ในยุคข้าวยากหมากแพง ซ้ำขาดความปลอดภัยในการบริโภค ขณะที่พฤติกรรมการบริโภคของสามเณร ในโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ (วัดปทุมสราราม) ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ยังคงเอร็ดอร่อยกับการฉันเนื้อสัตว์เป็นอาจิณ ทำให้พระมหาอินสอน คุณวุฒโฑ ผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องหากุศโลบาย ในการบริหารงบประมาณอาหารกลางวัน ที่ได้รับจากสำนักงานพุทธศาสนาเพียง 75% ไปพร้อมๆ กับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับสามเณร ที่เข้ามาศึกษาในระดับ ม.1-6 รวมประมาณ 160 รูป และสังเกตว่าส่วนใหญ่มีน้ำหนักเกิน แนวโน้มอ้วน และลงพุงมากขึ้นเรื่อยๆ

โครงการ “ส่งเสริมการบริโภคผัก ผลไม้ เพื่อสุขภาพในโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ (วัดปทุมสราราม) ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่” ของ สสส. จึงตอบโจทย์อย่างเต็มๆ เพราะสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการพูดคุยกับสามเณร และแม่ครัว ให้ช่วยกันคิดเมนูที่มีผัก ผลไม้ เป็นส่วนประกอบในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม จากที่สามเณรเคยเสนอเมนูที่มีเนื้อ หมู ไก่ เป็นหลัก ให้กับแม่ครัว เช่น ผัดกระเพราหมูสับ มีใบกระเพราไม่ถึง 1 กิโลกรัม ส่วน 25 กิโลกรัม เป็นหมูสับ เมื่อนำโครงการนี้เข้ามา สัดส่วนของหมูสับลดลง เหลือ 15-20 กิโลกรัม เพิ่มใบกระเพรา ถั่วฝักยาว เข้ามา


ขณะเดียวกันข้อมูลด้านสาธารณสุข ยังชี้ว่าพระ เณร เสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เนื่องจากการบริโภคไม่ถูกสุขลักษณะ มีรสหวาน มัน เค็ม แถมไม่ปลอดภัยจากสารเคมี จึงเริ่มนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เข้ามาสอนนักเรียนทำปุ๋ยจากใบไม้ ปุ๋ยไส้เดือน น้ำส้มควันไม้ แล้วต่อยอดด้วยการปลูกผัก เช่น ถั่ว ผักบุ้ง ผักกาด บวบ คะน้า ฟักแก้ว ฟักทอง ข้าวโพด มะนาว ฯลฯ และเนื่องจากโรงเรียนมีพื้นที่น้อย อาศัยญาติโยมมีพื้นที่ใกล้โรงเรียน จำนวน 6 ไร่ จึงยกให้ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชผัก รวมถึงได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.) ให้เครื่องมาโครนาโนบับเบิ้ล เทคโนโลยีล้างทำความสะอาดพืชผัก เพื่อลดสารตกค้างอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน สามเณรที่โรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ จึงมีน้ำหนักเกินน้อยลง และรู้จักการทำปุ๋ย ปลูกผัก กินผัก และเมื่อสามเณรรุ่นแรกกรุยแนวทางไว้ให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว รุ่นต่อไปที่เข้ามาร่ำเรียนจึงไม่เกี่ยงผัก ผลไม้ กลายเป็นอุปนิสัยในการบริโภค ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว.