การแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีทุกภาคส่วน มาร่วมเป็นหุ้นส่วน และเป็นเจ้าภาพให้เกิดการขับเคลื่อนในพื้นที่ และสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายร่วมร่วมกัน
หน่วยจัดการจังหวัดระดับ Flagship จ.ลำปาง ภายใต้แผนสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหนึ่งในภาคีที่เข้ามาหนุนเสริมการแก้ปัญหาหมอกควันด้วยการมอบทุนทำโครงการและสร้างกลไกระดับชุมชนให้เข้มแข็งสามารถลดการเผาในพื้นที่ของตัวเองได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2562 จำนวน 40 โครงการ และในปี 2563 มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 25 พื้นที่ โดยมีพื้นที่เดิมจำนวน 10 พื้นที่รับทุนต่อเนื่องเพื่อขยายขอบเขตเนื้อที่การทำงานจากหมู่บ้านไปทั้งตำบล และพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบชุมชนแก้ปัญหาหมอกควันให้กับชาว จ.ลำปาง
หน่วยจัดการระดับ Flagship จ.ลำปาง ได้นำแนวคิดและพื้นที่ต้นแบบ ขยายผลการขับเคลื่อน ใน ปี พ.ศ.2563 ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยอำเภอวังเหนือ ในตำบลร่องเคาะ วังทรายคำ และวังใต้ อำเภอเสริมงาม ในตำบลทุ่งงามและเสริมขวา อำเภอเถิน ในเขตตำบลแม่วะ และพื้นที่ระดับชุมชน หมู่บ้าน 9 แห่ง ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต (ดอยพระบาท ม่อนพญาแช่) อ.เมืองลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ากลางเมือง และมีวิกฤตที่จะต้องเร่งจัดกระบวนการการบริหารจัดการป่าตลอดทั้งปี โดยใช้กระบวนการ “ป่าเปียก”
“ป่าเปียก” เป็นแนวทางตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจน ภายใต้การสานพลัง ความร่วมมือจาก บทบาท หน้าที่ของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงคนในชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างรูปแบบและกลไกการจัดการ ซึ่งทางหน่วยจัดการระดับ Flagship จ.ลำปาง ได้ต้นแบบชั้นดีในการลดเผาลดหมอกควัน ถึง 2 ชุมชนในสองพื้นที่ คือในป่าใกล้เมืองกับป่าไกลเมือง
ต้นแบบแรกคือที่บ้านแม่โป่ง ต.วังใต้ อ.วังเหนือ ห่างจากตัวจังหวัดกว่า 100 กม. ใช้ “กลไกอาสาสมัคร” สร้างความตระหนัก การรับรู้ให้คนในพื้นที่ สร้างกฎกติกามาตรการเฝ้าระวังไฟป่า จนสามารถพัฒนาไปสู่ “ธรรมนูญสุขภาพตำบลวังใต้” จนปลอดการเผาป่าและพื้นที่เกษตรได้ 100% ขณะที่บ้านไร่พัฒนา ม.7 ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง แม้จะไม่สามารถความคุมไฟไหม้ป่าได้ 100% แต่มีพัฒนาการของคนในชุมชนเมืองที่ตื่นตัวในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง มีอาสาสมัครเฝ้าระวังป่าชุมชนที่เข้มแข็ง ยกระดับการขับเคลื่อนโดยใช้หลักการและกระบวนการป่าเปียกในการกำหนดกิจกรรมเช่นการจัดทำแนวกันไฟ การสร้างหอเฝ้าระวัง การปลูกสมุนไพร การปลูกต้นไม้เพิ่มในผืนป่า การสร้างฝายชะลอน้ำสร้างความชุ่มชื่นให้เกิดขึ้นในป่าตลอดทั้งปี
แผนที่ทำมือช่วยจัดการป่า
บ้านไร่พัฒนา หมู่ 7 เป็นหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวสันเขาดอยพระบาท (ม่อนพระยาแช่) อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต ซึ่งถือว่าเป็นป่ากลางเมือง มีเนื้อที่รวม 50,390 ไร่ มีชุมชมอาศัยโดยรอบ 36 หมู่บ้าน ใน 6 ส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบลแม่เมาะ เทศบาลตำบลแม่ทะ เทศบาลเมืองเขลางค์ เทศบาลนครลำปาง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเสด็จ และองค์การบริหารส่วนตำบลพิชัย และได้รับการประกาศเป็นป่าชุมชนมากกว่า 22 หมู่บ้าน
บ้านไร่พัฒนามีพื้นที่ป่าชุมชนที่รับผิดชอบจำนวน 586 ไร่ แต่ละปีประสบปัญหาไฟป่าอย่างหนักหน่วง และเป็นอีกหนึ่งจุดสะสมความร้อน หรือ ฮอทสปอต ของ จ.ลำปาง ซึ่งสาเหตุมาการเผาเพื่อหาประโยชน์จากป่า ชุมชนโดย นายเสถียร เครืออิ่นแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นแกนนำในการจัดตั้งกลไกอาสาสมัครรักษ์ป่าม่อนพระยาแช่ สดใสไร้หมอกควัน และขับเคลื่อนชุมชนในการสร้างการรับรู้สถานการณ์ไฟป่า จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านในการร่วมกันรักษาป่า ฝึกอบรมพัฒนาทักษะการใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือดับไฟป่า มีปฏิทินลาดตระเวนเฝ้าระวังในป่าตลอดปี การจัดทำหอคอยเฝ้าระวัง ตามจุดในพื้นที่เสี่ยง 3 จุด
เครื่องมือหนึ่งที่ชาวบ้านไร่พัฒนา คือแผนที่ทำมือ นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ชาวบ้านรู้จักป่าของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำมาวางแผนจัดการป่าของตัวเองอย่างได้ผล เช่น การทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่ามากกว่า 3 กิโลเมตรนั้น จุดไหนที่สำคัญและได้ผลที่สุด ก็ใช้แผนที่ชี้จุด หรือหากพื้นที่ป่าที่เป็นรอยต่อป่ากับชุมชนอื่น ก็สร้างฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร และใช้วัสดุธรรมชาติในป่าภายใต้แนวคิด “ป่าเปียก” สร้างป่าให้มีความชุ่มชื้นลดความแห้งแล้งที่เป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่าได้ง่าย ตั้งกฎและกติกาการใช้ป่า ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานในป่าตลอดปี เพื่อให้ป่ากลางเมืองแห่งนี้เป็นปอดใหญ่ให้คนลำปาง
อาสาเฝ้าระวังสร้างป่าสมบูรณ์
ขณะที่ชุมชนต้นแบบอีกแห่งหนึ่ง คือที่บ้านแม่โป่ง ต.วังใต้ อ.วังเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีความสำเร็จในการควบคุมไม่ให้มีการจุดไฟเผาป่า และการเผาวัชพืช หรือซากผลผลิตเกษตรในพื้นที่ได้ถึง 100 % และกำลังดำเนินการขยายผลไปยังพื้นที่ในตำบลใกล้เคียง ซึ่งปัจจัยความสำเร็จเกิดจากการสร้างกลไกในพื้นที่ “กลไกอาสาสมัคร” ได้แก่ 1.มีการบูรณาการร่วมกัน 2.จัดตั้งคณะทำงาน จำนวน 25 คน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. ข้าราชการบำนาญ ปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครชุมชน ส่วนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ไม่ได้เป็นคณะกรรมการ แต่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนจัดทุกครั้ง คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการจัดประชุม วางแผน เตรียมการก่อนการจัดทำกิจกรรมและหลังจัดกิจกรรม 3.ชาวบ้านเห็นร่วม+มีส่วนร่วม 4.ชาวบ้านเห็นความสำคัญ ด้วยการให้ความร่วมมือในการดับไฟป่า การลาดตระเวน ครอบครัวละ 2 คน 5.จัดทำฝาย จำนวน 600 ฝาย มีกฎระเบียบที่มีการปรับไหมเมื่อละเมิดกฎระเบียบ ได้จัดประชุมคนในชุมชน และมีการขยายความร่วมมือไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ช่วงเริ่มแรกมีคนในชุมชนร่วมปฏิบัติ ร้อยละ 50 ได้สร้างความตระหนักเรื่องการเผาจนคนในชุมชนเข้าร่วมมากขึ้น และ 6.ฝึกอบรมคนในชุมชน จำนวน 65 ครอบครัว
นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมีการจัดทำแผน การกำหนด กฎ กติกา และมาตรการการเฝ้าระวัง และพัฒนาการมาเป็น “ธรรมนูญสุขภาวะตำบลวังใต้” ที่สำคัญพื้นที่ได้นำธรรมนูญมาปฏิบัติจนทำให้บ้านแม่โป่ง เป็นพื้นที่ปลอดการเผาป่าและพื้นที่เกษตรได้ 100 %
