ชีวิตที่พอเพียง 3614. ทฤษฎีความซับซ้อน


มนุษย์เรามีปัญญาสูงส่ง สามารถตีความชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหรือสังคม เสนอเป็นหลักการหรือทฤษฎีได้     และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมมนุษย์เปลี่ยนไป    ก็จะมีผู้มีปัญญาสูงชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎีเก่าที่ผู้คนเคยยึดถือบูชา ใช้การไม่ได้เสียแล้ว     ต้องทำความเข้าใจสังคมด้วยทฤษฎีใหม่  

บทความเรื่อง An Introduction to Complexity Theory เขียนได้ดีมาก    บอกว่าเมื่อราวๆ ห้าร้อยปีก่อน สังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่    จากความเชื่องมงายทางศาสนา    สู่ความคิดทางวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ซับซ้อนมาก    เหล่านักปราชญ์พากันอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลที่เห็นชัดเจน         

จนเมื่อราวๆ ห้าสิบปีก่อน การเปลี่ยนแปลงใหญ่เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับโลกรอบใหม่ก็เกิดขึ้น     เกิดทฤษฎีความไม่แน่นอน  ทฤษฎีไร้ระเบียบ   ทฤษฎีโกลาหล    แนวคิดพัฒนาการจากความไร้ระเบียบสู่ภพภูมิใหม่     และทฤษฎีความซับซ้อน   ธรรมชาติและระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นมีความซับซ้อนเหลือคณา     แต่ในสภาพเช่นนั้นเองมี “ระเบียบใหม่” (new order) เกิดขึ้น    ใครมีปัญญาจะมองเห็นระเบียบใหม่ที่งดงามสูงส่ง    ใครไม่มีปัญญาก็เห็นแต่ความซับซ้อนยุ่งเหยิงน่าเวียนหัว   

เห็นระเบียบ เห็นความสงบ  ในท่ามกลางความซับซ้อนยุ่งเหยิงโกลาหล    อยู่อย่างสงบได้ ในท่ามกลางความวุ่นวาย   

ในธรรมชาติของความไร้ระเบียบ และความหลากหลายสุดขีด    โดยเฉพาะที่ขอบของความอลหม่าน   จะเกิดปรากฏการณ์การจัดระเบียบตนเองขึ้น ที่เรียกว่า self-organized systems (Ilya Prigogine)    เกิดระเบียบใหม่   

เพราะโลกมันเป็นเช่นนั้นเอง    แต่เราเข้าใจธรรมชาติได้ภายในขีดจำกัด    เมื่อวิทยาการก้าวหน้า เราก็เข้าใจมากขึ้น     โดยมีปราชญ์ทั้งหลายช่วยกันตีความบอกให้โลกรู้    ซึ่งในบางกรณีปราชญ์ก็บอกผิด    ต้องมีหลายๆ ปราชญ์ หลายๆ ความเห็น    มองหลายๆ มุม หลายๆ มิติ    เราก็เข้าใจได้มากขึ้น    โดยเราต้องสมาทานกาลามสูตรเข้าไว้  คืออย่าเชื่อง่าย

ผมตีความว่าทฤษฎีเก่าไม่ได้ผิด    แม้แต่แนวคิดเชิงเทววิทยาก็ไม่ได้ผิด    เพียงแต่มีข้อจำกัด   ทฤษฎีใหม่อธิบายได้กว้างขวางเชื่อมโยงกว่า    ดังนั้นยิ่งโลกก้าวไปเรื่อยๆ  เราก็ยิ่งมีทฤษฎีเพิ่มขึ้น ทับซ้อนกันมากมาย     คนที่หยุดอยู่แค่ทฤษฎีเก่า ไม่ยอมทำความเข้าใจทฤษฎีใหม่ก็จะตกยุค    ยิ่งสมาทานศรัทธาเชื่อมั่นอยู่กับทฤษฎีเก่า ไม่ยอมเปิดใจรับความคิดใหม่ๆ ก็ยิ่งเป็นความท้าทายต่อชีวิตที่ดี

