ครูยอด
นาย วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์

ถอดบทเรียนพัฒนาชุมชนภาคสนาม 15 ปี กับกลยุทธ์ 4C


Connect , Context , Content , Concept กลยุทธ์การถอดบทเรียนจาก 15 ปีในประสบการณ์งานวิจัยและพัฒนาชุมชน

พูดถึงการถอดบทเรียน ทำงานไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาชุมชนหรือว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานในภาคส่วนหน่วยงานต่างๆก็มีหลากหลายแนวคิดทฤษฎีกันนะครับ แต่สำหรับ เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งจากการที่ผมได้ ลองสะท้อนคิดวิเคราะห์ตัวเองถึงกระบวนการทำงานที่คิดว่า น่าจะใช้เป็นศาสตร์และศิลป์ในการถอดบทเรียน สนามคือภาคสนามแบบลูกทุ่งๆ

เวลาคิดเรื่องถอดบทเรียนนี้เนี่ย ผมคิดว่าประสบการณ์จากการทำงานภาคสนามกับชุมชนมากกว่าสิบห้าปีนี้น่าจะมีประโยชน์แก่คนอื่นๆครับ แล้วก็เป็นหลักคือ ถ้าใช้กับภาคสนามได้แล้วเนี่ยก็น่าจะใช้กับเวทีที่เป็นทางการหรือว่าห้องประชุมสี่เหลี่ยมต่างๆก็ไม่น่าจะยากนะครับ

ก่อนอื่น บอกกันว่าแรงบันดาลใจที่ผมเขียนบล็อกหรือว่าบันทึกอันนี้ขึ้นมาเนี่ยก็คือหวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับแก่คนรุ่นใหม่ๆหรือว่าคนในวงการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานชุมชนทั้งหลายนะครับ เพราะว่าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จะถึงนี้ ก็จะมีเวทีถอดบทเรียนข้ามพื้นที่นะครับในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาวะคนพิการแบบมีส่วนร่วม เป็นการถอดบทเรียนจากทีมงานแม่ฮ่องสอนครับจะไปถอดบทเรียนพื้นที่บ้านเมืองกลาง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ครับ 

งานนี้ผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำกระบวนการหรือว่าผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการในการถอดตรงนี้ด้วยโดยมีทีมงานน้องๆแล้วก็ทางแกนนำชุมชนจาก บ้านน้ำรินอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเรียนรู้นะครับถึง บทเรียนของการทำงานคนพิการที่บ้านเมืองกลางอำเภอจอมทองจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเดียวกันเนี่ย สิ่งที่ผมแล้วก็ตัวโครงการใหญ่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือว่า สสส.ที่ให้ทุนมาเขามุ่งหมายเอาไว้ก็คือว่า อยากจะให้เป็นการ EMPOWERMENT โดยถือว่าเป็นการฝึกคนทำงานให้ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการในการถอดบทเรียน ด้วยนะครับ  ซึ่งจริงๆก็มีการอบรมถึงหลักการถอดบทเรียนไปแล้วนะครับในช่วงหลายเดือนก่อน แต่ว่า กระบวนการถอดบทเรียนของผมเนี่ยก็เป็นส่วนที่จะมาเสริมให้เห็นภาพกระบวนการทั้งหมดโดยสกัดจากประสบการณ์ของผมเองครับ ไม่ได้อิงตำรับตำราอะไร

สำหรับหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบในเรื่องของกระบวนการที่จะเกิดขึ้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์เนี่ย คือเป็นวิทยากรถอดบทเรียน แต่ผมอยากจะเล่าให้เห็นภาพกระบวนการหรือในเชิงกลยุทธ์นะครับที่น่าจะเอาไปปรับใช้ให้ทางแกนนำชุมชนจากบ้านน้ำริน อำเภอปางมะผ้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ดู ได้เรียนรู้คู่ขนานแล้วก็สังเกตกระบวนการที่ผมใช้ในเวทีที่จะถึงดังกล่าวนี้  นอกจากนี้ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คนที่สนใจในแวดวงนี้ด้วยก็เลยถือโอกาสนำมาเผยแพร่ใน Blog ใน Facebook ก็ในสื่อออนไลน์ต่างๆนะครับ

