งานที่เกี่ยวข้องในช่วงส่งท้ายปี ก็ทำให้มีเรื่องเล่าได้อย่างที่น่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นงานประจำที่ถนัด หยิบจับครั้งคราวใดก็มีความสุขทุกครั้ง..
เริ่มจากทาสีขาวข้างห้องธุรการ ซึ่งแต่เดิมทีมงานของธกส.ทาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เป็นการทาครั้งเดียว วันนี้ขอทาซ้ำและเก็บรายละเอียด ทำให้เนื้อสีดูกลมกลืนยิ่งขึ้น
ส่วนงานเกษตรในท่ามกลางความแห้งแล้ง แต่ก็ทำท่าจะไปรอด เพราะน้ำในสระยังมีอย่างเพียงพอ ทำให้กิจกรรมปลูกผักแบบพอเพียงดำเนินต่อไปได้
สิ่งที่รู้สึกอบอุ่นมากมาย ก็ในช่วงสายที่มีแดดร้อนแรง เพื่อนมาหาพาครอบครัวมาเยี่ยมเยือน พร้อมด้วยหนังสือสำหรับเด็ก รีบคัดแยกและแบ่งเป็นสองส่วนทันที..
ส่วนแรกนำไปไว้ที่ห้องสมุด ส่วนที่สองใส่กระเช้าหนังสือ เพื่อเอาไว้ให้ใกล้มือเด็กๆมากที่สุด จะได้หยิบอ่านได้ง่าย เป็นโรงเรียนที่มีหนังสือไม่มาก แต่มีอยู่ทุกมุมของโรงเรียน ก็แค่อยากสร้างหนังสือให้เป็นสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยกล่อมเกลานิสัยรักการอ่าน
มื้อกลางวัน..ที่ครัวบ้านนา..ให้ลูกสาวและลูกชายของเพื่อนได้ลิ้มลองลาบปลาตะเพียนกับปลาทับทิมทอดสมุนไพร..ลูกๆบอกว่าอร่อยมาก.เจ้าบ้านก็เลยรอดตัวไป หรือว่าเดินทางมาไกลจากกรุงเทพฯ อาจจะหิวก็ได้ ทานอะไรก็เลยดูดีมีรสชาติถูกใจ
ในวงสนทนาระหว่างอาหารมื้อกลางวัน เพื่อนผมแนะนำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิด เพราะคิดไม่ถึงจริงๆ ทั้งที่อยู่โรงเรียนหลังนี้มา ๑๓ ปีแล้ว
ดงไม้ป่าของโรงเรียนที่มีต้นไม้เกือบร้อยต้น แต่ละต้นก็เริ่มจะเติบโตแข็งแรงสู้ภัยแล้งได้อย่างสบาย ผมเดินไปสำรวจทุกสัปดาห์ แค่รู้ว่ายังอยู่ครบผมก็ดีใจ
วันนี้เพื่อนให้ไอเดียใหม่..ให้ทำบ่อใบไม้เรียงไว้เป็นจุดๆ ไม่ต้องใกล้กันมากแต่ให้กว้างใหญ่พอสมควรเพื่อเก็บกวาดกิ่งใบมาสะสม แทนการเผาทิ้ง ก็จะได้ปุ๋ยดินไว้ใช้อย่างมากมาย..มีแจกจ่ายให้ชุมชน มีเหลือมากพอก็คงได้จำหน่ายในราคาที่ไม่แพง..
ช่วงบ่ายผมรีบไปสำรวจ เพื่อทำแผนงานฯนำเสนอให้ทีมงานสยามคราฟท์ บริษัทในเครือเอสซีจี จะขอความอนุเคราะห์ให้เขาสร้างบ่อเก็บให้ในราวเดือนกุมภาพันธ์นี้
สิ่งที่พบในดงไม้ คือการทับถมของใบที่หนามาก พอเดินไปริมรั้วที่อยู่ติดบ้านผู้ปกครองก็พบรอยเผาไหม้เป็นแนวยาว เข้าใจว่าไฟคงลุกลามเข้ามา
ถ้าทำบ่อหมักใบไม้ได้สำเร็จ การเผาไหม้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อันนี้ก็แค่เป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนและได้ทำประโยชน์ให้แผ่นดินบ้าง..ก็รู้สึกดีมากๆ
ก่อนกลับบ้าน..งานสุดท้ายคือจิบกาแฟดำ ขมแต่ไม่ขื่นพอได้ชื่นใจหลังเลิกงาน พร้อมกับแกะกล่องของขวัญของพี่ชายที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยส่งมาให้ พบว่าเป็นหนังสือเก่าแต่พิมพ์ใหม่ รางวัลซีไรท์ก็มี
“สิทธารถะ” อ่านตั้งแต่สมัยเรียนแต่อ่านไม่จบ “ลูกอีสาน” ทั้งอ่านและดูหนัง “ก่อกองทราย” เรื่องสั้นที่อ่านแล้วแต่จะอ่านอีก อีกสามเล่มเป็นผลงานของ “วินทร์ เลียววาริณ” หนังสือที่เคยคิดว่าจะซื้อแต่ตอนนี้ไม่ต้องหาซื้อ เพราะอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย
๖ เล่ม..คาดการณ์ว่าน่าจะอ่านจบได้ภายใน ๒ เดือน แต่ละเล่มค่อนข้างหนา..เล่มที่หยิบมาอ่านก่อนเลย คือ “ท่ามกลางประชาชน เรื่องเล็กๆในรัชสมัยอันยิ่งใหญ่”..อยากติดตามแล้วใช่ไหมล่ะ..ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับใคร?
“ท่านเป็นครูแห่งแผ่นดิน เจ็ดสิบปีมาแล้ว มีครูผู้หนึ่งกลายเป็นครูโดยบังเอิญ เป็นครูพิเศษผู้หนึ่ง..ครูแห่งแผ่นดิน..เช่นครูดีอื่นๆ ครูแห่งแผ่นดินสอนด้วยหัวใจและจิตวิญญาณเต็มเปี่ยมของครู..ครูแห่งแผ่นดินสอนวิธีใช้เข็มทิศแก่คนหลงทางให้รู้จุดหมายของชีวิต..” (หน้า ๔๔)
ถ้อยคำสุดท้าย..ก่อนที่ผมจะปิดหนังสือเพื่อกลับบ้าน..อ่านแล้วเหมือนได้รับคำอวยพรปีใหม่..ใจความสั้นๆแต่กินใจเหลือเกิน...
“ทางกันดารพิสูจน์คน..ความลำบากพิสูจน์ใจ..ความอดทนพิสูจน์ความมุ่งมั่น ความไม่ย่อท้อพิสูจน์ความรัก..แผ่นดินสายรุ้งเกิดขึ้นมามิได้หากปราศจากหยาดเสโทและความลำบากทั้งหลายทั้งปวงขององค์ราชันนักเดินทาง...”
ปีพ.ศ.ใหม่ที่จะมาถึง..เรามาร่วมเดินทางตามรอยพ่อ..สานต่องานที่พ่อทำกันเถิด...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๒
สวัสดีปีใหม่ ‘๒๕๖๓ ครับ ผอ.
รักหนังสือด้วยครับ ;)…
ขอบคุุณอาจารย์ทั้งสองท่าน ไม่ได้มาทักทาย มัวแต่กินยารักษาตัวเองครับ