“พะเยา” ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ครองแชมป์นักดื่มสูงสุดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะที่ อ.เชียงม่วนมีนักดื่มคอทองแดงมากสุด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวในอดีตเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบัน จ.พะเยา ได้เลิกผูกขาดการเป็นแชมป์จังหวัดนักดื่ม โดยมี จ.เชียงราย มาแทนที่ และจังหวัดที่นักดื่มสุราน้อยสุดคือ จ.ยะลา อย่างไรก็ตามภาคเหนือยังได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ในระดับภูมิภาคอย่างเหนียวแน่น รองลงมาคือภาคอีสาน
อะไรที่ทำให้ จ.พะเยา ปลดล็อคการเป็นจังหวัดที่มีนักดื่มสุรามากสุดได้อย่างรวดเร็ว และคงไม่ต้องการกลับไปทวงตำแหน่งอีกต่อไป นั่นคือ การรณรงค์อย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนต่อเนื่อง และการส่งเสริมให้เกิดหมู่บ้านต้นแบบที่พร้อมขยายผลไปทุกระดับ

หากจะกล่าวถึงหมู่บ้านต้นแบบ ก็ต้องเป็น บ้านทุ่งเจริญ ม.11 ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่อยู่ในอำเภอซึ่งมีการดื่มสุรามากที่สุด แต่จากการรณรงค์อย่างจริงจังของคนในชุมชน และมีการลดจำนวนการดื่มสุราอย่างชัดเจน การันตีโดยรางวัลแชนะเลิศหมู่บ้านต้นแบบลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของ จ.พะเยา เมื่อปี 2560
เกษมสันต์ ช่างสาร ผู้ใหญ่บ้านบ้านทุ่งเจริญ กล่าวถึงแนวทางในการณรงค์ลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ ว่า อย่างแรกคือการตั้งเครือข่ายผู้ลดละเลิกเหล้า และลดการจำหน่ายสุราและห้ามขายเหล้าเถื่อน ต่อมาในปี 2559-60 ได้ขอรับทุนสนับสนุนจัดทำโครงการลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนบ้านทุ่งเจริญ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อเสริมศักยภาพในการทำกิจกรรมปลอดเหล้ามากขึ้น

ตั้งคณะทำงานจำนวน 5 คุ้ม และการประชาคมร่วมกับชาวบ้าน จนเป็นมาของกฎระเบียบ 11 ข้อ เช่น งดใช้เสียงหลัง 3 ทุ่ม งดสุราในงานศพและห้ามดื่มในรัศมี 50 เมตร งดไม่ให้มีสุราในงานบุญประเพณีต่างๆ งานกฐิน งานกินสลาก งานผ้าป่า ส่วนงานวันเกิดขอความร่วมมือเจ้าภาพไปทำบุญที่วัดแทน เป็นต้น ขณะเดียวกันจัดกิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษาจนได้บุคคลต้นแบบในการเลิกดื่มสุราเด็ดขาดจำนวน 11 คน
พ่อหลวงแห่งบ้านทุ่งเจริญ ยังบอกอีกว่า พอทำรณรงค์กิจกรรมลดละเลิกเหล้าในชุมชน ทำให้เจ้าภาพประหยัดค่าใช้จ่ายได้ครึ่งต่อครึ่ง หรือประมาณ 5,000-10,000 บาทต่องาน คนที่มาร่วมงานก็สบายใจ เพราะไม่ต้องวุ่นวายกับก๊วนขี้เหล้าที่คอยมารบกวน
จากการรณรงค์อย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จของบ้านทุ่งเจริญ พ่อหลวงเกษมสันต์ พร้อมด้วยคณะกรรมการจึงอยากขับเคลื่อนในเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการขยายการให้ครอบคลุมทั้งตำบล เพื่อให้ชาวตำบลบ้านมางลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ในปี 2561-2562 จึงได้ขอรับทุนสนับสนุนจาก สสส. อีกครั้ง เพื่อทำโครงการ “ขยายเครือข่าย ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สู่ตำบล” ด้วยการดึง 9 หมู่บ้านดำเนินกรรมในรูปแบบเดียวกับที่บ้านทุ่งเจริญทำจนได้ผล

นางธวัลพร คล่องสมบัติ คณะกรรมการโครงการ บอกแนวทางในการขับเคลื่อนทั้งตำบลว่า เราใช้รูปแบบเดียวกับที่บ้านทุ่งเจริญทำ โดยมี 9 หมู่บ้านเข้าร่วมได้แก่ บ้านมาง บ้านแพทย์ บ้านหนองหมู บ้านป่าแขม บ้านทุ่งมอก บ้านบ่อเบี้ย บ้านหนองกลาง และบ้านบ่อตอง เริ่มแรกคือการตั้งคณะกรรมการของแต่ละหมู่บ้าน เราเข้าไปพูดคุยกับทุกหมู่บ้าน เอาผลงานที่ประจักษ์ของเราไปให้เขาเห็น เอาเรื่องสุขภาพเป็นตัวนำ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.ร่วมให้ข้อมูล หลังจากนั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ
แต่ละหมู่บ้านก็จะมีการออกกฎระเบียบเพื่อขอความร่วมมือและบังคับใช้ในการลดละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะงานศพห้ามไม่มีให้มีเด็ดขาด ส่วนงานอื่นสามารถดื่มได้ในวันงาน ส่วนวันเตรียมหรือที่คนเหนือเรียกวันดา กับวันเก็บห้ามไม่ให้ดื่มเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือกับร้านค้าให้งดขายในวันพระ และขายได้ตามเวลาที่กำหนดตามกฎหมาย มีการสรุปผลการดำเนินงานทุกเดือนให้ชาวชุมชนรับทราบ จนเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนทั้งตำบลในการร่วมแรงร่วมใจลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แต่กฎข้อที่เห็นผลได้ชัดและมีเหมือนกันทุกหมู่บ้านนั่น คือ งดใช้เสียงอึกทึกหลัง 3 ทุ่ม ซึ่งปกติดหากมีวงเหล้าก็จะชอบร้องรำทำเพลง ไหนจะเปิดเพลงเสียงดัง สร้างบรรยากาศการดื่มจนไม่อยากเลิกเสียงก็ไปรบกวนข้างบ้านอีก แต่ถ้าไม่มีเสียงเพลง บรรยากาศไม่พาไป วงเหล้าก็แยกย้ายเลิกดื่มกันไปเอง กฎข้อนี้ใช้ได้หมดทุกงาน
“เคาน์ดาวน์ปีใหม่ปีก่อนๆ กินหล้าฟังเพลงเสียงดังกันยันเช้า แต่ช่วง2ปีที่ผ่านมานี้ เงียบกริบ ไม่มีบ้านไหนเปิดเพลงเสียงดังเหมือนแต่ก่อน ก็แสดงว่าเรารณรงค์อย่างได้ผล เหตุทะเลาะวิวาทก็ไม่เกิดขึ้น”..นางธวัลพร ชี้เห็นภาพของการรณรงค์ที่เห็นได้เด่นชัด
ถามว่าเมื่อขยายกิจกรรมทั้งตำบลการทำงานยากขึ้นหรือไม่นั้น “เราเอาประสบการณ์จากที่เราทำมาในปีแรกมาเป็นบทเรียน และใช้ความตั้งใจในการเข้าไปพูดคุยกับผู้นำของแต่ละชุมชน และเทคนิคทที่ได้ผลคือ การดึงคนที่เกี่ยวข้องมาเป็นแกนนำ ไม่วาจะเป็นเจ้าของร้านค้า หรือ คนที่ดื่มเหล้าแล้วอยากทำงานให้ชุมชน ซึ่งจะทำงานการรณรงค์นั้นได้ผล”นางธวัลพร กล่าว การจะไปบอกให้คนดื่มเหล้า ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ คงเป็นเรื่องยาก หากมีแต่นามธรรม ไม่มีรูปธรรมจับต้องได้ ดังนั้นจึงต้องมีบุคคลต้นแบบที่จะใช้ประสบการณ์จริงมาถ่ายทอดได้ชัดเจนที่สุด
อย่างเช่นนางราตรี บ้านสระ ที่ดื่มเหล้ามาตั้งแต่วัยสาว เล่าให้ฟังว่า เลิกเหล้ามาแล้ว 5-6 ปี เมื่อก่อนเวลามีงานต่างๆ เราเป็นกลุ่มแม่บ้านก็จะไปช่วยกันเตรียมของ ก็ต้องมีดื่มกันจนเมา จนถึงช่วงก่อนเลิกบางครั้งมีอาการปวดท้อง ปวดหัวทุกครั้งที่ดื่ม ก็เลยมานึกถึงสามีที่เคยเสียชีวิตเพราะมะเร็งลำไส้ ซึ่งก็ดื่มเหล้าหนักเช่นกัน จึงอยากเลิก โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านชักชวนให้มาช่วยเป็นแกนนำชุมชน และคณะทำงานเวลามีงานต่างๆ พอมีหน้าที่ เราก็อยากเป็นคนตัวอย่าง เพราะถ้าเรายังไม่เลิกก็คงไม่เหมาะ อายตัวเอง จึงตัดสินใจเลิกเหล้า ตอนนี้สุขภาพดี มีเรี่ยวแรงทำงาน และเมื่อได้รับรางวัลคนหัวใจเพชรก็ยิ่งภูมิใจในตัวเอง
ทุกคนอยากเป็นแชมป์และอยากรักษาแชมป์ แต่สำหรับ จ.พะเยา ทุกคนน่าจะรู้สึกดีใจที่ต้องเสียตำแหน่งแชมป์นักดื่ม และไม่อยากกลับมาครองแชมป์อีกแน่นอน เพราะการรณรงค์การลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างแข็งขันและเข้มข้นกำลังประสบผลสำเร็จเช่นวันนี้