กระบวนการถอดบทเรียนภาคสนามที่ผมว่านี้เนี่ย ผมอยากจะใช้คำว่ากระบวนการ 4C นะครับเป็นศิลปะของการถอดบทเรียนงานพัฒนาชุมชนไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นหลักวิชาอะไรมากมายนะครับ แต่ก็ให้มีไว้บ้างให้จำง่ายๆแล้วกันครับ

ก่อนเข้าถึงเรื่อง 4C หรืออาจจะเรียกว่าเป็นช่วง Pre-4C ผมก็จะนึกก่อนครับต้องมีจินตนาการนะครับเวลาเราคิดว่าจะเอาแต่ข้อมูลแล้วมันจะได้แต่แต่ข้อมูลแข็งๆแห้งแล้งครับ แรกสุดช่วงก่อนจัดกระบวนการเนี่ยสภาวะจิตต้องได้ก่อนนะ ก่อนจะไปถึง 4C เนี่ยผมคิดว่ามันต้องเห็นภาพครับมันต้องมีภาพในใจอยู่ระดับนึงว่าเราจะทำกระบวนการในความรู้สึกแบบไหน ถ้าเรา มีภาพว่า มาร่วมกิจกรรมกับเราเนี่ยเขาจะมีชีวิตชีวา มีความสุข มีผลที่จะงอกงามตามมา เกิดขึ้นหลังจากที่กิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วนะตรงนี้จิตใจมันมันพองครับ ใจมันฟูแล้วมันก็มีกำลังใจ  อันนี้ผมคิดว่างานทั่วไปไม่ได้ค่อยได้คิดถึงเรื่องของกระบวนการถอดบทเรียนในเชิงของการใช้จินตนาการนะครับ

คนที่เป็นแกนนำที่จะไปทำกระบวนการนี้ต้องมองเห็นภาพหรือว่าต้องใช้จินตนาการนะครับถึงรอยยิ้ม เสียงปรบมือ ความสำเร็จ ถึงความสุขความงดงามที่จะเกิดขึ้นในเวทีที่เราจะไปร่วมกันจัดนะครับ รวมถึงผลที่จะงอกเงยตามมาต่อส่วนรวม ตรงนี้จิตใจจะได้ผ่องใสนะครับ ชื่นบานเบิกบานครับ อันนี้เป็นแรงใจสำคัญครับนอกจากจินตนาการแล้วเนี่ย ต้องมีการเจริญสติด้วยนะครับอาจจะใช้คำว่าภาวนาด้วยก็ได้นะครับ เป็นเจริญสติภาวนา จะทำสักเล็กน้อยห้านาทีสิบนาทีหรือจะมากกว่านั้นก็ได้นะครับ ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมถ้าไม่ถนัดนั่งหลับตาบริกรรมก็อาจจะใช้วิธีสวดมนต์ไหว้พระภาวนาขอให้เกิดสิ่งดีๆเกิดขึ้น

ตอนนี้จิตใจก็จะสงบนะครับเหมือนน้ำนิ่งใสแล้วก็มองเห็น รายละเอียดต่างๆนะครับ เวลาเกิดปัญหาเฉพาะหน้าในเวทีเราก็สามารถแก้ไขได้อย่างมีสตินะครับ หรือบางประเด็นเนี่ยเขาอาจจะไม่อยากสะท้อนออกมาหรือมีชวนเราฟุ้งจนลืมโฟกัสในสิ่งที่เราจะทำนะครับ การฝึกสติก็เป็นเรื่องสำคัญทำให้เราแน่วแน่ไม่เผลอหลุดจากประเด็น

สรุปนะครับในช่วงก่อนที่จะไปถึงกระบวนการ หรือ PRE-4C เนี่ยต้องเตรียมอยู่ 2 อย่างครับ

