คอนเสิร์ตนกฮูก ๒๕๖๒

“โรงเรียนธำรงวัฒนา พัฒนาเยาวชน” ตัวอักษรสีเหลืองบนแผ่นป้ายสีน้ำเงินเก่าๆที่ถูกติดตั้งอยู่บริเวณประตูทางด้านทิศตะวันออกของโรงเรียน มันถูกเรียกว่าประตูด้านข้างมาแต่ไหนแต่ไร

“ธำรง ไม่มี ค์ นะพ่อ” เสียงเจ้าจ้าดังขึ้นมาในห้วงคำนึง

ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ต้องจูงมือลูกสาวเดินเข้าออกโรงเรียนแห่งนี้มาตั้งแต่เธอตัวเล็กๆ 
โรงเรียนที่ดูแทบจะไม่มีฟอร์มอะไรเลยเมื่อครั้งเปิดตัว ผมจำที่ได้คุยกับครูน้าไก่ในวันที่พาแป้งมาสมัครเข้าเรียนในวันแรกได้
“ผมไม่ได้ต้องการให้โรงเรียนทำให้ลูกผมเป็นเลิศทางวิชาการ เพราะเรื่องนั้นผมจัดการได้ แต่ผมอยากให้ลูกรู้สึกอยากมาโรงเรียนทุกวัน” 

และเมื่อการพูดคุยซักถามอย่างมากมายถึงแนวทางของโรงเรียน ผมจึงตัดสินใจให้แป้งได้เรียนที่นี่
โรงเรียนนกฮูก” ซึ่งในขณะนั้นน่าจะมีนักเรียนไม่ถึง ๓๐ คนด้วยซ้ำ (ทั้งโรงเรียน)

จากนั้นไม่นานนัก โรงเรียนได้ย้ายสถานที่มาอยู่ในที่ปัจจุบัน น้องจ้าได้ตามเข้ามาเรียน จนตอนนี้เจ้าคนโตเรียนมหาวิทยาลัย และน้องจ้าเรียนม.๒ อยู่อีกที่หนึ่งเข้าไปแล้ว

เราห่างหายจากโรงเรียนไปราวปีเศษ ห่างครู ห่างต้นไม้ ห่างฝูงไก่ต๊อก ห่างฝูกไก่แจ้ ห่างลานเอนกประสงค์หน้าเสาธง ห่างกีฬานกฮูก ห่างสัปดาห์วิชาการ ห่างข้าวเที่ยงยายหนุ่ย ห่างทุกอย่างของโรงเรียน ทำให้ในวันนี้ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งที่จะได้เดินเข้ามาในโรงเรียนพร้อมลูกสาว

เธอจะมาแสดงเปียโนใน “มินิคอนเสิร์ต” การแสดงดนตรีในตำนานของโรงเรียนที่จัดมาทุกปี ผมว่ามันน่าจะเกิน ๑๐ ปีเข้าไปแล้ว

เอาล่ะ ผมจะเล่าให้ฟังสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา (อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคนรู้จักหลายคนน่าจะนึกเรื่องราวออก ว่าผมจะเขียนอะไรต่อไปบ้าง เพราะเล่ามาได้เกือบทุกปีนั่นแหละ)
..............................

“คุณหมอคิดว่าจัดคอนเสิร์ตวันนี้ที่โรงเรียน เทียบกับเมื่อวานที่เมเจอร์สเกล อันไหนดีกว่ากันครับ”

คนถามกำลังถามเรื่องการแสดงเปียโนของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ครูอะกิโกะ ซึ่งปกติก็จะมีทุกปีในราวๆเดือนมีนาคม แต่ปีนี้มันถูกเลื่อนมาเสียไกล นั่นคงเพราะความไม่ลงตัวบางเรื่องกระมัง

ความพิเศษของคราวนี้มันอยู่ที่เด็กๆจะได้มีโอกาสซ้อมใหญ่ที่โรงเรียนดนตรีเมเจอร์สเกลกันก่อน ซึ่งเขาจัดขึ้นเมื่อวาน

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือโอกาสพิเศษอะไร แต่สำหรับผมมันพิเศษเนื่องจากจ้าได้รับหน้าที่เป็นพิธีกร เธอทำหน้าที่คู่กับแก้มหอม

ที่เมเจอร์สเกลบรรยากาศสบายๆครับ มีผู้ปกครองหลายคนมานั่งรอลูกตัวเองเรียนดนตรี ต่างคนต่างนั่งดูหน้าจอของตัวเอง และเมื่อเห็นว่าเด็กๆนกฮูกกลุ่มนี้เข้ามา พวกเขาจึงเริ่มให้ความสนใจ

“จ้าตื่นเต้นจังพ่อ” ท่าทางจะจริง เพราะเธอและแก้มทำท่าเหมือนจะท่องบท
“ใจเย็นๆลูก พิธีกรคือคนที่ทำให้งานดำเนินไปได้ ลูกลองเปลี่ยนจากการท่องบท มาเป็นการพูดคุยกับแก้มดูสิ พ่อว่ามันน่าจะทำให้ลูกผ่อนคลายและบรรยากาศของการแสดงจะได้ดูสนุกด้วยนะครับ” ผมแนะนำลูกสาว

ปรากฏว่าคำแนะนำมันได้ผล เพราะเธอและแก้มสามารถคุยกันสองคนจนได้ความ หันมาแนะนำนักดนตรี แซวนักแสดงได้อย่างกลมกลืน มันเหมือนมาพูดคุยกันบนเวทีที่น่ารักและเบาใจ 

น้องของขวัญ มีดี เปรม เอลลี่ ออริน และเหมยลี่ แสดงโซโล่
“ของขวัญ” เธอคือเด็กตัวน้อยที่มีความมุ่งมั่นสูงมาก ทักษะของปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้วมากมายนัก เช่นเดียวกับ “มีดี” ปีนี้เธอเล่นเพลง “The voyage of the bamboo boat” เพลงที่มีกลิ่นของญี่ปุ่นชัดเจน และเธอก็เล่นเปียโนได้ไพเราะจนผมต้องไปเปิดฟังอีกทีใน youtube เพื่อยืนยันความไพเราะนั้น “ออริน” แสดงเพลง Fur Elise ของบีโธเฟนได้อย่างลงตัว “เอลลี่” เธอเป็นสาวขึ้นอีกปี สาวน้อยที่เกิดมามีแขนขาที่ปกติเพียงข้างเดียว เธอแสดงเปียโนด้วยสำเนียงที่ต่างจากคนอื่น เพราะมือข้างที่เหลือนั้นยังคงเล่นได้แต่สำเนียงโซโล่ที่ไร้คอร์ท ความไพเราะมันไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์ของเพลงมากไปกว่าใจที่ต้องการแสดงออกใช่ไหม ผมมี ๒ มือ ผมยังทำได้เพียงแค่จิ้มตัวโน๊ตเท่านั้น

เห็นเอลลี่แสดงเปียโนทีไร ผมจุกในหัวใจทุกที พร้อมๆกับที่มันรู้สึกปีติมากมาย

การแสดงช่วงที่สองคือ ensemble
มันคือการแสดงด้วยคนหลายคน

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในตำนานของการสร้างสีสันในการแสดงของทุกปี โดยในปีนี้มีการแสดงราว ๖ เพลง
“จ้า แก้ม รัน และพี่มั่น” แสดงเมดเล่ย์เป็นเพลงสุดท้ายของงาน

นั่นคือซ้อมใหญ่ แต่ใจเกินร้อย

และวันนี้คือการแสดงของจริงในโรงเรียนนกฮูก

ผมสูดอากาศเข้าเต็มปอดเมือก้าวเข้าในเขตรั้วโรงเรียน

ช่วงบ่ายคลายร้อนลงมากจากฝนที่ตกพรำมาตั้งแต่ช่วงสาย ห้องแสดงดนตรีก็เย็นฉ่ำ นักดนตรีหน้าเดิมๆที่เคยเจอ พ่อแม่หน้าเดิมๆที่เคยพบ มันคือบรรยากาศเดิมๆที่สุขใจ ดังนั้นที่มีการถามว่า “วันนี้กับเมื่อวานต่างกันอย่างไร” ผมจึงตอบได้อย่างไม่ต้องคิด ว่ามันคือที่นี่ ห้องแสดงแบบนี้ กลิ่นแบบนี้ และเพื่อนๆร่วมฟังดนตรีแบบนี้

มันคือความทรงจำที่ดีจริงๆ

และแน่นอน เมื่อแสดงเสร็จก็มีปาร์ตี้ ซึ่งมันพีคพอๆกับการแสดงดนตรีของลูกๆนั่นแหละ

เห็นไหม ชีวิตของพวกผมและลูกๆของพวกเรา มันช่างสุนทรีย์ยิ่งนัก

ธนพันธ์ ชูบุญวิ่งเล่นไล่จับไก่แจ้ในโรงเรียน
๒๕ สค ๖๒



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)