การฆ่าจากหูเป่ย: สองสัปดาห์ระหว่างชีวิตและความตาย

Weng Qiuqui ไม่ได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ฆ่าหล่อน

โรคระบาดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาประมาณ 12-13 วัน ผู้ที่พักอาศัยในเมืองหวงกัง (Huanggang City) ในจังหวัดหูเป่ยตอนกลาง กลับบ่นว่าตนเองปวดหัวและไอ เนื่องมาจากติดไวรัส “ที่ไม่ทราบชนิด” ทำให้เกิดโรคปวดบวม พร้อมๆกับต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ สามีของหล่อนที่ชื่อ Chen Yong บอก สุดท้ายในวันที่ 21 เดือนมกราคม ปี 2020 หลังจากผลาญงบไป 200,000 หยวน ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แต่ไม่มีการปรับปรุงพัฒนาแต่อย่างใด Cheng ตกลงใจว่าจะพาภรรยาออกมาเพื่อช่วยชีวิต

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ มีการเผยแพร่โรคโคโรนาไวรัส ที่เป็นเชื้อใหม่ในฮูเป่ย และโรคนี้ทำให้คนหลายพันคนเป็นไข้ และทำให้เสียชีวิตถึง 100 คน จากรายงานของทางการ แต่ตัวเลขตัวนี้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริง ในวันที่ 24 มกราคม กลุ่มนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลอู่ฮั่น เตือนพวกหมอว่าอาการของโคโรนาไวรัสมีเป็นจำนวนมากทำให้มันยากที่จะบ่งชี้และรักษา

การตายของ Weng บอกเพียงแค่ว่าหล่อนตายด้วย “อาการช็อกที่เกิดจากการติดเชื้อ, ล้มเหลวกับสภาวะหายการใจ, และเป็นโรคปอดติดเชื้อแบบรุนแรง” Chen ไม่รู้ว่าหล่อนติดเชื้อโคโรนาไวรัสหรือไม่ หรือการสมมติฉัยจะสามารถช่วยเหลือชีวิตหล่อนได้หรือไม่ หวงกังห่างจากเมืองอู่ฮั่นถึง 75 กิโลเมตร ซึ่งเมืองอู่ฮั่นเป็นเมืองที่เกิดการแพร่เชื้อเป็นเมืองแรก และเป็นเมืองที่มีการติดเชื้ออย่างหนักที่สุด ที่มีคนติดเชื้อเกือบ 500 คน และมีการเสียชีวิตถึง 12 คน

ในขณะที่ Weng อยู่ในระหว่างชีวิตนั้น เจ้าหน้าที่ประจำเมืองและจังหวัดเริ่มยกระดับการโต้ตอบกับวิกฤตการณ์แบบเคร่งเครียด พวกเขาสั่งเครื่องมือที่ตรวจที่บ้านเพิ่มมากขึ้น, เริ่มให้โรงพยาบาลมีอำนาจในการตรวจด้วยตนเอง, และปิดการขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกเมือง และวันที่ 21 มกราคม ตอน 5 โมงเย็น หลายชั่วโมงก่อนการตายของ Weng รัฐบาลเมืองอู่ฮั่นประกาศว่าใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของคนติดเชื้อจะไม่มีค่าใช้จ่าย

ไม่มีความเคลื่อนไหวนี้จะช่วย Chen ได้อย่างไร เมื่อลูกสาวตัวน้อยของเขาถามว่าแม่ของเขาไปที่ไหน หรือแม้แต่ไม่มีการปลอดประโลมถึงลูกคนต่อมาที่ Weng อุ้มอยู่ การที่ความผิดทั้งหลายยังครอบคลุมเขาอยู่ เช่น เพื่อนผู้ป่วยของ Weng ต่อมาเกิดอาการดีขึ้น ทำให้เขาแปลกใจไม่หายว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากพวกเขาจะอยู่ยืดกว่านี้อีกสักนิด

ข้างล่างคือเรื่องขนาดสั้นของ Chen Yong ที่บอกต่อ the Sixth Tone’s sister publication เนื้อหาและการบรรณาธิการทำด้วยความกะทัดรัดและแจ่มชัดที่สุด

ส่วนที่ 1

ในวันที่ 7 มกราคม ภรรยาของผมไปที่ตลาดเปียก (wet market) เพื่อซื้อหัวปลา, ไก่, และผักต่างๆเพื่อมาทำเนื้อต้มมันฝรั่ง (hot pot) พวกเราทานอาหารร่วมกัน และความต้องการอาหารของหล่อนก็ดีวันดีคืน หล่อนได้จำนวนมาก

วันต่อมา ลูกสาวของฉันอยู่ที่โรงเรียนเป็นวันสุดท้ายก่อนตรุษจีน ภรรยาผมบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย และบอกให้ฉันไปรับลูกสาว ในวันที่ 9 พวกเขาทั้งสองอยู่ที่บ้าน ราวๆเที่ยงภรรยาส่งข้อความมาหาฉันว่าหล่อนรู้สึกไม่ค่อยสบาย และบอกให้ซื้อยาแก้ไข และชุดการตรวจการตั้งครรภ์

ฉันออกจากงานประมาณ 5 โมงเย็น และกลับบ้านพร้อมๆกับยาและชุดทบสอบ 2-3 ชั่วโมงต่อมา ประมาณ 6-7 โมง หล่อนบอกฉันว่าหล่อนท้อง ฉันมีความสุข และทำอาหารเย็นในวันนั้นหล่อนทานอาหารชามโต แต่ดูเหมือนว่าเธอจะน้อยไปด้วยซ้ำ หลังจากนั้นฉันไปล้างจาน และหล่อนไปนอนหลับ ฉันเดาว่าหล่อนมีไข้และต้องการการพักผ่อน และต่อมาฉันไปนอนที่เตียง

แต่เมื่อตอนตี 3 จู่ๆเธอก็กลับปลุกฉันขึ้นมา และบอกว่าหล่อนรู้สึกไม่ค่อยดี หัวและคอของหล่อนปวด และหล่อนมีไข้ 38 องศาเซลเซียส ฉันรีบพาหล่อนไปส่งที่โรงพยาบาลของหวงกัง ชื่อ TCM ซึ่งอยู่ระดับที่ดีที่สุดในสถาบันทางการแพทย์ สุดท้ายก็ไม่มีใครดูลูกสาว ต่อมาก็พาลูกสาวไปด้วยแทนที่จะรออยู่ที่บ้านแต่คนเดียว

พวกหมอบอกว่าจะไม่ให้วิตามินที่ฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดำ (IV drip) จนกว่าจะเช้า และเท่าที่เราทำได้คือการให้ยาแก้หวัด ระหว่างทางกลับบ้าน ฝนเริ่มตก และในตอนนั้นก็ประมาณตี 4 ภรรยาของผมเริ่มไออย่างไม่หยุด พวกเราทั้งคู่ไม่สามารถหลับไปได้เลย มีเพียงลูกสาวตัวน้อยเท่านั้นที่พักผ่อน

ในวันที่ 10 มกราคม ฝนตกตลอดทั้งวัน เราตื่นนอนตอน 7 โมงเช้า และกลับไปโรงพยาบาลใหม่ หมอเริ่มให้การทดสอบ และบอกเราว่าคอของหล่อนอักเสบ แต่พวกเขาไม่ได้ให้ยาหรือฉีดยาใดๆ เพราะหล่อนท้องอยู่

เกือบๆเที่ยงที่พวกเขารักษาเสร็จ พวกเราจึงกลับบ้าน ต่อมาไปที่โรงพยาบาลสำหรับผู้หญิงฮวงกังในตอนบ่าย ฉันทำโจ๊กลูกเดือยให้ภรรยาเป็นอาหารเที่ยง แต่หล่อนทานได้น้อยเหลือเกิน

บ่ายวันนั้นหมอในโรงพยาบาลหญิงพูดเหมือนกับโรงพยาบาลก่อนหน้า ว่าพวกเขาไม่สามารถให้ยาหรือฉีดยาใดๆให้ได้ เพราะหล่อนท้อง ต่อมาพวกเราจึงไปที่โรงพยาบาล TCM อีกรอบ คราวนี้ไปที่คลินิกระบบทางเดินหายใจ ในตอนนั้นภรรยาของผมเกิดภาวะหายใจติดขัด หล่อนอ่อนแอมาก แทบจะเดินไม่ไหว หล่อนมีประสบการณ์กับยา

พวกเขาให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจก่อน และบอกให้พวกเราไปที่โรงพยาบาลของเมืองที่อยู่ในตัวเมือง เมื่อพวกเราไม่สามารถไปเจอหมอที่นั่น เราจึงไปโรงพยาบาล Tongi ฮวงกังที่เล็กกว่าแทน เป็นเวลาเกือบบ่อยคล้อยๆแล้ว พวกเราก็พาลูกสาวตัวน้อยไปที่ที่เราไป ฉันโทรศัพท์ไปหาพี่เขยน้องเขย และบอกให้พาลูกสาวไปที่บ้านตายาย ต่อมาฉันนั่งที่ม้านั่ง และถามหล่อนรู้สึกอย่างไรกับการรักษา แทนที่ออกมาและกลับเข้าไป ในวันถัดมา หล่อนไม่สามารถพูดได้แล้ว แต่หล่อนผงกหัวเป็นการตอบรัก รู้สึกขมขื่นใจที่ได้เจอจริงๆ

วันนั้นเป็นวันที่ยาวเสียนี่กระไร ตอน 11 โมงใกล้เที่ยง ภรรยาของผมถูกส่งไปที่โรงพยาบาลในอู่ฮั่น ฉันเพิ่งได้ยินมาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาว่ามีการแพร่ระบาดของโรคปอดบวมที่นั่น แต่ไม่มีรายงานปรากฏในเมืองฮวงกัง ดังนั้นฉันเลยไม่คิดมาก พวกหมอก็ไม่ได้พูดถึงเกี่ยวกับมันแต่อย่างใด สิ่งที่ฉันกังวลมีอยู่อย่างเดียวคือต้องจ่ายเท่าใดจึงจะให้ภรรยาอยู่และหาโรงพยาบาลที่ดีเท่าที่จะหาได้

หลังจากหล่อนไปรักษาที่โรงพยาบาลอู่ฮั่น พวกหมอที่นั่นบอกว่าภรรยาผมติดเชื้อ พวกเขาบอกว่าปอดของหล่อนเริ่มกลับมาขาวแล้ว

ส่วนที่ 2

ภรรยาและฉันมาที่เมืองฮวงกัง จากเมือง Qichun ประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว พวกเราลงทุนประมาณ 30,000 หยวน โดยการเปิดร้านเล็กๆ ขายหน้าต่างและประตูกับลูกค้า เราต้องการเปลี่ยนชีวิตที่เป็นอยู่ พวกเราไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น

ร้านยังคงเปิดอยู่ แต่ถึงยังไงพวกเราต้องทำกำไร พวกเราเช่าบ้านต้องใช้เงิน 3,000 หยวนต่อเดือน แต่ด้วยการเช่า, ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน, และลูกสาวที่กำลังเรียนชั้นประถมอีก พวกเราจึงอยู่สภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังตลอดครึ่งปี

ในอู่ฮั่น แรกเริ่มเดิมทีภรรยาเข้ารักษาในคลินิกคนไข้ธรรมดา แต่ประมาณตี 1 หรือตี 2 ในวันที่ 11 มกราคม หล่อนถูกส่งไปที่ห้องฉุกเฉิน และย้ายมาที่ห้องสังเกตการณ์เพื่อดูภาวะวิกฤต มีคนจำนวนมากที่โรงพยาบาลนั่น สมาชิกในครอบครัวของคนไข้ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย แต่หมอกับนางพยาบาลกลับสวมใส่ ฉันถามพยาบาลเป็นเวลาชั่วขณะ

ตั้งแต่ตอนที่ภรรยาของฉันไปที่แผนกรักษาคนไข้ธรรมดา ก็ถูกแยกให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว พวกหมอบอกว่าหล่อนติดเชื้อโรคปอดบวมที่ไม่รู้ว่าเป็นเชื้อใด วันต่อมาพวกหมอบอกว่าอาการไข้ของเธออยู่ในภาวะจำเป็นเร่งด่วน และพวกเขาต้องวางแผนการรักษาใหม่ หล่อนจำเป็นต้องใช้เครื่องจักร แต่เท่าที่ฉันรู้คือมันมีราคาแพงมาก ประมาณ 20,000 ต่อวัน และมีโอกาสรอดเพียง 10% เท่านั้น ในที่สุดในวันที่ 12 มกราคม ฉันนั่งบนเก้าอี้ในโรงพยาบาลและหลับไป 1 ชั่วโมง

แม่ของฉันและตัวฉันได้ห้องที่โรงแรมข้างๆ พร้อมทั้งคนจำนวนมากและสมาชิกของคนไข้ที่ติดโรคปอดบวมด้วย

ฉันไม่ได้รับอนุญาตในการเจอภรรยาของผม ดังนั้นฉันใช้เวลาทั้งวันในการคิดเพื่อที่จะทำเงิน ในขณะที่เราอยู่ในหวงกัง ฉันยืมเงินจากพี่ชาย 10,000 หยวน ต่อมาฉันเทียวไปเทียวมาระหว่างครอบครัว ฉันหวั่นเกรงมาก ฉันรู้แต่เพียงว่าหล่อนหยุดการรักษาไม่ได้ ฉันจำเป็นต้องเอาหล่อนกลับออกมา

ฉันโทรไปหาสายด่วนนายกฯ, ผู้ว่าการจังหวัด, และสื่อมวลชนจำนวนมาก และฉันยังได้ประกาศโฆษณาที่ให้การสนับสนุนเงินทุน (crowdfunding campaign) ซึ่งต้องใช้เงินจำนวน 40,00 หยวน แต่ไม่มีที่ที่เพียงพออยู่ใกล้เลย สามวันแรกในการที่เธอรับการรักษา การรักษาใช้เงินจำนวน 50,000-60,000 หยวนต่อวัน และอีก 20,000 หยวนหลังจากนั้น

ฉันต้องการที่จะพบหล่อนมากๆ ฉันอยากจะคุยกับเธอและถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง, เธออยากทานอะไร, หรือมีสิ่งใดบ้างที่เธออยากทำ แต่ฉันไม่สามารถทำได้เลย ทุกๆครั้งฉันโทรหาพวกหมอ พวกเขาบอกฉันว่าหล่อนยังคงหลับอยู่ อาการของหล่อนยังไม่ดีขึ้น หรือไม่แย่ลง

การท้องของหล่อนทำให้เธออ่อนแอ หมอของหล่อนบอกว่ามือทั้งสองเริ่มมีสีเทา ต่อมาก็เป็นเท้า มันเป็นภาวะเนื้อร้ายหรือการตายเฉพาะส่วน ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากที่เธอถูกเฝ้าสังเกตอาการในวันที่ 11 มกราคม ฉันก็ไม่ได้เจอหล่อนอีก หลังจากที่ฉันไปรับเถ้ากระดูกอีก 11 วันต่อมา

ส่วนที่ 3

ในตอนบ่าย วันที่ 21 มกราคม ฉันใช้ทรัพยากรไปทั้งหมด และภรรยาก็ไม่มีทีท่าจะฟื้นตัว ด้วยใจที่แตกสลาย ฉันคุยกับพ่อตาแม่ยายก่อนที่จะเซ็นว่าไม่ต้องการรักษาอีกต่อไป หนึ่งชั่วโมงต่อมา เวลาบ่ายโมง 46 ภรรยาเสียชีวิต หล่อนถูกเผาในคืนนั้น การตายของหล่อนหมอเพียงบอกสาเหตุว่า “เนื่องมาจากติดไวรัส“ที่ไม่ทราบชนิด” ทำให้เกิดโรคปวดบวม พร้อมๆกับต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และเป็นโรคปอดบวมชนิดรุนแรง”

ตอนหลังฉันพบว่าคนไข้ที่สูงอายุและเป็นเพื่อนที่เดียวกับหล่อน ซึ่งอาการก็รุนแรงเหมือนกันเธอ กลับดีขึ้นด้วยการรักษา ถึงแม้ว่าจะต้องอยู่ในการสังเกตการณ์ด้วยก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะคำนวณ พ่อตาแม่ยายไม่ได้ตำหนิฉัน แต่ฉันรู้สึกผิด

บางครั้งฉันคิดว่าเธออาจดีขึ้น แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่มีความหวังใดๆเหลือ เราใช้เงินจำนวน 20,000 หยวน เกือบทั้งหมดยืมเขามา เราอาจขายบริษัทหน้าต่างและประตูทิ้ง ค่าประกันสำหรับคนในชนบทมีเพียง 60,000 หยวน

เมื่อฉันผู้ใช้แรงงานอพยพ ฉันเคยให้ที่บ้านประมาณ 10,000-20,000 หยวนต่อปี ภรรยาของฉันอยู่ที่บ้าน ทำผ้าม่านหรือเสื้อผ้า เราแต่งงานกันมาได้ 7 ปี แต่ไม่มีเงินเก็บ เราไม่มีบ้าน และขายรถยนต์ ทรัพย์สินประการเดียวที่มีคือบ้านของพ่อแม่

วันที่ภรรยาเสียชีวิต ฉันไปที่โรงพยาบาลเพื่อกรอกข้อมูล ต่อมาก็มีการเผาภรรยาของฉัน มีคนประมาณ 10 คนหรือมากกว่าที่นั่น หลังจากนั้นฉันนั่งรถเมล์กลับมาที่หมู่บ้าน ฉันไม่ไปที่หวงกังอีกต่อไป

ฉันนอนไม่หลับ ฉันตื่นบนเตียง หัวใจฉันกำลังเต้นเร่า ฉันไม่สามารถนำความเจ็บปวดนี้มาเขียน บรรยายได้ มันยังอยู่ในช่วงตรุษจีน แต่บ้านของฉันหนาวเหน็บและไม่มีกำลังใจที่ไหนเหลืออีก เพื่อนบ้านของฉันต่างหวั่นเกรง พวกเขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ลูกสาวของฉันเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้ บางครั้งเธอถามว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าจะบอกกับเธออย่างไรดี

Weng Qiuqiu และ Chen Yong เป็นชื่อสมมติ

แปลและเรียบเรียงจาก

ไม่มีชื่อคนแต่ง. Dispatches from Hubei: Two Weeks Between Life and Death.

http://www.sixthtone.com/news/1005146/dispatches-from-hubei-two-weeks-between-life-and-death

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (0)