ในปี 2019 ประชาธิปไตยค่อยๆเลือนหายไปจากประเทศไทย กบฏปี 2014 ได้ทุบทำลายระบอบประชาธิปไตย การรัฐประหารใช้เวลาถึง 5 ปีในการควบคุมประเทศโดยทหาร
การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม และการตั้งรัฐบาลในเดือนกรกฎาคมทำให้ประเทศดูเหมือนว่าจะมีประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยของไทยในปี 2019 ยังคงกลวงหรือว่างเปล่า ระบบเผด็จการทหารในปี 2014-2019 ได้แต่งตั้งวุฒิสภา, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, และองค์กรอื่นๆของรัฐในการสอดส่อง วุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ในปี 2017 ที่เกิดโดยเผด็จการทหารสามารถร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯได้ และในที่สุดได้เลือกพลเอกประยุทธ์ จันทโอชามาเป็นนายกฯ หลังจากการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม พรรคที่ต่อต้านเผด็จการทหารได้รวมตัวกัน แต่คณะกรรมการเลือกตั้งได้เปลี่ยนแปลงสูตร จนทำให้พวกสนับสนุนทหารได้ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา นอกจากนี้เผด็จการทหารยังได้สร้างพรรคพลังประชารัฐ ที่รวบรวมนักการเมืองมารวมกัน และยังมีการหาเสียงที่เป็นความลับของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรอีก ในที่สุดเมื่อมีการตั้งรัฐบาลผสม ประยุทธ์จึงกลายเป็นผู้นำเผด็จการทหารสมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่ก่อตั้งรัฐบาลผสมของประยุทธ์ คุณภาพของประชาธิปไตยค่อยหดหายลงเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ทหารสร้างรัฐบาลผสม และวุฒิสภาก็มีส่วนในการโหวตด้วย ศาลของไทยเกิดมาได้ด้วยเผด็จการทหาร ในระดับเรื่องการเมือง ศาลเหล่านี้ตัดสินทุกอย่างโดยเห็นแก่ทหารเป็นหลัก ในขณะที่เผด็จการทหารได้สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี เพื่อใช้ในการวางแผนตั้งแต่ปี 2018-2037 ซึ่งบังคับให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องนำตัวชี้วัดในแผนการมาใช้ ในการนี้รัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณที่สูงให้แก่ทหารและความมั่นคงในลักษณะอื่น หากคณะกรรมการที่บังคับใช้แผนการรับรู้ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่นำพาต่อแผนยุทธศาสตร์นี้ ก็จะพาเรื่องนี้ไปที่คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งสิ้นสภาพ หากไม่ทำตามแผนนั้น
นอกเหนือจากรัฐบาลประยุทธ์ กองทัพยังคงใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน คือ อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้เตือนอย่างอำนาจหลายครั้งต่อการประท้วงและ ส.ส. ฝ่ายค้าน การแสดงมีนัยยะว่าจะใช้พลังอำนาจทางทหารเพื่อรักษาระเบียบการนิยมกษัตริย์แบบล้นเกิน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการใช้อำนาจของประยุทธ์กับอภิรัชต์คือมีที่มาจากกองกำลังต่างกัน (army faction) กองกำลังที่อภิรัชต์ใช้สามารถปฏิวัติรัฐประหารประยุทธ์ได้ เพราะกองกำลังของอภิรัชต์ คือวงษ์เทวัญ ถึงที่สุดแล้วอยู่ใต้กษัตริย์โดยดี
หากพูดถึงกษัตริย์ เขายังคงอยู่เหนือการเมือง แลละไม่มีใครกล้าอภิปรายกิจกรรมของเขานอกเหนือจากความสูงส่งส่วนบุคคล มีความกลัวในประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องคำที่อาจก่อให้เกิดการดูหมิ่น และอาจต้องโทษมาตรา 112 หากมีการกล่าวหาว่าล่วงเกินกษัตริย์ การทำโทษของมาตรา 12 คือการจำคุก 15 ปี
จริงๆแล้วสถาบันกษัตริย์คือจุดสูงสุดในปิรามิดการเมืองในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีสถาบันของรัฐที่เป็นทางการ เช่น รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, และกองกำลังทหาร แต่กษัตริย์ยืนอยู่เหนือสถาบันเหล่านั้นทั้งหมด เป็นทั้งอำนาจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คล้ายๆกับจะเป็นรัฐคู่ (parallel state) หมุดที่สำคัญของรัฐคู่ก็คือ การเชื่อมโยงเชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์และทหาร ดังนั้นถึงมีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่าประเทศยังถูกควบคุมด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่สมมาตรระหว่างกษัตริย์กับทหารและทหารที่เป็นเผด็จการ กษัตริย์ต้องพึ่งพิงทหารในการสร้างอำนาจนำ และทหารต้องพึ่งพิงกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการควบคุมสังคม ตั้งแต่ปี 2016 มีความพยายามที่จะหนุนอำนาจกษัตริย์หลายครั้ง และดูเหมือนจะเปลี่ยนประเทศให้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง นี่เป็นบางสิ่งที่ประเทศไม่เคยเห็น เพราะว่าระบอบนี้ถูกโค่นล้มไปตั้งแต่ 1932
ถึงแม้ว่าอำนาจของรัฐบาลผสม, การโดดเด่นของกษัตริย์, และทหารจะมีมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีพื้นที่ในฝ่ายประชาธิปไตยของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรืออนาคตใหม่ สามารถรวมตัวกันเขย่ารัฐบาลได้ พวกเขาได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในรอบแรก แต่ฝ่ายค้านอาจมีอำนาจแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพราะรัฐบาลพยายามจะดึงส.ส.จากทั้งสองพรรค และอนาคตใหม่อาจถูกยุบโดยศาล
ถึงที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความซบเซา เพราะถูกควบคุมโดยกษัตริย์, ทหาร,และพลังอำนาจที่เคยคุมมันตั้งแต่ไหนแต่ไรมา มีแนวโน้มที่มีความหวัง คือการอผู้นำทางการเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งบางทีอาจเป็นอนาคตใหม่ ที่นำประเทศไปสู่ความก้าวหน้าได้ หากไม่ทำเช่นดังกล่าวประชาธิปไตยคงส่วนที่อ่อนแอที่สุด และมีใบหน้าที่โหดร้ายที่สุดเหมือนกัน
แปลและเรียบเรียงจาก
Paul Chambers. Thailand’s Fading Democracy.
https://www.ispionline.it/en/pubblicazione/thailands-fading-democracy-24588
I think ‘you’ value ‘democracy’ too much. Democracy is merely a human convention of no formal definition. Democracy is a tool for and a justification for assuming ‘power’ over ordinary people. There is little verifiable proof that democracy improves people’s lives and living conditions or even so called ‘human rights’ (wishes).
Let us not put another straw in the fire. We have already too much fire, smoke and PM2.5. Our bigger problems are (our environment) of the place we live and any sociopolitical regime that reduces our ‘dukkha’ is fit for survival.
I think ‘you’ value ‘democracy’ too much. Democracy is merely a human convention of no formal definition. Democracy is a tool for and a justification for assuming ‘power’ over ordinary people. There is little verifiable proof that democracy improves people’s lives and living conditions or even so called ‘human rights’ (wishes).
Let us not put another straw in the fire. We have already too much fire, smoke and PM2.5. Our bigger problems are (our environment) of the place we live and any sociopolitical regime that reduces our ‘dukkha’ is fit for survival.