อันแรกคือว่าจินตนาการถึงความสุขความสำเร็จความงดงามความดีงามที่จะเกิดขึ้นนะครับ

อันที่สอง ก็ต้องเป็นเรื่องของการเจริญสติเจริญสติแล้วก็เจริญจินตนาการอันนี้ไปด้วยกันนะครับให้มี 2 ส่วนถ้าสติและแบบนิ่งสงบ เคร่งขรึมมากเกินไปนี่ ใจมันใจมันหดมันเฉื่อยมันเนือยนะครับ มีสติเกิดขึ้นจริงแต่เมื่อต้องมีความกระฉับกระเฉง มีความสุข สัมผัสถึงความงดงาม ไปด้วยกันด้วยนะครับ

เอาล่ะครับ จากการทำจิตทำใจให้มีสติ มีจินตนาการให้เห็นภาพแห่งความดีงามแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการ 4C ครับ

C ตัวแรกเนี่ย อยากใช้คำว่า Connect

เนี่ยปกติแล้ว เราก็จะเป็นการอุ่นเครื่องนะครับ ซึ่งผมจะใช้คำว่า connect แปลว่าติดต่อเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จะพูดจะคุยอะไร ไม่ใช่ไปถามทื่อๆ เราจะต้องสร้าง Connection หรือสร้างจุดเชื่อมโยงกับเขาก่อนนะครับ แต่จะหากิจกรรมอะไรที่เป็น Connect กันได้บ้าง บางทีอาจจะใช้กระบวนการพูดนำเข้าไปให้เห็นเชื่อมโยงของเรากับเขา กับผู้เข้าร่วมประชุมกับทีมงานทั้งหมดนะครับ ว่าที่เรามานี่เราเชื่อมกันด้วยอะไรนะเราประสานกันด้วยอะไร เช่น  เราเจตจำนง หรือเป้าหมายเดียวกัน เราอาจจะเป็นคนที่ทำงานในประเด็นเดียวกัน เป็นคนที่มีประสบการณ์ร่วมกันเป็นคนที่มีอายุ วัย เพศหรืออื่นๆ ที่เหมือนๆกันก็ได้ครับ อันนี้คือต้องหา Connect ให้เจอนะครับ อันนี้ต้องเป็น อันนี้ต้องมองด้วยว่าเราจะ Connect กันและกันได้ยังไงต้องหาประเด็นร่วมครับ

การมีความเชื่อมโยงบางอย่างในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ภาษาอังกฤษนะครับเรียกว่ามี Human Touch อันนี้วิทยากรต้องพยายามก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมกันก่อน พอ Connect กันค่อนข้างเข้าที่เข้าทางได้บ้างแล้ว อาจจะไม่ถึงเต็มร้อยนะครับแต่ว่าอย่างน้อยก็มี Connect ในจุดนี้ ไม่ต้องรีบไปสู่การหาการค้นข้อมูลนะครับ Connect กันก่อนนะครับ ก็ไปสู่ตัว C ที่ 2 ครับคือ Context

Context ศัพท์ภาษาอังกฤษแต่แปลเป็นไทยว่าบริบท หรือว่าใช้ Contextualization ก็ได้ครับภาษาอังกฤษแปลว่าทำให้เห็นภาพของการเชื่อมโยงเรากับบริบททางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมที่แวดล้อม พูดง่ายๆคือว่าทั้งหลายทั้งปวงเนี่ยเรามาร่วมกันตรงนี้เพื่ออะไร  เรามีอะไร สภาพปัญหาร่วมกันอะไรที่อยู่เบื้องหลังบ้าง เรามีแรงบันดาลใจ มีภูมิหลัง อาจจะรวมถึงธรรมชาติและสิ่งต่างๆด้วยครับเราเชื่อมโยงกันยังไงครับมีความหมายต่อกันมีคุณค่าต่างกันอย่างไรนี้ มีแม้กระทั่งพลังจากสิ่งต่างๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งที่เราเคารพเชื่อถือศรัทธาอะไร ที่เป็นบริบทที่ทำให้เรามาพบปะกันตรงนี้ อันนี้ก็เป็นส่วนของการทำให้เป็นบริบทครับ

