#เรื่องราวดีดี

นานครั้งเราจะมีโมเมนต์ Dialogues กันค่ะ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีมากในวิกฤตการณ์นี้

อ.หมอสุธีเปิดประเด็นว่า “วันนี้มีเพื่อนสองคนถามคนละเวลากัน

ว่าเราไปเรียนวิชาความรู้จากอังกฤษ

อเมริกากัน แต่ทำไมประเทศเหล่านี้ถึง

ควบคุมโรคไม่ได้ทั้งๆที่เป็นเจ้าของ

ความรู้ทฤษฎีต่างๆ มากมาย”

ฉันก็เลยแหย่ประเด็นและก็อยากฟังจริงๆจากมุมมองของอาจารย์ทั้งสองท่าน คือ

- พ.ท.ดร.นพ.ทนงสรรค์ เทียนถาวร และ

- อ.ดร.นพ.สุธีร์ รัตนมงคลกุล

“Tan Tienthavorn อยากฟังผู้อยู่ปัจจุบัน และอดีตSuthee Rattanamongkolgul กันคร้า”

Tan Tienthavorn ปุ๋มลองชวนมองอย่างนี้นะคะในทางการรักษา เครื่องมือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีอาจทันสมัย...แต่ในเชิง Prevention อาจเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความสัมพันธ์เชิงสังคม

หากในแง่การศึกษา เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนถึงความล้มเหลวในเรื่อง theory into practice ไหม? ตรงนี้ปุ๋มสนใจค่ะ

อ.หมอสุธีร์:

อย่างนึงก็คงจะคล้ายๆกับโค้ชกับนักกีฬาคนหนึ่งเก่งที่ ทฤษฎี คนหนึ่งเก่งปฏิบัติ แต่ทั้งสองต้องทำงานด้วยกันจึงจะสำเร็จ

อย่างที่ที่ 2 ที่จะสะท้อนก็คือ การบรรลุผลลัพธ์ในทางปฏิบัติมีปัจจัยมากมาย ทั้งที่รู้และที่ไม่รู้ เราไม่ได้รู้ทุกอย่างหมด และที่สำคัญก็คือความรู้ในเชิงบริบท ในการนำความรู้ที่ เป็นทฤษฎี ไปใช้

implementation knowledge

Suthee Rattanamongkolgul การระบาดของ COVID-19 มันมีความซับซ้อนหลายมิติเชิงสุขภาพ ยิ่งเมื่อสกัด Knowledge gap ออกมาพบว่า การรับมือแบบใดแบบหนึ่งไม่สำเร็จ แต่ทักษะของการเรียนรู้ learning +Reviews +Refection +lesson learn สำคัญมากต่อการนำมาเป็นทักษะของการทำงานรับมือต่อสถานการณ์

Ka Poom Nipaporn การใช้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใหม่ๆคงไม่ใช่ linear

Suthee Rattanamongkolgul ใช่เลยค่ะอาจารย์ ...ปรากฏการณ์ในพื้นที่ที่เกิดขึ้น เมื่อผู้คนหลั่งไหลกลับมาดั่งเกิดกลียุค skill หนึ่งที่เห็นคนหน้างานทำคือ การพัฒนานวัตกรรม ขึ้นมาใช้ ไม่จำนนต่อความขาดแคลน

เกิดการส่งต่อ Information/Knowledge หรืออาจเรียกได้ว่า Knowledge transfer และมีการ Adaptation ให้สอดคล้องกับบริบทและหน้างานของตนเอง

มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ในแง่ของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทย สะท้อนถึงการเรียนรู้ที่ผ่านการปฏิบัติชัดเจน แต่ช่องว่างทางทฤษฎีเราอาจไม่แม่นเท่าต่างประเทศ

#R2R2COVID19

https://www.facebook.com/16559...