๑. พรหมชาลสูตร ว่าด้วยข่ายแห่งญาณอันประเสริฐ
เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตมาณพ
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้เสด็จเดินทางระหว่างเมืองราชคฤห์กับไปยังเมืองนาลันทา พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะเดียวกัน ก็มีนักบวชนอกศาสนาพุทธชื่อสุปปิยะ กับลูกศิษย์ชื่อพรหมทัต ก็ได้เดินทางมาบนเส้นทางเดียวกัน แต่ว่าฝ่ายสุปปิยะเดินทางไปก็กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ตลอดเวลา ฝ่ายพรหมทัตผู้เป็นลูกศิษย์ กลับเดินทางไปด้วยกัน ก็กล่าวยกย่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ตลอดเวลา
คืนหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปประทับแรมที่พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา คือสวนมะม่วง ฝ่ายสุปปิยะผู้เป็นอาจารย์กับพรหมทัตผู้เป็นลูกศิษย์ ก็ไปพักที่พระตำหนักหลวงเช่นเดียวกัน ฝ่ายอาจารย์ก็ยังกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ และฝ่ายศิษย์ก็ยังกล่าวยกย่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เหมือนเดิม
ครั้นเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุหลายรูปก็ตื่นขึ้น และก็สนทนากันด้วยเรื่องนี้ว่าช่างน่าอัศจรรย์นัก ที่พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงอัธยาศัยที่แตกต่างกันของอาจารย์และลูกศิษย์ ทั้งสองคนกล่าวถ้อยคำขัดกันเองระหว่างตามหลังพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จมายังที่ภิกษุเหล่านั้นชุมนุมกัน ทรงสอบถามถึงการสนทนาของพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ได้ตรัสว่า ถึงจะมีคนกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พวกเธอก็ไม่ควรผู้อาฆาตแค้น ถ้าพวกเธอโกรธเคืองหรือไม่พอใจพวกเขา พวกเธอก็จะไม่อาจจะบรรลุธรรมได้ คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรจะชี้แจงให้เห็นชัดว่า เป็นเรื่องนี้ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่เคยปรากฏพบเห็นในพวกเรา หากมีคนกล่าวยกย่องเรา ยกย่องพระธรรม ยกย่องพระสงฆ์ พวกเธอก็ไม่ควรจะรื่นเริงดีใจ หรือกระหยิ่มใจ ถ้าพวกเธอทำเช่นนั้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมเช่นเดียวกัน พวกเธอควรจะยืนยันให้พวกเขารู้ชัดเจนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถูกต้อง มีอยู่ และปรากฏชัดเจนในพวกเรา
จุลศีล หรือ ศีลขั้นต้น
ปุถุชนเมื่อจะยกย่องพระตถาคต จะพึงกล่าวว่า พระองค์ทรงเว้นเด็ดขาดแล้ว ในศีลขั้นต้น ดังนี้
๑. การฆ่าสัตว์ วางอาวุธแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย
๒. การลักขโมย รับแต่ของที่มีคนให้ เป็นคนมีมือสะอาด
๓. การประพฤติที่เป็นศัตรูต่อพรหมจรรย์ ประพฤติแต่พรหมจรรย์ เว้นขาดจากการเสพเมถุนที่เป็นกิจของชาวบ้าน
๔. การพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์จริง พูดเชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก
๕. การกล่าวคำส่อเสียด เอาความจากฝ่ายนี้ ไปบอกอีกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความจากฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายโน้น กล่าวคำเพื่อสมัครสมานคนที่แตกแยกกัน เพื่อส่งเสริมคนให้ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีต่อผู้สามัคคีกัน กล่าวแต่ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคีกัน
๖. การกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่คำไพเราะ น่ารัก จับใจ
๗. การกล่าวคำเพ้อเจ้อ คือ กล่าวทำที่ถูกเวลา คำจริง อิงประโยชน์ อิงเหตุผล อิงวินัย กล่าวคำที่มีหลักฐาน อ้างอิงได้ เชื่อถือได้ กล่าวคำชัดเจน
๘. การพรากต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลาย
๙. การเสวยอาหารมื้อเดียว ไม่เสวยตอนกลางคืน ไม่เสวยในเวลาวิกาล
๑๐. การฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นที่เป็นศัตรูแก่กุศล
๑๑. การทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว
๑๒. การนอนบนที่นอนอันสูงและใหญ่
๑๓. การรับทองและเงิน
๑๔. การรับธัญญาหารดิบ
๑๕. จากการรับเนื้อดิบ
๑๖. การรับเด็กชายเด็กหญิงมาเลี้ยงดู
๑๗. การรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. การรับแพะและแกะ
๑๙. การรับไก่และสุกร
๒๐. การรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. การรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน
๒๒. การทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร
๒๓. การซื้อขาย
๒๔. การโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอมและด้วยเครื่องตวงวัด
๒๕. การรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง
๒๖. การตัดอวัยวะสัตว์ การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้นและการขู่กรรโชก
มัชฌิมศีล หรือศีลขั้นกลาง
ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องพระตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า พระสมณโคดม ทรงเว้นขาดจากศีลขั้นกลาง คือ
๑. การตัดต้นไม้ใบหญ้า
๒. การบริโภคอาหารหรือสิ่งของที่สะสมไว้ เช่น สะสมข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ที่นอน เครื่องประทินผิว ของหอม และอามิสสิ่งของอีก
๓. การดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล เช่น การฟ้อน การขับร้อง การประโคมดนตรี การรำ การเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง การสร้างฉากบ้านเมืองให้งดงาม การละเล่นของคนจัณฑาล การเล่นกระดานหก การละเล่นหน้าศพ การแข่งชนช้าง การแข่งม้า การแข่งชนกระบือ การแข่งชนโค การแข่งชนแพะ การแข่งชนแกะ การแข่งชนไก่ การแข่งชนนกกระทา การรำกระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัดกระบวนทัพ การตรวจกองทัพ
๔. การขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่น เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา หรือ ๑๐ ตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็กๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นเขียนทาย เล่นทายใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ
๕. การนอนบนที่นอนอันสูงใหญ่ เข่น เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะ ลายวิจิตร เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลายรูปดอกไม้ เครื่องลาดยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำได้ เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาดบนหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังเสือ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง
๖. การขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกาย เช่น อบผิว นวด อาบหอม เพาะกาย ส่องกระจก แต้มตา ทัดพวงดอกไม้ ประทินผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้พระขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้ขนหางจามรี นุ่งห่มผ้าขาวชายยาว
๗. การกล่าวเดรัจฉานกถา คือเรื่องสัพเพเหระที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบรรลุธรรม เช่น เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบเรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องพวงดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องเมือง เรื่องชนบท๒- เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม
๘. การพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่น ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ผมรู้ทั่วถึงกว่า ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด แต่ผมปฏิบัติถูก คำพูดของผมมีประโยชน์ แต่คำพูดของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรพูดก่อน ท่านกลับพูดภายหลัง คำที่ควรพูดภายหลัง ท่านกลับพูดเสียก่อน เรื่องที่ท่านเคยรู้ ได้เปลี่ยนไปแล้ว ผมจับผิดคำพูดของท่านได้แล้ว ผมข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมีความสามารถจริง ก็จงพูดมา
๙. การทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร เช่น รับเป็นสื่อให้พระราชา ราชมหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีและกุมารว่า ‘ท่านจงไปที่นี้หรือที่โน้น จงนำเอาสิ่งนี้ไป จงเอาสิ่งนี้มาจากที่โน้น’
๑๐. การพูดหลอกลวง และการพูดเลียบเคียง พูดและเล็ม ใช้ลาภต่อลาภ
มหาศีล ศีลขั้นสูง
ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องพระตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า พระสมณโคดมทรงเว้นขาดแล้วในมหาศีล คือ
๑. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายโชคลาง ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ พิธีเบิกแว่นเวียนเทียน พิธีซัดแกลบบูชาไฟ พิธีซัดรำบูชาไฟ พิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ พิธีเติมเนยบูชาไฟ พิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ พิธีพ่นเครื่องเซ่นบูชาไฟ พิธีพลีกรรมด้วยเลือด วิชาดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชาทำเสน่ห์ เวทมนตร์ไล่ผี วิชาตั้งศาลพระภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมงป่อง วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยเสียงนกวิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง
๒. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น ทำนายลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้พลอง ลักษณะผ้า ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะเด็กชาย ลักษณะเด็กหญิง ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโคสามัญ ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ้มหู ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค
๓. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักเสด็จหรือไม่เสด็จ พระราชาในอาณาจักรจักทรงยกทัพเข้าประชิด พระราชานอกอาณาจักรจักทรงล่าถอย พระราชานอกอาณาจักรจักทรงยกทัพมาประชิด พระราชาในอาณาจักรจักทรงล่าถอย ชัยชนะจักตกเป็นของพระราชาในอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชานอกอาณาจักร ชัยชนะจักตกเป็นของพระราชานอกอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชาในอาณาจักร พระราชาองค์นี้จักทรงชนะ พระราชาองค์นี้จักทรงพ่ายแพ้
๔. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทางหรือผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทางหรือผิดทาง จักมีอุกกาบาตและดาวตก แผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักขึ้น ตก มัวหมอง แจ่ม กระจ่าง จันทรคราส สุริยคราส หรือนักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือดาวนักษัตรโคจรถูก ทางจักมีผลอย่างนี้ โคจรผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตและดาวตก แผ่นดินไหว ฟ้าร้อง จักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมองแจ่มกระจ่าง จักมีผลอย่างนี้
๕. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น พยากรณ์ว่าฝนจะดี ฝนจะแล้ง จะหาภิกษาหารได้ง่าย จะหาภิกษาหารได้ยาก จะมีความสงบร่มเย็น จะมีภัย จะมีโรค จะไม่มีโรค การพยากรณ์ด้วยวิธีนับนิ้ว การพยากรณ์ด้วยวิธีคิดในใจ การพยากรณ์ด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตา การพยากรณ์ด้วยฉันทลักษณ์และเรื่องราวทางโลกีย์
๖. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น ให้ฤกษ์อาวาหะมงคล ฤกษ์วิวาหะมงคล ฤกษ์เรียงหมอน ฤกษ์หย่าร้าง ฤกษ์รวบรวมทรัพย์ ฤกษ์ใช้จ่ายทรัพย์ ทำให้โชคดี ทำให้เคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนตร์ทำให้ลิ้นแข็ง ทำให้คางแข็ง ทำให้มือสั่น ทำให้คางสั่น ทำให้หูอื้อ เป็นหมอดูลูกแก้ว ใช้หญิงสาวเป็นคนทรง ใช้หญิงประจำเทวาลัยเป็นคนทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์และท้าวมหาพรหม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทำพิธีเรียกขวัญ
๗. การเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดียรฉานวิชา เช่น ทำพิธีบนบาน พิธีแก้บน ร่ายมนตร์ขับผี ตั้งศาลพระภูมิ ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน พิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนตร์ รดน้ำมนตร์ พิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ยาถ่าย ยาแก้โรค ลมตีขึ้นเบื้องบน ยาแก้โรคลมตีลงเบื้องต่ำ ยาแก้ปวดศีรษะ น้ำมันหยอดหู น้ำมัน หยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา เป็นหมอตา หมอผ่าตัด หมอรักษาเด็ก การให้สมุนไพรและยา การใส่ยาแล้วล้างออกเมื่อโรคหาย
ทิฏฐิหรือความเห็นผิด ๖๒ ประการ
สมณพราหมณ์บางพวก มีความสามารถหยั่งรู้อดีต จึงแสดงความเห็นของตนเองด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง
ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีต
สัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้แน่นอน
สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง ที่เขากล่าวอย่างนั้น มีมูลเหตุ ๔ อย่าง
๑. สมณพราหมณ์กบางพวกในโลกนี้ มีความพากเพียรพยายามในการทำสมาธิภาวนา จนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติได้ตั้งแต่หนึ่งภพชาติจนถึงหลายแสนภพชาติ เขารู้ว่าภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น เกิดอยู่ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น ๆ จุติจากภพชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น สุดท้ายก็มาเกิดในภพชาตินี้ เป็นต้น เมื่อเขาระลึกภพชาติได้แบบนี้ เขาจึงเห็นว่า อัตตาและโลกนื้ เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
๒. สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่าอัตตาและโลก เป็นของเที่ยงแท้ มีความพากเพียรพยายามในการทำสมาธิภาวนา จนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติได้ตั้งแต่หนึ่งสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป จนถึงสิบสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป เขารู้ว่าภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น เกิดอยู่ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น ๆ จุติจากภพชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น สุดท้ายก็มาเกิดในภพชาตินี้ เป็นต้น เมื่อเขาระลึกภพชาติได้แบบนี้ เขาจึงเห็นว่า อัตตาและโลกนื้ เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
๓. สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่าอัตตาและโลก เป็นของเที่ยงแท้ มีความพากเพียรพยายามในการทำสมาธิภาวนา จนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติได้ตั้งแต่สิบสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปบ้าง จนถึงสี่สิบสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป เขารู้ว่าภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น เกิดอยู่ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น ๆ จุติจากภพชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในภพชาติโน้น มีชื่ออย่างนั้น ในตระกูลนั้น มีสุขมีทุกข์อย่างนั้น มีอายุเท่านั้น สุดท้ายก็มาเกิดในภพชาตินี้ เป็นต้น เมื่อเขาระลึกภพชาติได้แบบนี้ เขาจึงเห็นว่า อัตตาและโลกนื้ เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
๔. สมณะพราหมณ์บางพวก เป็นนักตรรกะคือแสดงเหตุผล มีความสามารถในการอนุมาน เป็นนักอภิปรัชญา แสดงความเห็นของตนตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า อัตตา และโลกเที่ยง ยั่งยืน
เอกัจจสัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง
สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาและโลก บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ที่เขากล่าวอย่างนั้น มีมูลเหตุ ๔ อย่าง คือ
(๑) ตั้งแต่เขาออกไปจากเรือนไปบวชเป็นสมณพรหมณ์ บำเพ็ญเพียร เผากิเลส ปฏิบัติสมาธิจนบรรลุเจโตสมาธิ จนสามารถระลึกชาติได้หลายแสนภพชาติ ต่อไกลกว่านั้น ระลึกไม่ได้ เขาได้ไปบังเกิดเป็นพรหม แต่เห็นมหาพรหมที่เกิดก่อน จึงเข้าใจว่า มหาพรหมนั้น มีความเที่ยงแท้แน่นอน แต่ตัวเองไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ยั่งยืน อายุสั้น เขาจึงกล่าวว่า อัตตาและโลกนี้ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
(๒) มีเทวดาพวกหนึ่งชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ คือพวกชอบสนุกสนาน เทวดาพวกนี้ หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลา เมื่อหมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลาย่อมหลงลืมสติ เพราะหลงลืมสติจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เทวดาพวกนี้ เมื่อมาจุติเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนไปบวชเป็นสมณพรหมณ์ บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติสมาธิจนระลึกชาติได้บางภพชาติ เขาจึงมีความเห็นว่า การที่ตนเองจุติเคลื่อนย้ายจากการเป็นเทวดา เพราะมัวแต่หมกมุ่น สนุกสนานมัวเมา แล้วจึงขาดสติ พวกเทวดาที่เขาไม่หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวงเสเฮฮา เขาก็จะไม่จุติเคลื่อนย้าย เทวดาพวกนั้น เป็นผู้เที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน พวกเราที่ชอบสนุกสนาน ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น จึงมีความเห็นว่า อัตตาและโลกนี้ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
(๓) เทวดาพวกหนึ่งชื่อว่ามโนปโทสิกะ คือพวกจ้องจับผิด เทวดาพวกนี้มัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควร เมื่อมัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควรจึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน เมื่อคิดมุ่งร้ายต่อกันจึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจพากันจุติเคลื่อนย้ายจากชั้นนั้น เทวดาพวกนี้ เมื่อมาจุติเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนไปบวชเป็นสมณพรหมณ์ บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติสมาธิจนระลึกชาติได้บางภพชาติ เขาจึงมีความเห็นว่า การที่ตนเองจุติเคลื่อนย้ายจากการเป็นเทวดา เพราะมัวแต่จ้องจับผิดกัน พวกเทวดาที่เขาไม่จ้องจับผิดกัน เขาก็จะไม่จุติเคลื่อนย้าย เทวดาพวกนั้น เป็นผู้เที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน พวกเราที่ชอบสนุกสนาน ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น จึงมีความเห็นว่า อัตตาและโลกนี้ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
(๔) สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า ‘สิ่งที่เรียกว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เรียกว่าอัตตาเป็นของไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน ต้องผันแปร ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิต ใจ วิญญาณนี้เรียกว่าอัตตา เป็นของเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร ดำรงอยู่ตลอดไป สมณพราหมณ์พวกนี้ จึงกล่าวว่า อัตตาและโลกนี้ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
อันตานันติกทิฏฐิ ๔ เห็นว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า โลกมีที่สุดและโลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง คือ
(๑) สมณะพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยความไม่ประมาท จนบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกมีที่สุด มีสัณฐานกลม เขาจึงกล่าวว่า โลกมีที่สุด
(๒) สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยความไม่ประมาท จนบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกไม่มีที่สุด ไม่มีสัณฐานกลม เขาจึงกล่าวว่า โลกไม่มีที่สุด