จาก Connect สู่ Context แล้วก็จะมาด้วย C ตัวที่สาม คือ Content ครับ

Content ก็คือตัวของเนื้อหาหรือว่าข้อมูลที่เราต้องการครับ ถ้า Connect ได้ดี Context ได้แล้วเนี่ยก็ถือว่าพร้อมแล้วนะครับสำหรับการจะเข้าสู่กระบวนการค้นหาหรือว่าสกัดสิ่งที่เรียกว่า Content หรือว่าเนื้อหาที่มาจากข้อมูลต่างๆนะครับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากทางรายงานที่อ่านเห็นดูได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะยากหน่อยก็คือ Content ที่เป็นความรู้ที่อยู่ข้างในครับ (Tacit Knowledge) ความรู้ฝังแน่นฝังลึกอันนี้อย่าไปคาดหวังว่าจะออกมาได้ง่ายๆนะครับ จะต้องอาศัยรูปแบบและกลวิธีหลายๆอย่าง  ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเขียนอย่างเดียวนะครับ

ทั้งนี้ ผมเองไม่อยากให้แปล  Content เป็นแค่การเขียน Content  อาจจะเป็นภาพ เป็นเสียงเพลง อย่าไปติดอยู่ที่ตัวของรายงาน ข้อมูล สถิติซึ่งอันนั้นเป็นแค่หนึ่งในรูปแบบของมัน

ในเบื้องต้นต้องเข้าใจว่าคำว่า Content หรือว่าเนื้อหาข้อมูลมันไม่ได้หมายความเห็นแค่ตัวหนังสือก็ตัวเลขครับมีอย่างอื่นเยอะแยะเลยนะครับ ส่วน Content เป็นยังไงบ้างมันก็แล้วแต่สภาพของ โครงการพื้นที่ ปัจจัยต่างๆนะครับ บางที่รายงานแทบไม่มีอะไรให้อ่าน แต่พอพูดคุยดู โอ้โห content เยอะมาก อย่าไปตัดสินความรู้ด้วยการเขียน จะทำให้เราถอดบทเรียนเพี้ยนไปด้วย

ส่วนระหว่างการดึง Content ออกมานี่ก็ต้องใช้ศิลปะของความร่วมมือสูงมากครับ รวมถึงให้มันมีบรรยากาศด้วยนะครับ พยายามพูด พยายามที่จะสื่อสารกันให้เห็นภาพนะครับ พยายามใช้เสียง ใช้ภาพใช้สื่อที่หลากหลายประกอบกระบวนการนะครับ ถึงแม้ว่าท้ายสุดเราเขียนเป็นตัวหนังสือก็ตามแต่อย่าละเลยเรื่องของการสร้างความร่วมมือและบรรยากาศนะครับ

มาถึงตัว C สุดท้ายก็คือ Concept หรืออาจจะใช้เต็มๆก็คือว่า Conceptualization นะครับ คือ การทำให้ข้อมูลความรู้ต่างๆกลายเป็นแนวคิดรวบยอดนะครับ พูดง่ายๆคือ  ทำ Content ให้เป็น Concept หรือใช้คำว่าสังเคราะห์ก็ได้นะครับแต่ผมคิดว่าใช้คำ Concept เนี่ยมันมันชัดกว่านะครับ

หลังจากที่ได้ข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงแล้วเนี่ยมันก็จะเห็นหลักคิดอะไรบางอย่างนะครับ การประมวลเป็น Concept นั้นไม่ใช่เอา Content มาต่อๆกันนะครับแต่เป็นการสรุปรวบยอดให้เป็นแนวคิดหรือสิ่งที่เรียกว่า Concept หรือว่ากระบวนการ Conceptualization หรือเจียระไนเป็นแนวคิดที่ตกผลึกได้สิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยรู้ แนวทางที่ควรมุ่งไป หรืออาจจะมองข้ามไป รวมถึงความรู้สึกรวบยอดด้วยนะครับ เพราะความรู้สึกก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ มัน Motivate หรือกระตุ้นให้คนอยากทำต่อ นั่นเองเขาถึงจะเรียกว่าได้ความคิดรวบยอดที่มีพลังขับเคลื่อนจากการถอดบทเรียนจริง

ท้ายสุดนะครับ หลังจากที่ทำกระบวนการ 4C เสร็จก็ต้องมีการจบนะครับด้วยความรู้สึกขอบคุณ ประทับใจแล้วก็ชื่นชมซึ่งกันและกัน

ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ เราจะเห็นภาพ 3 ช่วงนะครับ แรกสุดตั้งแต่ก่อนเข้ามาสู่กระบวนการ 4c จำได้ไหมครับ ก็คือมีเรื่องของการเจริญสติภาวนาผสมผสานกับการใช้จินตนาการเชิงบวกต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวทีนะครับ จากนั้นก็ใช้กระบวนการ 4C ตามลำดับครับตั้งแต่

Connect เชื่อมร้อยคนเข้าด้วยกันอย่างเห็นคุณค่าเห็นเจตจำนงร่วม เห็นพลังความหมาย

Context การทำให้เห็นบริบทเบื้องหลัง เห็นบรรยากาศ เห็นพลังเห็นที่มาที่ไปของการมาเชื่อมโยงกันในวันนี้

ตามด้วย Content ก็คือนำไปสู่การแสวงหาความรู้ร่วมกันนะครับ ทั้งความรู้ที่เป็นอยู่ในรูปของข้อมูลสถิติรายงาน แล้วก็ความรู้ที่อยู่ในตัวคนหรือว่าความรู้ฝังแน่น ซึ่งไม่ได้อยู่ในรูปของตัวหนังสือลายลักษณ์อักษรอาจจะเป็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ เป็นรหัสทางวัฒนธรรมอื่นๆ

และสุดท้ายจบลงด้วยการทำให้เป็น Concept หรือแนวคิดรวบยอด ว่าสิ่งที่ได้จากการถอดบทเรียนเราเห็นอะไร เห็นหลักคิด เห็นสิ่งที่น่าสนใจเห็นข้อที่ดูแล้วน่าจะหนุนต่อ ข้อไหนที่จะต้องพิจารณาแล้วก็ปรับปรุง

อาจจะเชื่อมโยงมากขึ้นอีกเพื่อใช้ในการทำงานต่อไป ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมใส่ใจถามความรู้สึกรวบยอดในการร่วมกันทำงานด้วยนะครับ เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่ไร้อารมณ์ รถยนต์มันขับเคลื่อนได้นี่มีโครงสร้าง ระบบกลไก แหล่งพลังงานก็พอ แต่สำหรับคน ต้องอาศัยอารมณ์ร่วมให้เกิดแรงขับเคลื่อนด้วยนะครับ ตรงนี้วิทยากรหลายคนพลาด สำหรับเราก็อย่าลืม

ปิดท้ายครับด้วยความรู้สึกชื่นชมยินดี และขอบคุณซึ่งกันและกัน ทั้งที่คนที่อยู่ในเวทีและคนอื่นๆที่ไม่ได้มาร่วม แต่มีผลที่ทำให้งานที่จัดขึ้นมีความสำเร็จ

นี่ก็เป็นศิลปะของการถอดบทเรียนในเชิงพื้นที่หรือว่าภาคสนามครับ ที่ผมอยากจะบอกเล่าแก่เพื่อนๆที่น้องที่อยู่ในวงการ  ไม่ว่าจะถอดบทเรียนที่จัดในชุมชนก็ดีหรือว่าจัดในเวที โรงแรมหรือว่าหน่วยงานต่างๆก็ดีวันนี้ถือว่าสกัดเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาฝากกัน ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรเป็นตัวตั้งมากมายครับ เล่าจากของจริงที่ทำมา หวังว่าจะเป็นประโยชน์แล้วก็เรียนรู้เอาไว้ใช้กับงานของทุกท่านต่อไป จริงๆแล้วใน C แต่ละข้ออาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ แต่วันนี้ก็ขอยกมาเป็นหลัก ให้จำง่าย  ให้ทดลองฝึกกันง่ายๆ หวังว่าจะมีประโยชน์

ชอบใจเห็นว่ามีประโยชน์ก็กดแชร์กันออกไปนะครับ คนเขียนก็ได้บุญ สังคมก็ได้งอกงามตามไปด้วย

หมายเลขบันทึก: 675649เขียนเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2020 11:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2020 11:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี