โดยทั่วไปการจัดการรายกรณี(หรือการจัดบริการสังคมรายกรณี)มีธรรมชาติที่แตกต่างหลากหลาย อาจมีการแบ่งประเภทหรือลักษณะการจัดบริการสังคมรายกรณีตามประเภทของผู้จัดการและตามการทำหน้าที่ของผู้จัดการฯ ซึ่งอาจสามารถแบ่งประเภทของการจัดบริการรายกรณีได้ดังนี้

1.จัดตามประเภทของผู้จัดการรายกรณี

การจัดบริการรายกรณี มีการจัดผู้จัดการให้บริการแตกต่างกันไป บางโครงการเน้นผู้จัดการที่เป็นนักวิชาชีพและได้รับการฝึกอบรมเฉพาะด้านการจัดบริการ เช่น นักสังคมสงเคราะห์และพยาบาล บางโครงการใช้รูปแบบของผู้ช่วยนักสังคมซึ่งทำงานภายใต้การดูแลของนักวิชาชีพมืออาชีพอีกขั้น บางโครงการก็ใช้อาสาสมัครหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ใช้บริการเป็นผู้จัดการ แต่อย่างไรก็ตามผู้จัดการที่เป็นนักวิชาชีพจะได้รับการยอมรับในการจัดกิจกรรมต่างๆ ผู้จัดการที่จบสังคมสงเคราะห์มักจะทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สิทธิให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าผู้จัดการวิชาชีพอื่นๆ

1) Primary Care Model รูปแบบนี้แพทย์จะเป็นผู้จัดการโดยองค์กรสร้างเสริมสุขภาพซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมทางการแพทย์มากกว่าด้านสังคม การให้บริการมักจะเป็นการควบคุม ดูแลด้านการใช้จ่ายงบประมาณที่จ่ายต่อผู้ใช้บริการต่อราย เพื่อไม่ให้มีการใช้จ่ายเกินอัตราที่กำหนดไว้

2) Generalist Case Manager รูปแบบผู้จัดการทั่วไป จะมีผู้จัดการคนเดียวที่รับผิดชอบดูแลเครือข่ายการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ ณ จุดเดียว ผู้จัดการจะประสานเชื่อมโยงแหล่งทรัพยากรทั้งระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและผู้ให้บริการอย่างไม่เป็นทางการเป็นอาสาสมัครต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในขอบข่ายการดูแลสุขภาพที่ไม่มีอาการร้ายแรง การประสานงานจึงไม่ยุ่งยาก ผู้ใช้บริการไม่ต้องไปติดต่อกับแหล่งทรัพยากรบริการหลายแหล่ง พบปะกับผู้จัดการประจำตัวเพื่อรายงานหรือร้องขอให้เกิดการช่วยเหลือ ภาระงานของผู้จัดการแบบนี้มีจำนวนน้อย ทำงานได้ถูกต้องเหมาะสมมากสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายผู้จัดการทั่วไปแบบนี้บางครั้งถูกเปรียบว่ารอบรู้ทุกอย่างแต่ไม่เชี่ยวชาญสักเรื่อง เพราะจะเห็นภาพรวมของปัญหาทุกอย่างของผู้ใช้บริการ รู้สภาพแวดล้อมและสามารถทำให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมแก่ผู้ใช้บริการได้ แต่งานกับระบบผู้ให้บริการที่มาจากแหล่งต่างๆ ได้ดีมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับต่างๆ ตามปัญหาที่หลากมิติ ข้อด้อยของรูปแบบนี้คือการที่ผู้จัดการต้องมีทักษะที่กว้างขวางหลากหลาย ซึ่งอาจต้องมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งต้องมีภาระรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการเพียงคนเดียวเป็นระยะเวลานานและเต็มไปด้วยปัญหาที่ซับซ้อน แก้ไขไม่ได้ง่ายๆ

3) The Specialist Case Manager รูปแบบผู้จัดการเฉพาะด้าน (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ) ในระบบที่จัดให้มีผู้จัดการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งหมายความว่ามีผู้จัดการหลายคนต่อผู้ใช้บริการหนึ่งคน ผู้ใช้บริการแต่ละคนก็ใช้ความสามารถของตนช่วยแก้ไขปัญหาโดยมีการประชุมทีมสหวิชาชีพ ประเมินปัญหา แล้วใช้ความสามารถของแต่ละวิชาชีพจัดการกับปัญหา ซึ่งการประชุมทีมจะมีการจัดตารางนัดหมายประจำ บางครั้งอาจมีผู้ใช้บริการหรือไม่มีก็ได้ ผู้ให้บริการแต่ละรายจะถกเถียง อภิปราย วิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์จนกระทั่งวางแผนการช่วยเหลือตามความรับผิดชอบ รูปแบบนี้จะทำให้ผู้จัดการแต่ละด้านทำงานในระดับลึกและแคบ การแบ่งปันงานในแบบนี้จะช่วยลดภาระความรู้สึกกดดันที่ผู้จัดการทั่วไปแบบรับไว้เพียงคนเดียว จุดอ่อนของบริการนี้ บางครั้งการตัดสินใจว่าจะใช้วิชาชีพใด หรือใครรับผิดชอบในการตัดสินใจในภาพรวมของปัญหา ในขณะเดียวกันผู้ใช้บริการหรือผู้ดูแลผู้ใช้บริการก็อาจสับสนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ขณะที่องค์กรก็ยุ่งยากในการตัดสินว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ ซึ่งบางครั้งอาจมีการทับซ้อนกัน จนอาจเกิดการละเลยต่อปัญหาบางด้านของผู้ใช้บริการ