(๓) สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยความไม่ประมาท จนบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น เขาจึงกล่าวว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด
(๔) สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ เป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา แสดงความเห็นตามหลักเหตุผล และการคาดคะเนของตน จึงกล่าวว่า โลกนี้ ทั้งมีที่สุดก็มิใช่ และไม่มีที่สุดก็มิใช่
อมราวิกเขปทิฏฐิ ๔ ความเห็นหลบเลี่ยง ไม่แน่นอน
สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวคำหลบเลี่ยงไม่แน่นอนพอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง คือ
(๑) สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล’ หากจะบอกว่าสิ่งนี้เป็นกุศล หรือไม่เป็นกุศล เกรงว่าเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เกรงว่าตัวเองจะเดือดร้อนภายหลัง เมื่อถูกถามในประเด็นนั้น ๆ เขาจึงกล่าวว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลก็หามิได้ เป็นอกุศลก็หามิได้’ เขาตอบหลีกเลี่ยงว่า ‘เรามีความเห็นว่าอย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
(๒) สมณพราหมณ์บางพวก ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล’ เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า หากจะบอกว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความขัดใจ จะเกิดกับตน เกรงว่าตนเองจะเดือนร้อนในภายหลัง เขาจึงตอบว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลก็หามิได้ เป็นอกุศลก็หามิได้’ เขาจึงมีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
(๓) สมณพราหมณ์บางพวก ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล’ เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า หากว่าตนเองตอบว่า สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาลึกซึ้ง ชำนาญการโต้ความเห็น แม่นยำดุจขมังธนู จะมาตอบโต้ด้วยปัญญา มาซักไซ้ไล่เรียงเรา เราก็จะตอบไม่ได้ จะทำให้เราเดือนในภายหลัง เขาจึงตอบว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลก็หามิได้ เป็นอกุศลก็หามิได้’ เขาจะกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่า ‘เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
(๔) สมณพราหมณ์บางพวก เป็นคนเขลางมงาย พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน เช่น ถ้าถูกถามว่า โลกหน้ามีจริงหรือ จะตอบว่าโลกหน้ามีจริง และให้ความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่
ถ้าถูกถามเราว่า โลกหน้าไม่มีหรือ ก็จะตอบว่า ไม่มีก็ไม่ใช่ มีก็ไม่ใช่ ฯลฯ โลกหน้าจะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ
ถ้าถามว่า สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริงหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดมีและไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดจะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ ก็จะตอบว่า จะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่
ถ้าถามว่า ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริงหรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีหรือฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ ฯลฯ จะตอบว่าผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วจะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่
ถ้าถูกถามว่า หลังจากตายแล้ว เกิดอีกหรือฯลฯ หลังจากตายแล้วไม่เกิดอีกหรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้วเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ ฯลฯ ก็จะตอบว่า หลังจากตายแล้วจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ จะมีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
อธิจจสมุปปันนทิฏฐิ ๒ เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย
สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง คือ
(๑) มีทวยเทพชื่ออสัญญีสัตว์จุติเคลื่อนย้ายจากชั้นนั้น เพราะเกิดความทรงจำขึ้นมา เนื่องด้วยว่าทวยเทพเหล่านี้ ไปเกิดเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต บำเพ็ญเพียรละกิเลส ปฏิบัติสมาธิจนได้ถึงขั้นเจโตสมาธิ ระลึกชาติได้บางภพชาติ เขาจึงกล่าวว่า อัตตาและโลกนี้ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย
(๒) สมณพราหมณ์บางพวก ในโลกนี้เป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนจึงกล่าวว่า ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย’
อปรันตกัปปิกทิฏฐิคือทิฏฐิกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต ๔๔ ประการ
สมณพราหมณ์บางพวก กำหนดรู้สรรพสิ่งในอนาคตได้ เชื่อเรื่องสรรพสิ่งในอนาคต แสดงความเห็นต่าง ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง
สัญญีทิฏฐิ ๑๖ เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา
สมณพราหมณ์บางพวกมีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาคือความจำได้หมายรู้อย่างละเอียด ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง คือ
สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีความเห็นว่า
(๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๙) อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๐) อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๑) อัตตาที่มีสัญญาเล็กน้อย ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๒) อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๓) อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๔) อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๕) อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา
(๑๖) อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี
อสัญญีทิฏฐิ ๘ เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
สมณพราหมณ์บางพวกมีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง คือ
(๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
(๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘
เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง คือ
(๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืนหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืนหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
อุจเฉททิฏฐิ ๗ เห็นว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ
สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง คือ
(๑) สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ กล่าวว่า อัตตานี้มาจากร่างกาย เกิดจากบิดามารดา หลังจากตายแล้วอัตตาย่อมขาดสูญพินาศ ไม่เกิดอีก
(๒) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่ก็จริง แต่ยังมีอัตตาที่เป็นทิพย์ เป็นพวกเทวดา ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น อัตตานี้หลังจากตายแล้ว ก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีกเหมือนกัน
(๓) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่จริง แต่ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้ เราเห็น อัตตานั้นหลังจากตายแล้วจะขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก
(๔) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่จริง แต่ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นเทวดาชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยกำหนดว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็น อัตตานั้นหลังจากตายแล้วจะขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก
(๕) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่จริง แต่ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นเทวดาชั้นวิญญาณัญจายตนะ ที่กำหนดได้ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็น อัตตานั้นหลังจากตายแล้วจะขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก
(๖) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่จริง แต่ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นเทวดาชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยกำหนดว่าไม่มีอะไร ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็น อัตตานั้นหลังจากตายแล้วจะขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก
(๗) สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวว่า อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้น มีอยู่จริง แต่ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นเทวดาชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยกำหนดว่านั่นละเอียด นั่นประณีต ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็น อัตตานั้นหลังจากตายแล้วจะขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก
ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ เห็นว่ามีสภาพบางอย่างเป็นความดับในปัจจุบัน
สมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นว่า มีสภาพบางอย่างเป็นความดับในปัจจุบัน เป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง คือ
(๑) สมณะพราหมณ์บางพวกในโลกนี้มีความเห็นว่า ‘อัตตานี้เอิบอิ่มเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณ ๕ จึงชื่อว่าดับได้ในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’
(๒) สมณะพราหมณ์บางพวกในโลกนี้มีความเห็นว่า ‘อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตาที่จะดับได้ในปัจจุบัน เพราะกามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ผันแปรเป็นธรรมดา เพราะกามนั้นผันแปร ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ และความคับแค้นใจจึงเกิดขึ้น อัตตานี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขเกิดจากวิเวก จึงชื่อว่าดับได้ในปัจจุบัน
(๓) สมณะพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ‘อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่จะดับได้ในปัจจุบัน เพราะปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารเท่านั้น อัตตานี้จึงบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่จึงชื่อว่าดับได้ในปัจจุบัน’
(๔) สมณะพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ‘อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่จะดับได้ในปัจจุบัน เพราะทุติยฌานที่ยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตเบิกบาน อัตตานี้จึงบรรลุตติยฌาน มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย ผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข จึงชื่อว่าดับได้ในปัจจุบัน
(๕) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ‘อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่จะดับได้ในปัจจุบัน เพราะตติยฌานที่จิตยังคำนึงถึงสุขอยู่นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ยังหยาบอยู่ เพราะเหตุที่ละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสก่อนดับไปก่อน อัตตานี้จึงบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ จึงชื่อว่าดับได้ในปัจจุบัน
สมณพราหมณ์บางพวก เชื่อสรรพสิ่งในอดีต เชื่อสรรพสิ่งในอนาคต เชื่อทั้งอดีตและอนาคต หนีไม่พ้นจากมูลเหตุ ๖๒ ประการนี้
พระตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึดถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
ธรรมที่ลึกซึ้ง เข้าใจตามได้ยากกว่า สงบประณีตกว่า ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งพระตถาคตรู้แจ้งได้เองแล้ว สั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม เป็นเหตุให้ผู้คนกล่าวยกย่องพระตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง
ทิฏฐิทั้ง ๖๒ ประการของสมณพราหมณ์เหล่านี้ เป็นความเข้าใจของผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้ เนื่องมาจากผัสสะหรือการรับรู้ของตนเองเป็นต้นเหตุ เขาจึงเข้าใจเช่นนั้น
ทิฏฐิทั้ง ๖๒ ประการนี้ เนื่องจากสมณพราหมณ์เหล่านั้นมีสัมผัสรับรู้ทางอายตนะ ๖ แล้วเกิดเวทนาความรู้สึก เกิดมีตัณหาความอยาก เกิดมีอุปาทานความยึดมั่น ถือมั่น มีภพ เกิดมีชาติ เกิดมีชรา มรณะ ความเศร้าโศก ปริเทวะความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสะ ความคับแค้นใจ
เมื่อใดภิกษุรู้ชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่งผัสสายตนะ ๖ และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะเหล่านั้นออกตามความเป็นจริง เมื่อนั้นภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น
สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดรู้อดีต อนาคต หรือทั้งอดีตและอนาคต ถูกทิฏฐิทั้ง ๖๒ ประการนี้เปรียบดังตาข่ายปกคลุมไว้ คนที่ตกอยู่ในตาข่าย หรือติดตาข่ายนี้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้
เปรียบเหมือนชาวประมง หรือลูกมือชาวประมง ผู้ชำนาญ ใช้แหตาถี่ทอดลงหนองน้ำเล็กๆ เขาคิดว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ในหนองน้ำแห่งนี้ทั้งหมดถูกแหครอบเอาไว้ อยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ ติดอยู่ในแหนี้ ถูกครอบเอาไว้
ร่างกายของพระตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่การเกิดอีกแล้ว เทวดาและมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลายังดำรงอยู่ หลังจากกายแตกสลายไปเพราะสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีก
เปรียบเหมือนเมื่อกลุ่มผลมะม่วงถูกตัดขั้ว ผลมะม่วงทั้งหมดที่ห้อยอยู่กับขั้วก็ย่อมติดตามขั้วนั้นไป
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ธรรมบรรยายนี้มีชื่อว่าอะไรพระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า ข่ายแห่งประโยชน์ (อรรถชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่งธรรม (ธรรมชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่งสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ (พรหมชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่งทิฏฐิ (ทิฏฐิชาละ) ก็ได้ ตำราพิชัยสงคราม (สังคามวิชัย) อันยอดเยี่ยมก็ได้”
ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้จบลง โลกธาตุที่ประกอบด้วย ๑๐,๐๐๐ จักรวาลก็เกิดการหวั่นไหว
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ พระสูตรเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เรื่องที่ ๑ พรหมชาลสูตร ว่าด้วยข่ายแห่งญาณอันประเสริฐ ข้อ ๑ - ๑๔๙
เรียบเรียงใหม่ โดย ดร.ศักดิ์ ประสานดี