เศษขยะที่ถูกทิ้งเรี่ยราดตามรายทาง คือทัศนะอุจาด ที่ทำให้หมู่บ้านไม่งามตา แม้ขยะทั้งหมดจะไม่ได้เกิดจากคนในชุมชน ส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือของบุคคลภายนอก ที่สัญจรผ่านไปมา แต่หากไม่มีการจัดการหรือแก้ไข ก็เท่ากับการปลูกฝังความมักง่ายลงไปบนสำนึกของผู้คน ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ไม่ก่อให้เกิดผลดีในทุกๆ ด้าน หลายพื้นที่ ใน จ.พะเยา จึงพยายามหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ที่บ้านทุ่งเย็น หมู่ 1 ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ และบ้านต้นตะเคียน ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ ซึ่งนำโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าไปจัดการในชุมชน

ฆีรกานต์ เจริญบุญ ผู้ใหญ่บ้านทุ่งเย็น และหัวหน้าโครงการการจัดการขยะในชุมชนบ้านทุ่งเย็นหมู่ 1 ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา เล่าว่า ลักษณะกายภาพของหมู่บ้านอยู่ติดถนนใหญ่ มีคนสัญจรผ่านไปมาตลอด ขยะริมทางจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของชาวบ้าน ขณะที่ขยะในบ้าน ก็ทิ้งปะปนกันหมดในถุงดำ จัดเก็บได้ครั้งละ 3 คันรถอีแต๋น ทั้งที่ประชากร 359 คน ส่วนใหญ่ออกไปทำงานต่างจังหวัด เหลือผู้สูงอายุ และเด็กๆ อยู่ในหมู่บ้านแค่ 100 กว่าคนเท่านั้น
หากต้นทุนเดิม ชุมชนเคยทำโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัย ใส่ใจสุขภาพ กับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงหารือกับคณะกรรมการ เพราะคิดว่าปัญหาขยะมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของคนในชุมชน และอยากสร้างลักษณะนิสัยในการคัดแยกขยะให้กับชาวบ้าน โดยเริ่มจากการให้ทาง อสม.นับถุงดำหน้าบ้านก่อนทำโครงการ และเมื่อส่งเสริมให้คัดแยกขยะแล้ว มีการนับซ้ำ ปรากฏว่าจากที่ต้องเก็บขยะครั้งละ 3 คันรถอีแต๋นแบบแน่นเอี๊ยด ตอนนี้เหลือ 2 คันรถแบบหลวมๆ เพราะส่วนใหญ่คัดแยกขยะแล้ว เหลือเพียงบางหลังที่ในถุงดำยังมีทั้งขยะเปียกกับพลาสติกรวมกัน แถมระยะเวลาจัดเก็บก็เหลือเดือนละ 1 ครั้ง จากที่เคยเก็บ 2 ครั้ง และนำไปทิ้งในบ่อขยะชุมชนที่อยู่นอกชุมชนราว 4 กิโลเมตร แต่ยังเป็นเขตของหมู่บ้าน