4) The Specialist – Generalist Model รูปแบบนี้ผู้ใช้บริการจะถูกมอบหมายให้ผู้จัดการ 1 คนดูแล ช่วยเหลือในภารกิจหลายด้าน กล่าวคือเป็นทั้งผู้จัดการทั่วไปประจำตัวของผู้ใช้บริการและเป็นผู้ผู้จัดการที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปในตัวด้วย เช่น เป็นผู้จัดการทั่วไปสำหรับผู้ใช้บริการผู้สูงอายุที่ต้องติดต่อประสานงานหน่วยงานบริการต่างๆ ที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุขณะเดียวกันก็สามารถบำบัดฟื้นฟูจิตใจผู้สูงอายุได้ เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดจุดอ่อนของรูปแบบนี้อาจมีผู้จัดการมักจะสนใจความเชี่ยวชาญของตนเองมากกว่าการดูแลในภาพกว้าง แต่ก็มีการโต้แย้งว่าผู้จัดการแบบทั่วๆไป ก็มักจะมีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งอยู่แล้ว แต่ต่างที่รูปแบบนี้มีผู้จัดการจะมีความเชี่ยวชาญในด้านที่เป็นแกนหลักที่จะใช้สำหรับผู้ใช้บริการอยู่แล้ว

5) The Therapist Case Manager รูปแบบนี้มีจุดหมายที่ผู้จัดการเป็นนักบำบัดที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเชิงลึกในการค้นหาปัญหาและคุณลักษณะในชีวิตประจำวันของผู้ใช้บริการโดยมีความแม่นยำในการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมในวิถีชีวิตแล้วนำมาปรับทั้งพฤติกรรมหรือทัศนคติให้ผู้ใช้บริการสามารถมีศักยภาพในการแก้ไขดูแลปัญหาในด้านนั้นๆ ของตนเองได้ รูปแบบนี้มุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้บริการมากกว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวผู้ใช้บริการ

2.จัดตามประเภทตามหน้าที่ของผู้จัดการรายกรณี

หากจัดประเภทของการจัดการรายกรณีตามหน้าที่ของผู้จัดการฯสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ คือ

1) The Brokerage Model ผู้จัดการรายกรณีรูปแบบนี้เป็นตัวกลางจัดเรียงบริการทั่วๆไปให้แก่ผู้ใช้บริการ เป้าหมายของรูปแบบนี้คือการลดภาระการดูแลผู้ป่วยระยะยาวในสถาบัน เช่น สถานพักฟื้น สถานสงเคราะห์ ที่ให้บริการต่างๆ สู่การให้บริการในชุมชน ในบทบาทนี้ผู้จัดการเปรียบเสมือนตัวเชื่อมต่อของสภาพขาดตอนของการส่งข้อมูลไม่เพียงพอ บริการที่ไม่ประสานเชื่อมโยงกัน หรือระบบขาดตอนของการใช้จ่ายเงินระยะยาวในรูปแบบนี้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือองค์กรรัฐมักมีการจัดให้บริการรายกรณีสำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่สามารถซื้อบริการแพงได้ในกลไกการตลาด แต่เขามีสิทธิได้รับบริการของรัฐหรือเอกชนที่ไม่แสวงผลประโยชน์ แต่ผู้ใช้บริการไม่รู้หรือเข้าไม่ถึงบริการผู้จัดการรายกรณีก็จะช่วยเหลือประสานส่งต่อยังบริการต่างๆ ได้ ผู้เชี่ยวชาญงานสังคมสงเคราะห์บางรายก็บอกว่ารูปแบบของตัวกลางเช่นนี้ไม่ใช่วิชาชีพ เพราะไม่สามารถตัดสินใจในเชิงวิชาชีพได้เป็นเพียงแค่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ เพราะมีผู้อื่นประเมินปัญหาและวางแผนจัดบริการมาแล้ว รูปแบบนี้เพียงแต่วางให้เป็นไปตามแผนโดยเฉพาะการบริการในชุมชนเพื่อไม่ให้เกินอัตรางานหรืองบประมาณที่กำหนดไว้

2) The Service Management Model ถ้ามองว่าผู้จัดการรายกรณีเชื่อมโยงประสานทรัพยากรจากหน่วยงานต่างๆ ในระดับกว้าง รูปแบบ Service Management Model ก็จะเป็นผู้จัดการที่ให้บริการในหน่วยงานย่อยๆ ของแต่ละบริการเพื่อทำงานย่อยเหล่านั้นให้ได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการและประหยัดงบประมาณ

3) The Managed Care Model รูปแบบการจัดการสุขภาพมีเพื่อองค์กรผู้จัดการบริการที่มีความเสี่ยงต่อการเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยระยะยาวทางรัฐต้องการลดค่าใช้จ่ายลงจึงลดให้มีการจัดการสุขภาพแบบนี้เพื่อลดการใช้จ่ายเงินงบประมาณในองค์กร