ผมเขียนบันทึกเกือบทุกวัน ให้ตัวหนังสือทำงานและสร้างงาน ตลอดจนบอกเล่าเรื่องงานในช่วงชีวิตของการรับราชการครู เพื่อเป็นที่ระลึก..ให้ตัวเองอ่าน ผมจะพูดแต่เรื่องจริงในแบบที่ตรงไปตรงมา เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องมาหลอกตัวเอง..
ถ้าลูกหลานได้อ่าน อาจจะไม่เป็นที่ระลึกเท่านั้น บางทีจะถึงขั้นเป็นที่ระทึกก็เป็นได้ และจะมีคำถามตามมาว่าทำไมพ่อถึงได้ทำงานหนัก และถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ผมก็จะบอกลูกหลานว่า..มันมีหนทางอื่นอีกหรือ? ที่ให้โอกาสได้ทำงานสบายกว่านี้..
หรือว่ามีทางเลือก..แต่ผมมองไม่เห็น มัวแต่ยึดติดกับแนวคิดเดิมที่เคยอยากเป็นครู แล้วเมื่อได้เป็นสมใจนึก..จะไม่ยินดียินร้ายเลยหรือ..ไม่ใช้โอกาสให้คุ้มค่า..มันก็ไม่ใช่แล้ว..
ทุกวันนี้เป็นยิ่งกว่าครูสอนหนังสือ ยังทำหน้าที่บริหารบนความยากลำบาก และปฏิบัติหน้าที่นักการภารโรง..เกือบเต็มตัว..เพื่อประคับประคองโรงเรียนให้อยู่รอด
ขึ้นชื่อว่า “คนทำงาน” ยังไงก็ทำได้ มันไม่ถึงขนาดต้องดิ้นหนีตาย ก็แค่กัดไม่ปล่อย ทุกอย่างจะเอาอยู่หมด อย่างน้อยก็ได้ทำตามฝัน เพราะได้ลงมือทำจริงและจริงจัง
ใครบอกไว้ก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นความจริงเลยสักนิดว่าความฝัน ไม่มีวันหมดอายุ..ลองมานั่งบริหารดูบ้าง..ไม่คิดทำตอนนี้จะไปทำตอนไหน เกษียณแล้วอยากจะมาทำตามฝัน อยากให้ตาย..เขาก็คงไม่ให้ทำ...
ผมก็แค่ไม่อยากใช้โอกาสแบบสิ้นเปลือง แล้วจะมานั่งเสียดายทีหลัง..ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและสุดความสามารถ โดยมีคาถา ๓ ข้อ สำหรับคนทำงานอย่างผม..ซึ่งก็คงไม่แตกต่างจากคนทั่วไปมากนัก
๑. ทุกครั้งที่รู้สึกแย่กว่าคนอื่นให้มองคนที่แย่กว่าเรา
จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้กำลังใจตัวเอง แล้วเดินหน้าไม่รั้งรอ อย่าท้อถอย..มีผู้คนมากมายที่เหงาหงอย เพราะไม่มีงานจะทำ หรือมีแต่ไม่คิดที่จะทำก็แล้วแต่..ได้ทำงานในสถานที่มีท้องทุ่งล้อมมุงด้วยต้นไม้ อากาศดีไม่มีควันพิษ รถก็ไม่ติด ก็ถือว่ามีบุญแล้ว..
๒. ทุกครั้งที่ได้รับการมอบหมายงานให้คิดว่าเป็น “โอกาส”ในการเรียนรู้ อย่าคิดว่าเป็น “การโยนงาน”
เมื่อครั้งเป็น “ศึกษานิเทศก์” ได้รับโอกาสบ่อยมาก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อการเรียนรู้ แถมได้”เจ้านาย”ดีเป็นต้นแบบ ความรู้สึกนึกรักความก้าวหน้า อยากเติบโตแบบเขาบ้าง จนในที่สุดก็ล้มป่วยเป็นมาลาเรียเกือบขึ้นสมอง..
จึงเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าแห่งการสู้งาน..แบบฝังรากลึก และยากที่จะเยียวยา
จนถึงทุกวันนี้..ได้รับมอบโอกาสไม่มาก เพราะผมไม่ก้มหัวหรืออ่อนข้อให้ใคร ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ถ้าเรียกใช้ไหว้วานก็ทำให้เต็มที่ ใช้ยุทธวิธีตีหัวเข้าบ้าน เพื่อสร้างโอกาส..ให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและนักเรียนให้มากที่สุด
บางครั้งก็เคยมี”จิตอาสา”บ้าง ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อองค์กรวิชาชีพ อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ตัวเองและใช้ผลงานสื่อสาร..เพราะถ้าไม่แน่จริง ผมไม่อาสาแน่นอน
๓. เราจะพัฒนาฝีมือได้ ต้องดูตัวอย่างคนที่เก่งกว่า ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่า...
แต่ต้องไม่พัฒนาเพื่อการแข่งขัน เพราะมันจะกลายเป็นกิเลส และที่สำคัญต้องมองคนเก่งให้เป็น อ่านให้ออกว่าเขาเก่งแบบไหน? คนเก่งมีเยอะแต่คนดีหายาก มีคนเก่งมากมายที่เห็นแก่ตัว ดีแต่พูดและไม่รู้จัก “การให้”มีมากมายในยุคสมัยนี้
คนเก่งที่ไม่มีคุณธรรม ยิ่งอันตรายมาก..บางทีก็ต้องคิดว่าเอาเยี่ยงได้แต่จงอย่าเอาอย่าง ก็แค่นั้น..
สำหรับผม..ในข้อนี้..มีคนเก่งให้ผมเป็นแบบอย่างน้อยมากในเรื่องงาน..อาจเป็นเพราะว่า..ผมเป็นคนทำงานเก่งอยู่แล้ว (ฮา) เรื่องจริงก็คือ ผมมองหาคนเก่งในการใช้ชีวิต และผมก็พบแล้ว ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านสามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชา..นำพาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงมาใช้ในชีวิตประจำวัน..
เพราะผมต้องการเดินตามรอยพ่อ..สานต่องานที่พ่อทำ..ทุกวันนี้จึงต้องทำงานอย่างอดทน อดกลั้นและอดออม..เพื่อความพร้อมอย่างพอเพียง..หลังเกษียณ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
<p> </p>