เอกพัฒน์ เจริญบุญ คณะกรรมการโครงการการจัดการขยะในชุมชนบ้านทุ่งเย็น เสริมว่า ปัญหาขยะ ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจของเด็กและผู้สูงอายุ และมีกลิ่นเหม็นจากขยะเน่า หรือการกำจัดของชาวบ้านบางครัวเรือนที่ใช้วิธีเผา หากยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อบ่อขยะเต็มจะส่งกลิ่นเหม็น ทั้งยังเป็นที่เพาะพันธุ์แมลงวัน แหล่งเชื้อโรคต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ สูญเสียเงินในการขุดกลบบ่อขยะทุกปีๆ ละ 20,000 บาท รวมทั้งเสียเงินค่าเก็บขยะทิ้งปีละ 16,800 บาทและค่าถุงขยะอีกปีละ 5,000 บาท ส่วนทางด้านสังคม ก็ทำให้บ้านเรือนไม่น่าอยู่ รอบบ้านสกปรก
เมื่อนำโครงการเข้ามา จึงเกิดกฎ กติกาการจัดการขยะในชุมชนขึ้นถึง 7 ข้อ คือ 1) ทุกครัวเรือนต้องแยกประเภทขยะภายในครัวเรือนให้ถูกต้อง โดยเฉพาะขยะประเภทที่จะนำไปจำหน่ายได้ 2) ห้ามนำขยะเปียกทิ้งรวมกับขยะที่จะเก็บไปทิ้งบ่อขยะ ให้ทิ้งขยะเปียกและเศษอาหารลงในเสวียนเพื่อทำปุ๋ยหมัก 3) ให้นำขยะที่ต้องการทิ้งใส่ถุงมัดให้มิดชิด นำออกมาวางหน้าบ้านและวันที่ 1 และ 15 ของเดือน เพื่อรถขนขยะของหมู่บ้านจะนำไปทิ้งที่บ่อขยะ 4) ถุงขยะที่มีขยะเปียกเน่าเหม็น ผู้จัดเก็บขยะจะไม่นำไปทิ้ง ให้เจ้าของบ้านนำไปทิ้งเอง 5) ให้ช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณหน้าบ้านและซอยต่างๆ ในหมู่บ้าน โดยนำขยะไปทิ้งตามจุดต่างๆ ที่จัดทำไว้ 6) อสม.จะเป็นผู้ติดตามบันทึกจำนวนขยะของแต่ละครัวเรือนในความรับผิดชอบทุกเดือนเพื่อเป็นข้อมูล และ 7) จะมีการแจ้งรายชื่อผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน และมีมาตรการต่อไปโดยคณะกรรมการของหมู่บ้าน
ขณะที่บ้านต้นตะเคียน ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ อีกพื้นที่หนึ่งของ จ.พะเยา ที่ประสบปัญหาขยะล้นจนไม่มีที่ทิ้ง ประกอบกับมีตลาดสดภายในชุมชน ทำให้เป็นศูนย์รวมของคนทั้งตำบล บางครั้งเมื่อมาจับจ่ายซื้อของ ก็นำขยะมาทิ้งด้วย หรือขยะจากพ่อค้าแม่ค้า ที่มักจะใส่ถุงกองรวมกันไว้ มีทั้งขยะสด ขยะแห้ง พลาสติก ส่งกลิ่นเหม็น เป็นแหล่งอาหารของหนู แมลงสาบ สุนัข รวมถึงแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
คงฤทธิ์ ติณราช ผู้ใหญ่บ้านต้นตะเคียน บอกว่า ในชุมชนมีประชากรอาศัยอยู่จริง 146 ครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนสร้างขยะเฉลี่ย 1.0-1.5 กิโลกรัม/วัน เป็นขยะอินทรีย์เกินครึ่ง ที่เหลือเป็นเศษใบไม้ เศษไม้ ถุงพลาสติก กล่องโฟม และขยะอันตราย ตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อมีงานในหมู่บ้านจะมีการใช้ถุงพลาสติกกันมาก และแม้ที่ผ่านมาทางเทศบาลตำบลแม่ใจ จะเคยจัดโครงการบริหารจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วมในชุมชน ขอความร่วมมือให้คนในชุมชนคัดแยกขยะ นำถุงพลาสติกที่ใช้แล้วมารวมกันในชุมชน เทศบาลจะได้อัดแน่นเข้ารูปเพื่อจำหน่าย แต่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านน้อย จัดเก็บได้เพียงวันละ 5 กิโลกรัม เพราะชาวบ้านขาดความรู้ ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ
ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ไม่คัดแยกขยะอินทรีย์ เนื่องจากไม่รู้จะนำขยะอินทรีย์ไปทิ้งที่ไหน เทศบาลไม่จัดเก็บ หรือนำไปทิ้งให้ เพราะไม่มีที่ทิ้ง บ่อขยะอยู่ด้านหลังเทศบาลตำบลศรีถ้อย ต้องผ่านหมู่บ้านอื่น และถูกชาวบ้านต่อต้าน ไม่ให้รถขยะผ่านไปทิ้งขยะได้ ชาวบ้านต้นตะเคียนจึงนำขยะในคัวเรือนไปทิ้งในแม่น้ำแม่ใจ หรือเผาในสวนลิ้นจี่ ขยะอันตรายบางส่วนถูกทิ้งในทุ่งนาหรือตามแหล่งน้ำ
ปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชุมชนจัดทำโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมการจัดการขยะในชุมชนบ้านต้นตะเคียนโดยร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน รับรู้ เข้าใจ และร่วมมือกันจัดการคัดแยกขยะอย่างเหมาะสม มีคณะกรรมการชุมชน ตัวแทนคุ้ม ผู้แทน อปท. 20 คน เป็นคณะทำงานการจัดการขยะ คอยดูแลติดตามแต่ละครัวเรือนอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง ทำให้มีการคัดแยกขยะภายในครัวเรือน และนำขยะที่ขายได้ จำพวกพลาสติก กระดาษ มาบริจาคให้ทางคณะทำงาน เพื่อขายเป็นกองทุนเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน นอกจากนี้ ในส่วนของขยะอินทรีย์ หรือขยะเปียก ก็ทำเสวียนแจกเป็นจุดตามคุ้ม ใครใกล้จุดไหนก็นำไปทิ้งจุดนั้น มีการยกย่องคนต้นแบบคัดแยกขยะ

สายรุ้ง ติณราช เหรัญญิกโครงการ ย้ำว่า แม้ชาวบ้านจะคัดแยกขยะแล้ว แต่ยังต้องมีการกระตุ้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงโทษ และภัยจากขยะที่ไร้การจัดการอย่างถูกต้อง ที่มีต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น ขยะที่ชาวบ้านจะบริจาค เมื่อใกล้เวลาเก็บ จะมีการประกาศเสียงตามสายล่วงหน้า ใครมีก็แขวนไว้หน้าบ้าน คณะทำงานจะเดินเก็บ ประมาณ 2 เดือน/ครั้ง และนำไปขายได้เงินครั้งละประมาณ 1 พันบาทเศษ หรือรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า ตะกร้า มาจ่ายตลาดในชีวิตประจำวัน สำหรับที่ตลาดจะไม่มีถังขยะตั้งไว้ พ่อค้าแม่ค้าต้องมีถุงดำส่วนตัวไว้เก็บขยะของตัวเอง แล้วนำกลับบ้านไปเป็นอาหารสัตว์ หรือคัดแยกทิ้งที่บ้าน
มาตรการต่างๆ เหล่านี้ เมื่อนำมาใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง ภายใต้กติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน ก็ทำให้ขยะลดลงถึง 80% เหลือเพียง 20% ให้เทศบาลเข้ามาจัดเก็บแยกประเภทตามวัน คือ วันจันทร์ ขยะเปียก วันอังคาร เก็บกระดาษ แพมเพิร์ส วันพุธ เก็บถุงพลาสติก วันพฤหัสบดี เป็นขยะย่อยสลาย ยกเว้นพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน จะเก็บขยะอันตราย และวันศุกร์ เก็บขยะจำพวกผ้า รองเท้า เป็นต้น