ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล เป็นองค์กรอิสระเกี่ยวกับการทำให้ผู้พิการมีกำลังใจกลับมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองโดยพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด โดยมีความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้

       กิจกรรมที่ทำ

1.แบ่ง 2 กลุ่ม เป็นผู้พิการ(ผู้พิการทางสายตา, อัมพาต, แขนขาด, ขาขาด เป็นต้น)และคนทั่วไป ให้ผู้ที่รับบทผู้พิการไปยืนรวมกันตรงกลาง ส่วนผู้ที่รับบทคนทั่วไปยืนล้อมผู้พิการเป็นวงกลมห่างๆแล้วค่อยๆเขยิบวงเข้ามาใกล้ขึ้น พร้อมพูดคำในกระดาษที่พี่ๆจาก IL เครียมไว้ให้ โดยคำเหล่านั้นเป็นคำที่ผู้พิการต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นแบบนี้เลย, สงสัยเมาแล้วขับถึงได้เป็นแบบนี้, เป็นแบบนี้แล้วจะไปทำอะไรได้, สงสัยเป็นเวรกรรมจากชาติก่อน เป็นต้น ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการว่าต้องเจอกับคำพูดที่บั่นทอนจิตใจ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเข้าสังคม จนทำให้บางคนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านและเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้นก่อนที่เราจะพูดอะไร ต้องไตร่ตรองคำพูดให้ดี ไม่ตัดสินผู้อื่น อย่างเช่น เวลาเราพูดกับผู้รับบริการที่มารับการรักษาจากเราก็ควรหลีกเลี่ยงคำพูดจำพวกนี้ และอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจผู้รับบริการแล้วพูดคำพูดที่ให้กำลังใจแทน

2.แบ่ง 2 กลุ่ม เป็นผู้พิการและคนทั่วไป แล้วทำกิจกรรมเดาะบอลร่วมกัน แล้วค่อยๆโหวตคนออกเรื่อยๆ เพื่อให้เราเข้าใจความรู้สึกของผู้พิการเวลาโดนกีดกันออกจากกิจกรรม อาจจะเป็นความรู้สึกน้อยใจ อยากมีส่วนร่วม หรือไม่อยากเป็นตัวถ่วงในทีม โดยเราได้รับบทเป็นผู้พิการทางสายตาในการเล่นเดาะบอลกับเพื่อน ทำให้ไม่สามารถช่วยเพื่อนได้ ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นตัวถ่วง และระแวงว่าบอลจะลอยมากระแทกหรือไม่ ตอนโดนโหวตออกจึงรู้สึกโล่งใจ ในขณะเดียวกันก็เบื่ออยากทำกิจกรรมอื่นที่เราเข้าร่วมได้ อยากมองเห็น เพราะตอนที่เพื่อนหัวเราะก็ไม่รู้เขาหัวเราะเรื่องอะไรกันทำได้แค่พยายามฟังคำพูดเพื่อทำความเข้าใจ จากความรู้สึกเหล่านี้ฉันคิดว่าวันใดที่ฉันได้จัดกิจกรรมให้ผู้พิการก็จะจัดกิจกรรมที่พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากที่สุด หากทำได้ก็จะแบ่งกลุ่มคนตามสามารถหรือตามความพิการแล้วจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้ เช่น คนตาบอดก็จะไม่จัดกิจกรรมที่ใช้ตาเป็นหลัก ถ้าเป็นผู้พิการแขนขาดก็จะจัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องให้แขนหรือกิจกรรมที่ใช้เท้าทำแทนได้

3.เขียนแผนผังสรุปความรู้ สิ่งที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ และความรู้สึกหลังทำกิจกรรม แล้วแบ่งปันสิ่งที่เขียน

4.จำลองการสัมภาษณ์และการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดกับผู้พิการและครอบครัว และจำลองการลงพื้นที่ไปให้บริการของ IL ทำให้ได้เรียนรู้การเข้าหา การปฏิบัติตัวกับผู้พิการกับคนในครอบครัว เช่น หากคนในครอบครัวพูดแทนผู้พิการ จนผู้พิการไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเลยก็ควรจะทำการพูดคุยแยก หรือถ้าคนในครอบครัวไม่เข้าใจ ไม่ไว้ใจ เราควรจะทำอย่างไรเป็นต้น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเข้าหาผู้รับบริการที่มารับการบำบัดกับเราได้ ไม่ใช่แค่กับผู้พิการ

5.ลงพื้นที่เยี่ยมคนพิการในชุมชนที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ ซึ่งกลุ่มของเราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ B (นามสมมุติ) ที่ประสบอุบัติเหตจาการขับรถจักรยานยนต์ทำให้เสียขาทั้ง 2 ข้างไป และมีทีม IL เข้ามาทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต จนตอนนี้สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เข็น Wheelchair ไปซื้อกับข้าวเองได้ ดูแลตัวเองจัดอาหารการกิน การขับถ่าย อาบน้ำ ทำกิจวัตรประจำวันเองได้หมด ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของผู้พิการ และวิธีการแก้ปัญหาต่างๆที่สามารถนำไปใช้ต่อในอนาคตได้ เช่น การนวดท้องเมื่อถ่ายไม่ออก เป็นต้น

       ความรู้สึกที่มีจากการไปเรียนรู้ที่ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล คือ รู้สึกสนุกและตื่นเต้นระหว่างที่ทำกิจกรรม รู้สึกเบื่อตอนที่ได้รับบทเป็นผู้พิการตาบอดและรู้สึกแย่เมื่อเริ่มคิดว่าหากเราตาบอดจริงๆ สิ่งที่เราชอบทำในตอนนี้ก็จะไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เช่น การอ่านนิยาย เล่นโทรศัพท์ เล่นคอม เสื้อผ้าที่ใส่ สิ่งของที่ใช้ก็จะมองไม่เห็นว่าเป็นอย่างไร ต่อให้รับรู้จากการสัมผัสแต่ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกับการมองเห็น หลังจากที่คิดแบบนั้นฉันรู้สึกหดหู่มาก ส่วนการจำลองการสัมภาษณ์และการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดกับผู้พิการและครอบครัว
นั้นฉันรู้สึกอึดอัดระหว่างที่มีการรอคนเสนอตัวออกไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะฉันไม่ชอบทำอะไรที่มีคนเป็นกลุ่มใหญ่ๆจึงไม่คิดที่จะเสนอตัว และเพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ดูอึกอัดเช่นกัน จนสุดท้ายมีคนเสนอตัวออกไปฉันจึงรู้สึกโล่งอก ในตอนที่ทีม IL แสดงความคิดเห็นหลังจำลองการสัมภาษณ์นั้นฉันคิดว่ามีหลายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วแต่ตอนปฏิบัติเราไม่กล้ายืดเวลาในการพูดคุยสร้างปฏิสัมพันธ์นานเพราะกลัวจะแสดงให้เห็นไม่ครบในเวลาที่จำกัด เป็นต้น ในส่วนการลงพื้นที่นั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับฟังประสบการณ์จากผู้พิการ หลังจากพบกันแล้วก็รู้สึกว่าคุณ B คุยเก่ง เป็นคนตลก เฮฮา คิดบวกมาก ทำให้รู้สึกสนุกที่จะพูดคุยด้วย