรู้สึกล่องลอยไร้น้ำหนัก  ได้อย่างไร

แล้วผมก็ค้นพบ growth mindset ในความคิดของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในหนังสือหน้า ๑๕๒ – ๑๕๓    “จิตใจที่โง่ทึบนั้น มักเป็นเพียงสำนึกที่ไม่เบ่งบาน เพราะไม่ได้รับการศึกษาอันจะทำให้จิตนั้นได้เบ่งบาน”   

เมื่อแตะเรื่องศาสนา ศิลปินใหญ่มีนิยามของคำว่าศาสนาหลายนิยาม    สำหรับบางนิยามท่านบอกว่าท่านเป็นคนนอกศาสนา (น. ๒๐๑ - ๒๐๒)    แต่หากนิยามว่า ศาสนา “เป็นแรงกระตุ้นแห่งจิตสำนึก...ที่หมายมุ่งไปสู่อนันตภาพ นิรันดรภาพ  สู่ศาสตร์และความรักอันไร้ขีดจำกัด...” ท่านก็เป็นผู้ถือศาสนา     “ถ้าไม่มีศาสนา ผมก็ต้องสร้างมันขึ้นมา”      แต่ลงท้ายท่านบอกว่า ศิลปะเป็นศาสนาอย่างหนึ่ง (น. ๒๑๕)  

ผมติดใจบทกวีของ วิกตอรฺ อูโก ที่ กฺแซลล์ ท่องออกมา

เราเห็นได้เพียงด้านเดียวของสิ่ง

อีกด้านดำดิ่งสู่ความมืดแห่งความลี้ลับอันน่าพรั่นพรึง

มนุษย์จำนนต่อผลโดยไม่รู้เหตุ

ทุกสิ่งที่เขาเห็นนั้นสั้น ไร้ประโยชน์ และวาบผ่านไป ”  (น. ๒๐๖)  

นำไปสู่คำกล่าวของยอดศิลปินว่า    “...มีสิ่งอื่นอีกมากที่เราไม่อาจรู้” (น. ๒๐๗)   และผมได้เรียนรู้จากข้อความตลอดเล่มว่า โอกุสตฺ โรแดงมีผลงานยิ่งใหญ่ เพราะท่านตั้งคำถามต่อทุกเรื่อง    ซึ่งหมายความว่า ท่านมีความไม่รู้ มากกว่าความรู้   

เมื่ออ่านไปจนเกือบจบเล่ม  ชื่อบันทึกตามข้างบนก็แวบเข้ามาในสมอง    ผมได้เข้าใจศิลปะ และศิลปิน เมื่ออายุ ๗๘  จากการอ่านหนังสือเล่มนี้    แล้วผมก็เถียงตัวเอง    ว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นการตีความศิลปะและศิลปินในมุมมองของ ออกุสตฺ โรแดง ที่ผ่านการตีความของผู้เขียนคือ ปอล กฺแซลล์ ผู้เป็นศิษย์    ซึ่งย่อมทำให้มีอคติด้านฉันทาคติต่อโรแดงไม่ใช่น้อย   

หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้ผมเข้าใจศิลปะ และศิลปินอย่างไร    คำตอบอยู่ที่หน้า ๒๕๘ “ศิลปะฉีกเราออกจากความเป็นทาสของชีวิตทางปฏิบัติ  และเปิดโลกอันน่าหลงใหลแห่งการครุ่นคิดและความฝันให้เรา”  และ “ไม่มีสิ่งใดในโลกให้ความสุขแก่เราได้มากไปกว่าการครุ่นคิดกับการฝัน”    เป็นคำตอบที่ชวนให้ผมตั้งคำถามต่อว่า  สองประโยคข้างต้นนั้น เป็นจริงสำหรับคนทุกคนหรือไม่    โดยผมเชื่อว่ามนุษย์เราเข้าถึงสภาพนั้นได้ หากมีโอกาสได้พัฒนาตน    และการศึกษาต้องให้โอกาสนั้น   

ลงท้ายผมบอกตัวเองว่า ผมไม่มีทางเข้าใจศิลปินจากมุมของผู้ผลิตงานศิลปะ   แต่ผมก็เข้าใจศิลปินจากมุมมองว่าศิลปินคือผู้ทำงานของตนด้วยใจและวิญญาณ

สิ่งหนึ่งที่ผมจ้องเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้คือ โรแดง เรียนรู้ความลึกล้ำทางศิลปะ ปรัชญา และจิตวิญญาณ อย่างไร    ที่เห็นชัดคือจุดเริ่มต้นอยู่ที่ความหลงใหล    เขาหลงใหลในศิลปะมาตั้งแต่เด็ก    เรียนหนังสือภาคพื้นฐานน้อย    แต่เรียนด้วยตนเอง และด้วยการปฏิบัติมาก    ควบคู่กับเรียนจากการครุ่นคิด (reflection) หาความหมาย    เขาไปเรียนจากชิ้นงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ เมื่ออายุ ๑๔ ปี   และไปเรียนจากชิ้นงานศิลปะของ มีเกลันเจโล ที่อิตาลี เมื่ออายุ ๓๕   เขายึดถือมิเกลันเจโลเป็นครู   เพื่อสร้างผลงานที่แตกต่าง    จนในที่สุดเขาได้รับยกย่องว่าเป็นผู้นำศิลปะแนวธรรมชาตินิยม สัจนิยม  และศิลปะสมัยใหม่

อีกข้อประทับใจคือ การเรียนรู้สภาพร่างกายขณะเคลื่อนไหว โดยจ้างชายหนุ่มและหญิงสาวมาเดินไปเดินมาในสตูดิโอ    เพื่อให้ โรแดง ได้ซึมซับภาพดังกล่าวไว้ใช้ในการผลิตชิ้นงานประติมากรรมที่เน้นการเคลื่อนไหว        

ผู้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด  โดยที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต      เออร์เนสตฺ เฮมิงเวย์ ก็ใช้วิธีเดียวกัน (๑)      

หนังสือเล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นจากภาพประกอบ  และคำอธิบายประกอบ ที่ท่านผู้แปลจัดทำขึ้น    ผมขอแสดงความชื่นชมต่อคุณวิภาดา กิตติโกวิท ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าของหนังสือจากการค้นคว้าเพิ่มเติมนี้

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้  

วิจารณ์ พานิช

๓๑ พ.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)