กักตัวอยู่กับบ้านตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด มีเวลาได้อ่านหนังสือหลายเล่ม
“ประวัติการศึกษาไทย” ของอาจารย์พงศ์อินทร์ ศุขขจร อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยครูจันทรเกษม เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่าน ซึ่งท่านเขียนเล่าเรื่องการศึกษาของไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2512 ทำให้เข้าใจเรื่องการศึกษาบ้านเราได้มากขึ้น ผมเกรงว่าหนังสือเล่มนี้จะสูญหายไป ก็เลยนำข้อเขียนของท่านมาแบ่งปันกันอ่าน โดยเลือกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆมานำเสนอ และแบ่งเป็นตอนๆไปครับ
--------------------------------------
เมื่ออังกฤษทำสงครามชนะพม่าครั้งแรกใน พ.ศ. 2367 ยึดเอาหัวเมืองชายทะเลทางตอนใต้ไว้ได้แล้ว ลอร์ด แอมเฮิร์สต์ ผู้สำเร็จราชการจากอินเดีย ส่งกัปตัน เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาเจรจาทางการค้ากับไทย ไทยกับอังกฤษลงนามในหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าครั้งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 หนังสือสัญญาฉบับนั้นต้องทำกันถึง 4 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายู ต่อจากนั้นเรือสินค้าของอังกฤษก็เข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีพ่อค้าอังกฤษชื่อนายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ เข้ามาตั้งห้างขายอยู่ที่ตำบลกุฎิจีน โปรดพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหลวงวิเศษพานิช
เมื่อทูตอังกฤษกลับไปแล้ว พวกสอนศาสนาชาวอเมริกันก็เข้ามาติดต่อกับไทยบ้าง เมื่อ พ.ศ. 2371พวกแรกเป็นพวกโปรเตสแตนท์ ชื่อนายกัตสลาฟและนายทองลิน ทั้ง 2 คนเคยสอนศาสนาอยู่ในประเทศจีน ต่อมาเมื่อทราบว่ามีจีนมาอยู่ในเมืองไทยมาก จึงได้ติดตามเข้ามาสอนศาสนาแก่พวกจีนในเมืองไทยด้วย พวกสอนศาสนาชาวอเมริกันไม่ได้เป็นแบบพระนักสอนศาสนานิกายอื่น แต่พยายามเข้าถึงประชาชนและข้าราชการไทย เที่ยวแจกหนังสือสอนศาสนา (ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาจีน) แจกยารักษาโรค ช่วยเหลือทางด้านการรักษาพยาบาล และสอนวิชาแปลก ๆ ให้ จึงเป็นที่ชอบพอของคนทั่วไป
เราเลยเรียกพวกสอนศาสนาเหล่านี้ว่าหมอสอนศาสนา บางคนก็เป็นหมอจริง ๆ บางคนก็ได้ดุษฎีบัณฑิตทางศาสนาหรือแม้จะไม่ได้ปริญญาอะไรเลยก็พลอยถูกเรียกว่าหมอไปด้วย คนไทยชั้นสูงในสมัยนั้นเริ่มไหวตัวในความเจริญของพวกตะวันตก และเห็นว่าการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและวิชาการสมัยใหม่ต่าง ๆ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศชาติ จึงพยายามคบกับพวกฝรั่งโดยใกล้ชิดยิ่งกว่าแต่ก่อน และปรากฏว่าพวกสอนศาสนาชาวอเมริกันชุดแรกรู้จักคุ้นเคยกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) และหลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็ก (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นอย่างดี
เมื่อพวกสอนศาสนาชาวอเมริกันชุดแรกกลับไปแล้วคณะอเมริกันแบบติสท์ชุดที่ 2 และชุดที่ 3 ซึ่งเป็นคณะอเมริกัน บอร์ด ออฟ คอมมิชชั่นเนอร์ ฟอร์ ฟอเรน มิชชัน (American Board of Commissioner for Foreign Mission) ก็ตามเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2376 และ 2378 ตามลำดับ มาพักรวมกันอยู่ที่บ้านวัดเกาะ คณะสอนศาสนาชุดที่ 3 นี้ มีบุคคลสำคัญที่ทำให้การเรียนหนังสือไทยแพร่หลายกว้างขวางไปในหมู่ราษฎรชาวไทยได้รวดเร็วกว่าแต่ก่อนเป็นอันมากรวมอยู่ด้วย ท่านผู้นี้คือนายแพทย์ ดี.บี.บรัดเลย์และภรรยา คณะสอนศาสนาชุดที่มาใหม่ลงมือศึกษาภาษาไทยเพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ศาสนาของตนจนใช้การได้
หมอบรัดเลย์เป็นแพทย์แผนปัจจุบันคนเดียวในประเทศไทยสมัยนั้น ที่พยายามนำเอาวิชาแพทย์สมัยใหม่และการผ่าตัดเข้ามาใช้รักษาคนไข้ที่เป็นคนไทย ช่วยฉีดยาป้องกันอหิวาตกโรคและปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษให้ จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ข้าราชการและเชื้อพระวงศ์ ในที่สุดได้เป็นนายแพทย์แห่งราชสำนักในรัชกาลที่ 4 และช่วยสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันให้แก่หมอไทยด้วย ท่านผู้นี้ได้ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้แก่บรรดาเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านด้วยกัน ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษรุ่นแรกที่สุดของเมืองไทยจนใช้การได้ดี มีพระบาทสมเด็จพระจอมเก้าเจ้าอยู่หัวในขณะที่ทรงผนวชอยู่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงสิทธินายเวรมหาดเล็ก กรมหลวงวงษาธิราชสนิท พระยากษาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) หม่อมราโชทัย หลวงสุรวิเศษ (นายดิศ) และกรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์ เป็นต้น ส่วนภรรยาหมอบรัดเลย์ได้รับพระมหากรุณาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จขึ้นของราชย์แล้ว ให้เข้าไปถวายพระอักษรและขนบธรรมเนียมแบบฝรั่งแก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในนอกจากการเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีการเรียนวิชาต่อเรือกำปั่น วิชาแพทย์ วิชาเครื่องจักรกล วิชาถ่ายรูป และวิชาเดินเรือ เป็นต้น