 ทฤษฎีเกี่ยวกับโลก (ธรรมชาติ) เมื่อเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีสองด้าน    คือด้านนอกกับด้านใน     โลกตะวันตกในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมา เน้นทำความเข้าใจส่วนที่เป็นด้านนอก    แต่โลกตะวันออกเน้นส่วนที่เป็นด้านใน    แต่ระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ ในโลกถูกครอบงำโดยอารยธรรมตะวันตก    จึงละเลยพัฒนาการส่วนด้านในของมนุษย์     แต่ก็มีสัญญาณที่ดี  ที่โลกตะวันตกใจใส่การเรียนรู้และพัฒนาด้านในมากขึ้น    แต่ก็ยังไม่เป็นกระแสหลัก  

   พัฒนาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมอง และด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ทำให้เราเข้าใจมิติด้านในของมนุษย์มากขึ้น    บรรจบกับความเข้าใจพลวัตของความซับซ้อน    น่าจะมีส่วนช่วยให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ดีขึ้น  เพิ่มสุขภาวะ

หนังสือ Diversity and Complexity (Primers in Complex Systems) (2011)   เขียนโดยศาสตราจารย์ Scott E. Page แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน    บอกว่าความซับซ้อนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความแตกต่างหลากหลาย    หากในระบบที่ซับซ้อนมีความหลากหลายมาก จะมีพลังมาก    ระบบจะทำงานได้ดีกว่า     ความแตกต่างหลากหลายเป็นช่องทางสู่นวัตกรรมในทุกชนิดของระบบที่ซับซ้อน       

หนังสือ Complexity and the Economy เขียนโดย W. Brian Arthur   มีคำอธิบายที่เว็บไซต์ (๑)บอกว่ามีความพยายามใช้ทฤษฎีความซับซ้อนอธิบายปรากฏการณ์ด้านเศรษฐกิจ     และทำนายว่าในอนาคตจะสามารถทำนายภาวะวิกฤติเศรษฐกิจล่วงหน้า  และดำเนินการป้องกันได้   

ปราชญ์ด้านความซับซ้อนท่านหนึ่งคือ Stuart Kauffman    ที่เมื่อค้นใน YouTube พบการบรรยายเรื่อง The Shape of History  เป็นการบรรยายที่ Santa Fe เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๑ ชมแล้วประเทืองปัญญาสุดสุด แต่ผมดูสมการแคลคูลัสไม่รู้เรื่อง     ที่เรียนมาลืมหมดแล้ว     ท่านบอกว่า ประวัติศาสตร์ของทุกสิ่งที่จับตั้งแต่จุดเริ่มต้น มาจนปัจจุบัน     เขียนกราฟได้เป็นรูปไม้ฮ็อกกี้ (hockystick)    คือเป็นเส้นกราฟแนวนอนเกือบไม่เพิ่มเลย จนถึงจุดหนึ่งจึงผงกหัวขึ้นอย่างชัน และเพิ่มขึ้นตลอดไป    แถมท่านยังเขียนสมการและพิสูจน์ข้อมูลความเป็นจริงลงในกราฟให้เห็นด้วย   

ทฤษฎีไม้ฮ็อกกี้ หรือ TAP – Theory of Adjacent Possible นี้พิสูจน์ได้ในเรื่อง พัฒนาการของเทคโนโลยี   จีดีพี  จำนวนประชากรมนุษย์   การเป็นเมือง (urbanization)    ความเหลื่อมล้ำ (Gini Index)    ความซับซ้อนของสินค้า   รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ    ทั้งหมดนั้น เป็นปรากฏการณ์ของความซับซ้อน  

ผมประทับใจข้อมูลหลักฐานเรื่องความเหลื่อมล้ำในสหรัฐอเมริกา      ที่ลดลงมากในช่วงปี ค.ศ. 1920-1975   จากปัจจัยหลัก ๒ ประการ    คือการเก็บภาษีแบบก้าวหน้ามาก  กับการให้อำนาจคนใช้แรงงานรวมตัวกันเป็นสหภาพเพื่อต่อรองผลประโยชน์    หลังจากนั้นจนปัจจุบัน ความเลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ     

วิจารณ์ พานิช    

๒๖ ธ..ค. ๖๒


   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)