กักตัวอยู่กับบ้านตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด มีเวลาได้อ่านหนังสือหลายเล่ม
“ประวัติการศึกษาไทย” ของอาจารย์พงศ์อินทร์  ศุขขจร อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยครูจันทรเกษม เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่าน ซึ่งท่านเขียนเล่าเรื่องการศึกษาของไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2512  ทำให้เข้าใจเรื่องการศึกษาบ้านเราได้มากขึ้น  ผมเกรงว่าหนังสือเล่มนี้จะสูญหายไป ก็เลยนำข้อเขียนของท่านมาแบ่งปันกันอ่าน โดยเลือกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆมานำเสนอ และแบ่งเป็นตอนๆไปครับ
   --------------------------------------
 
     สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การศึกษาวิชาหนังสือของไทยแพร่หลายไปในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางก็คือ  การที่หมอบรัดเลย์ ตั้งโรงพิมพ์หนังสือไทยขึ้นที่ตำบลสำเหร่  ธนบุรี  และพิมพ์หนังสือไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่  3  มิถุนายน  พ.ศ. 2379
       แต่เดิมมาการเรียนหนังสือทำได้ยาก  ตำรับตำราต้องใช้เขียนด้วยมือทั้งสิ้น  ต้องคัดลอกกันต่อ ๆ มา  ผู้เป็นเจ้าของมักหวงแหนเพราะกว่าจะลอกมาได้แต่ละฉบับต้องเสียเวลานาน  และการเรียนก็ยากลำบาก  สมุดใช้กระดาษที่ทำจากต้นข่อย  พับไปพับมาให้กว้างราว  6  นิ้ว  ยาว 18  นิ้ว  ก่อนจะเขียนตัวหนังสือลงไปในสมุดข่อยจะต้องเอาเม็ดสะบ้าหรือหอยเบี้ยตัวโต ๆ มาขัดหน้ากระดาษให้เรียบเสียก่อน  เพราะกระดาษที่ทำจากเปลือกข่อยนั้นขรุขระไม่เรียบ เวลาเขียนตัวหนังสือลงไปมักซึม เส้นไม่คม  ไม่งาม  และทำให้ปากกาสำหรับเขียนทู่เร็วอีกด้วย  ปากกานั้นทำด้วยไม้ไผ่เอามาเหลาปลายให้แหลม  แล้วใช้มีดผ่าลงไปเล็กน้อยให้ดูเหมือนปากของกา  และต้องแขวะให้เป็นร่องเพื่อให้หมึกไหล  หมึกนั้นตามปกติใช้หมึกจีนเป็นแท่ง  เอามาฝนกับน้ำให้ข้น  แล้วใช้ปากกาจุ้มเขียน  ถ้าใช้ปากกาทำด้วยไม้มักจะทู่เร็ว  ต้องเหลากันบ่อย ๆ  บางคนจึงใช้ขนไก่  ขนเม่น  หรือขนนกเอามาผ่าปลายแทนไม้  ใช้เขียนได้ทนกว่า  บางทีสมุดนั้นใช้กระดาษสีดำ  และเขียนด้วยหรดาล  หรือเขียนด้วยรงที่มีสีเหลืองแลดูงาม  ด้วยเหตุนี้เอง  ผู้เป็นเจ้าของตำรับตำราจึงหวงแหนกันมาก  ทำให้การศึกษาเล่าเรียนของประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้าและลำบากไม่แพร่หลาย  ครั้นเมื่อมีการพิมพ์หนังสือขึ้น  สามารถพิมพ์ได้ทีละมาก ๆ  เพียงแต่ชั่วเรียงพิมพ์ครั้งเดียว  ก็ผลิตออกมาได้มากฉบับไม่ต้องนั่งลอกกัน  ขายได้ด้วยราคาถูก  คนธรรมดาสามัญก็สามารถจะซื้อหาไปเล่าเรียนได้จึงทำให้การศึกษาแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง  ผิดกว่าในสมัยก่อนเป็นอันมาก

ความจริงผู้ที่ริเริ่มการพิมพ์ภาษาไทยนั้นหาใช่หมอบรัดเลย์ไม่  ผู้คิดค้นทำตัวพิมพ์อักษรไทยเป็นคนอังกฤษชื่อร้อยเอกเจมส์  โลว์ (James Low)  รับราชการอยู่ที่ปีนัง  เนื่องจากในระยะเวลานั้นอังกฤษมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับไทยโดยใกล้ชิด  ผู้สำเร็จราชการอินเดียจึงสั่งร้อยเอกเจมส์  โลว์  เดินทางร่วมกับคณะทูตชุดเฮนรี่เบอร์นี่  เข้ามาศึกษาภาษาไทยในกรุงเทพ ฯ  เมื่อกลับไปอยู่ปีนังก็ได้ศึกษาภาษาไทยจากบรรดาลูกพ่อค้านายเหมืองชาวภูเก็ตที่ไปติดต่อค้าขาย  และศึกษาเล่าเรียนที่ปีนังจนมีความรู้ภาษาไทยถึงขนาดใช้การได้  ทั้งพูด  อ่าน  และเขียน  ร้อยเอกโลว์ได้เขียนตำราไวยากรณ์ไทยสำหรับคนอังกฤษเรียนภาษาไทยไว้เล่มหนึ่งและคิดจะพิมพ์เผยแพร่  จึงสั่งไปยังเมืองเบงกอลให้ช่างหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นที่อินเดียเมื่อพ.ศ. 2317  แล้วส่งมาจัดพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ไทยที่สิงคโปร์  นับว่าเป็นหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาไทยฉบับแรกที่สุด  เมื่อพวกสอนศาสนาอเมริกันในเมืองไทยได้ทราบเรื่องการพิมพ์หนังสือไทย  จึงได้สั่งพิมพ์หนังสือสอนศาสนาเป็นภาษาไทยไปสิงคโปร์  นำเข้ามาแจกจ่ายในเมืองไทย

ภายหลังนายโรบินสัน  หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นำเครื่องพิมพ์มาตั้งที่กรุงเทพ ฯ  เมื่อปีพ.ศ. 2378  และขอซื้อตัวพิมพ์ภาษาไทยจากร้อยเอกโลว์  เข้ามาลองพิมพ์ในเมืองไทย  ต้องเสียเวลาแก้ไขตัวพิมพ์ที่ไม่เรียบร้อยและตัวไม่งามให้ดีขึ้นอยู่นาน  ในเวลาต่อมาหมอบรัดเลย์จึงได้คิดทำตัวอักษรไทยแบบที่ใช้กันอยู่ขณะนี้  และตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่สำเหร่  ในขั้นตอนแรกต้องสั่งหล่อตัวพิมพ์จากต่างประเทศอยู่เสมอ  เพิ่งจะมาหล่อได้เองในเมืองไทยเมื่อพ.ศ. 2384  คงสั่งแต่เฉพาะเครื่องพิมพ์จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเท่านั้นโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์พิมพ์แต่หนังสือสอนศาสนาเป็นพื้นจนกระทั่งพ.ศ. 2382  จึงรับจ้างพิมพ์เอกสารทางราชการเรื่องห้ามสูบฝิ่น 9,000  ฉบับ  และต่อมาในพ.ศ. 2385  หมอบรัดเลย์ออกหนังสือพิมพ์รายปีฉบับแรกขึ้น  มีชื่อว่าบางกอกกาลันเดอร์รายปี  และในพ.ศ. 2387  ได้ออกหนังสือพิมพ์รายเดือนอีกฉบับหนึ่ง  ชื่อบางกอกกรีคอร์เดอร์  บางครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ  ก็ทรงพระราชหัตถเลขาไปโรงพิมพ์ด้วย

น่าเสียดายที่วิชาการแบบใหม่ไม่ใคร่จะแพร่หลายไปเท่าที่ควร  ทั้งนี้เพราะบรรดาเจ้านายและสามัญชนส่วนใหญ่ไม่นิยมที่จะให้บุตรหลานเข้าไปศึกษาหาความรู้กับพวกหมอสอนศาสนา  เพราะเกรงว่าจะถูกโน้มน้าวให้หันเหไปเข้ารีตเสียหมด  คงศึกษาเล่าเรียนกันในหมู่เจ้านายและขุนนางชั้นสูง  พวกที่เล็งเห็นเหตุการณ์ไกลว่า  วิชาการสมัยใหม่เป็นของจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งถือว่าเป็นตอนหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด