ทีมงานสื่อสารองค์กรของ กสศ. ติดต่อขอสัมภาษณ์เรื่อง “การศึกษากลับทาง” เพื่อสื่อสารกับครูเพื่อศิษย์และคนทั่วไป ผ่านทาง FB กสศ. เมื่อผมถามว่า หมายถึง Flipped Classroom ใช่ไหม ได้รับคำตอบว่าใช่
ผมเขียน บล็อก ชุด ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เกือบ ๘ ปีมาแล้ว จากการตีความหนังสือ Flip Your Classroom : Reach Your Student in Every Class Every Day หลังจากนั้นมูลนิธิสยามกัมมาจลจึงนำไปรวมเล่มตีพิมพ์ เป็นหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง โดยเพิ่มบันทึกที่เกี่ยวข้องเข้ามาอีก ๒ บันทึก และ ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ นำไปขับเคลื่อนต่อใน บล็อก Gotoknow และ ClassStart สามารถอ่านเรื่องราวการนำไปปฏิบัติได้ที่ (๑)
หนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง ได้รับความนิยมสูงมาก ถึงปี ๒๕๖๐ ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำ ๓ ครั้ง รวม ๑๒,๐๐๐ เล่ม โดยที่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เป็นฉบับปรับปรุง ได้เพิ่มข้อเขียนเล่าการประยุกต์ใช้ใน ๓ บริบทเข้าไป
โปรดสังเกตว่า ห้องเรียนกลับทางเป็นกุศโลบายหรือวิธีการ เป้าหมายคือการเรียนรู้ของนักเรียนแบบรู้จริงและเรียนรู้ครบด้าน (holistic learning) จากการที่กระบวนการเรียนรู้ที่โรงเรียนเป็น active learning คือนักเรียนเป็นผู้กระทำการเพื่อการเรียนรู้ของตน เอากระบวนการเรียนรู้แบบ passive คือดูวิดีทัศน์หรืออ่านหนังสือไปไว้ที่บ้าน โดยที่ครูต้องทำให้การเตรียมตัวที่บ้านใช้เวลาสั้นๆ เพียง ๑๐ - ๑๕ นาที
ในลักษณะ “เรียนหนังสือที่บ้าน ทำกิจกรรมที่โรงเรียน” โดยที่การทำกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้บูรณาการ หรือครบด้าน และเพื่อเรียนรู้สาระความรู้ในระดับที่ลึกและเชื่อมโยง ซึ่งจะเรียนรู้ระดับนั้นได้ต้องผ่านการปฏิบัติ (action) แล้วคิด (reflection)
ประโยชน์หรือคุณค่าสำคัญที่สุดของห้องเรียนกลับทางคือ ความเสมอภาคทางการศึกษา (equitable education) ที่นักเรียนที่เรียนอ่อนหรือหัวช้า ก็มีโอกาสเรียนบรรลุผลการเรียนแบบ “รู้จริง” (mastery learning)
การกลับทางที่แท้จริงเชิงคุณค่า ของการเรียนการสอนแบบนี้ อยู่ที่การกลับทางจุดเน้นหรือจุดสนใจ เปลี่ยนจากเน้นการสอนของครู ไปเน้นการเรียนของนักเรียน
เปลี่ยนจากครูสนใจเด็กเรียนเก่งเป็นพิเศษ ไปเป็นครูสนใจเด็กเรียนอ่อนหรือเด็กไม่สนใจเรียนเป็นพิเศษ เพื่อให้ศิษย์ทุกคนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ “รู้จริง” และ เรียนรู้ครบด้าน (holistic learning)
เปลี่ยนความสนใจชั้นเรียนของครู จากสนใจพฤติกรรมการเรียนและผลการเรียนของนักเรียนทั้งชั้น ไปสู่พฤติกรรมการเรียนและผลการเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล
ห้องเรียนกลับทางจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย ๔ เปลี่ยน ได้แก่ (๑) เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องสอนเป็นพื้นที่เรียนรู้ (learning space) ของนักเรียน (และของครู) (๒) เปลี่ยนตัวเอก จากครูไปเป็นนักเรียน นักเรียนเป็นผู้กำกับการเรียนรู้ของตนเอง เรียนด้วยอัตราเร็วที่เหมาะต่อตนเอง เป็น personalized learning โดยการเรียนแบบ inquiry-based learning (๓) เปลี่ยนจุดสนใจของครู จากเด็กเรียนเก่ง ไปสนใจเด็กเรียนอ่อนหรือไม่สนใจเรียน เป็นพิเศษ และ (๔) เปลี่ยนความสนใจผลการเรียนและพฤติกรรมการเรียน จากของเด็กทั้งชั้น สู่ผลการเรียนและพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนเป็นรายคน (individualized instruction)
การกลับทางห้องเรียน อาศัยพลังของ ไอที ช่วยเอื้อ สมัยนี้มี LMS – Learning Management System มาช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน เอื้อต่อการเรียนรู้เป็นทีม และเอื้อต่อการประเมินการเรียนรู้ของตนเอง ได้รับผลทันที รวมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระของครูได้ด้วย ตัวอย่างของ LMS ที่ Made in Thailand คือ ClassStart ที่ ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ นำมาเล่าในหนังสือหน้า ๑๐๗ - ๑๑๔
การเรียนการสอนที่ดี ต้องใช้หลายวิธีผสมกัน ให้เหมาะสมแก่กลุ่มนักเรียน และแก่เป้าหมายการเรียนรู้ การกลับทางห้องเรียน จึงเป็นวิธีหนึ่งเท่านั้น ต้องใช้วิธีอื่นๆ ด้วย ตามความเหมาะสม
แต่หัวข้อที่ได้รับ คือ “การศึกษากลับทาง” ทำให้ผมนึกออกว่า สามารถตีความสู่การกลับทางการเรียนรู้ได้อีก ๒ แบบ เป็นแบบที่ ๒ และ ๓
การศึกษากลับทางแบบที่ ๒ คือแบบเน้น การเรียนรู้ขาออก แทนที่จะเป็นการเรียนรู้ขาเข้า คือผู้เรียนเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้ความรู้ทำกิจกรรมสร้างผลงานเพื่อการเรียนรู้ของตน ไม่ใช่เรียนรู้โดยการรับถ่ายทอดความรู้จากภายนอก ที่เป็นการเรียนรู้ขาเข้าเท่านั้น ที่จริงคนเราต้องเรียนรู้ทั้งแบบขาเข้าและขาออก แต่การที่นักเรียนหยุดอยู่แค่การเรียนรู้เรียนรู้ขาเข้า จะทำให้เขารู้ตื้นและไม่เชื่อมโยง รวมทั้งก่อ “กระบวนทัศน์หยุดนิ่ง” (fixed mindset) การเรียนรู้ขาออกเป็นการฝึกสร้างความรู้ และใช้ความรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยง และเป็นการปลูกฝัง “กระบวนทัศน์พัฒนา” (growth mindset) เพราะจะประจักษ์ด้วยตนเองว่าความรู้ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว
การศึกษากลับทางแบบที่ ๓ คือการเรียนปฏิบัติเพื่อเข้าใจทฤษฎี แทนที่จะเรียนทฤษฎีให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนแล้วจึงนำไปฝึกปฏิบัติ ที่อาจเรียกว่า การเรียนทฤษฎีผ่านการปฏิบัติ เน้นการปฏิบัติในสถานการณ์จริง (authentic learning) ที่จะปลูกฝังกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง และทักษะจำเป็นหลายด้านให้แก่ผู้เรียน ที่เรียกว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (transformative competency) และหากครูมีทักษะในการโค้ชให้ศิษย์ ฝึกปฏิบัติเป็นทีมโดยมี PDCA หลายรอบ และโค้ชให้เอาใจใส่ขั้นตอน C – Check ให้ร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิดเชิงประเมินผล เพื่อร่วมกันคิดหาทางพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น สู่ PDCA รอบต่อไป ที่เรียกว่า double-loop learning นอกจากจะได้เรียนรู้ทั้งเข้าใจทฤษฎีที่ลึก (และเชื่อมโยง) และได้ฝึกทักษะการเอาทฤษฎีหรือความรู้ไปใช้งานในบริบทที่หลากหลาย แล้ว ยังจะเกิดนิสัยการทำงานที่มุ่งคุณภาพสูง มุ่งการเรียนรู้จากการปฏิบัติ นำไปยกระดับผลงานต่อเนื่อง เป็นอุปนิสัยที่เป็นคุณไปตลอดชีวิต และที่สำคัญ ยังเป็นการฝึก “ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning skills) อีกด้วย
การศึกษากลับทางทั้ง ๓ แบบ มีส่วนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาทั้งสิ้น หากครูใช้เป็น
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มี.ค. ๖๓
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่หยิบยกบทความ Flipped Classroom with ClassStart ขึ้นมาอีกครั้งค่ะ และยินดีต้อนรับผู้สอนผู้เรียนทุกท่านที่ต้องการใช้บริการ https://ClassStart.org เราให้บริการฟรีค่ะ !!!