ทำแท้ง MVA ขี้แตก


“มีอะไรไหมครับ พอดีผมจะรีบปิดร้าน เร่งด่วนมากไหม” ผมทักเธอออกไปเพราะว่าจะต้องรีบไปประชุมเตรียมจัดกิจกรรมให้กับแพทย์ประจำบ้านรุ่นใหม่ที่จะขึ้นเรียนและทำงานในเดือนกรกฎาคมนี้

“หนูจะมาปรึกษาหมอเรื่องท้องไม่พร้อมค่ะ” เธอคนที่ว่านี้ มายืนอยู่ที่เคาเตอร์หน้าห้องตรวจของผมอยู่ระยะหนึ่งแล้ว แต่เลือกที่จะไม่เข้าไปพบผมข้างในห้องตรวจ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหตุผลของเธอ

“เอิ่ม..ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับ พอดีต้องรีบปิดร้าน เพราะมีประชุมต่อ อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ทำแท้งแล้วนะครับ ถ้าหากจะถามว่าทำที่ไหน หมอจะแนะนำให้” ผมดูนาฬิกา ซึ่งเวลานั้นคือทุ่มครึ่ง

“แต่หมอคะ หนูไม่รู้จะตัดสินใจยังไง ว่าจะใช้วิธีไหนดีค่ะ” ได้ยินแบบนี้ ผมต้องหยุด นั่นแสดงว่าเธอคงได้ไปพบหมอจากที่ไหนมาสักแห่งแล้ว

“แล้วเธอว่ายังไงล่ะ” ผมเลือกที่จะหยุดฟัง

“หมอคะ หนูกลัว” 

เสียงแบบนี้แหละ ที่มักจะทำให้ผมแข้งขาอ่อนแรง เดินต่อไปไม่ไหว

“เอาล่ะ เล่ามา ผมจะตั้งใจฟัง” 

“หนูไปพบคุณหมอที่คลินิกนู้นมา” เธอบอกชื่อหมอที่เพิ่งไปรับการตรวจกันมา ซึ่งแน่นอนว่าหมอคนนี้ผมรู้จักเขาดี 

“หมอบอกว่าทำได้ ๒ วิธี คือใช้ยา กับดูดโพรงมดลูก” นั่นไง ถ้าขึ้นต้นว่า “ดูดโพรงมดลูก” แล้วล่ะก็ ผมนับว่าดี

“แล้วเธอกังวลเรื่องอะไรเหรอครับ” 

“กังวลไปทุกเรื่องเลยค่ะ คุณหมอบอกว่า ถ้าเลือกจะดูดก็สามารถทำได้เลย ไม่ต้องฉีดยาหรือดมยาสลบ แต่ถ้าเลือกใช้ยาทำแท้ง เลือดจะออกนานหน่อย”

“ก็เป็นอย่างนั้นครับ”

“ใจหนูก็อยากให้เสร็จเร็วๆ จะได้รีบกลับไปทำงานต่อ แต่ก็กลัวเจ็บ” เธอบอก
“แต่ถ้าจะให้ใช้ยาทำแท้ง หนูกลัวว่าเลือดมันจะออกเยอะและออกนานค่ะ”

“ก็เป็นเช่นนั้นครับ” เอ๊ะ..รู้สึกว่าผมจะพูดซ้ำ

“หมอคะ หมอช่วยแนะนำหน่อย ว่าหนูควรเลือกวิธีไหนดี” แน่ะ..มาแนวนี้อีกแล้ว

“ไม่รู้สิ หมอไม่เคยท้อง ไม่เคยถูกทำแท้งสักที” ใช่สิ ไอ้ที่ออกทุกๆวันนั่นน่ะ “ขี้” ไม่ใช่ “แท้ง”

“หมอออออ...” เธอลากเสียงยาว

อันที่จริงผมก็กวนเธอไปยังงั้นแหละ ก็เห็นว่าน่ารักหรอก จึงหยอกเล่น
..........................

กิจกรรมที่ผมจะต้องไปร่วมจัดให้กับแพทย์ประจำบ้านรุ่นใหม่นั้น เราเรียกชื่อว่า “non technical skill” 

ชื่อมันก็บอก ว่าไม่ใช่ technical skill นั่นสิ แล้วมันคืออะไร

ลองอ่านไปอย่างช้าๆ นะครับ
คนเป็นหมอ ทำงานรักษาคนไข้ เขาต้องใช้วิชาความรู้ทางด้านการแพทย์มาช่วยในการดูแลคนไข้ หมอสูติอย่างผมก็ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ประมวลข้อมูลเพื่อวินิจฉัยและจัดการรักษา ทั้งหมดนี้คือ technical skill มันคือทักษะความรู้ความสามารถทางวิชาการ

แล้วอะไรคือ non technical skill ล่ะ 

มันคือความสามารถอีกด้านที่เราต้องใช้ควบคู่กัน ในการส่งเสริมกิจกรรมการดูแลรักษาคนไข้ เพื่อให้เกิดความลื่นไหลและมีความปลอดภัย
เอาล่ะ บางคนเริ่มงง ผมจะลองยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้ (ตกลงจะให้อ่าน หรือให้ฟังวะ)

หมอจะเก่งแค่ไหน แต่หากคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ก็ดูแลคนไข้ได้ไม่สมบูรณ์ 
ผมกำลังพูดถึง ความสามารถในการสื่อสาร นั่นคือ การสื่อสารคือ non technical skill

หมอจะผ่าตัดเก่งแค่ไหน แต่หากการผ่าตัดไม่มีพยาบาลมาช่วย ไม่มีหมอดมยาสลบมาช่วย ไม่มีหมอผู้ช่วยมาช่วยกัน ไม่มีพยาบาลคอยวิ่งหยิบไหมหยิบเครื่องมือ ไม่มีหมออีกแผนกมาช่วยผ่าตัดหากเกิดปัญหา ไม่มีคนเข็นคนไข้เข้ามาให้ผ่าตัด หมอก็ผ่าตัดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งมีทุกองค์ประกอบครบถ้วน แต่หมอปากหมามาก เขวี้ยงข้าวของเมื่อโกรธ ด่าทุกคนที่ขัดใจ แม้การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์คนไข้ปลอดภัย แต่เพื่อนร่วมงานล้วนบอบช้ำ ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า การผ่าตัดนั้นสมบูรณ์แบบ และวันหนึ่ง ความผิดพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นมาจนได้ 
ผมกำลังพูดถึงทักษะการทำงานเป็นทีม นี่ก็คือ non technical skill

หมอมาทำงาน ทั้งๆที่เมื่อคืนอยู่เวร ถูกตามทั้งคืนจนดวงอาทิตย์ขึ้นมาแยงตา แล้วยังต้องมาดูคนไข้ในวอร์ดต่อเนื่อง จากนั้นต้องรีบวิ่งไปตรวจคนไข้ที่โอพีดี เล่นแบบนี้ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็เบลอ คนไข้เสียประโยชน์แน่ๆ มันต้องได้พัก ได้นอนก่อนมาทำงาน
ผมกำลังพูดถึงการจัดสรรเวลาเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน นี่ก็คือ non technical skill 

เห็นไหมครับ เบื้องหลังการทำงาน เราเก่งแต่วิชาไม่ได้ แต่เราต้องมีทักษะในเรื่องอื่นๆ ที่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็สำคัญมากพอๆกัน

non technical skill มีอีกหลายอย่างครับ แต่ผมอยากจะเล่าเรื่อง “การตระหนักรู้” หรือเรียกเล่นๆว่า “situation awareness” มันคือการรับรู้ว่า 
มีอะไร (รับรู้ว่ามีสิ่งนั้นอยู่) 
มันคืออะไร (คือการแปลความหมาย) 
แล้วจะเกิดอะไร (คาดการณ์)

เอาล่ะ ลองมาดูกัน ว่าขณะที่ผมคุยกับเธอผู้นั้นอยู่ ผมใช้ทักษะนี้อย่างไรบ้าง

“หมอคะ หนูกลัว” ผมต้องหยุดความรีบไว้ก่อน ที่ประชุมนั้นขาดผมได้ แต่คนไข้คนนี้อาจจะถึงคราวหายนะ หากเธอจะไปทำแท้งเถื่อน ผมกำลังรับรู้ และคาดการณ์ไปล่วงหน้า

“หมอบอกว่าจะดูดสดๆ” ผมได้ยินดังนั้นก็ตีความไปว่า เธอจะได้รับบริการที่มาตรฐานคือดูด ส่วนคำว่า สดๆ นั้นคงต้องคาดการณ์ไปก่อนว่าเธออาจจะรู้มาไม่หมด

“หนูกลัวว่ายาที่ใช้ทำแท้งจะทำให้เลือดออกเยอะ” ผมกำลังมองเห็นวิธีการใช้ยาเพื่อทำแท้ง ผมเข้าใจว่ากระบวนการทำให้แท้งเกิดอะไรขึ้นบ้าง และคาดการณ์ไปแล้วว่าเลือดจะออกประมาณไหนในอายุครรภ์ที่เธอมีอยู่ตอนนี้

แล้วก็ค่อยๆคุยกันไปจนเธอรู้สึกว่า คลินิกที่เธอกำลังจะไปรับบริการในวันรุ่งขึ้นนั้นมีมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง เราจึงได้แยกย้ายจากกัน

น่าสงสาร
ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทิ้ง ส่วนหนึ่งมักลงเอยแบบนี้ คนเจ็บตัวไม่เคยเป็นผู้ชาย คนเจ็บใจเสียใจไม่เคยเป็นผู้ชาย คนที่รู้สึกผิดไปตลอดก็ไม่เคยเป็นผู้ชายคนที่เลือกที่จะทิ้งผู้หญิงที่เขาทำให้ท้องและก็ทิ้งเธอไป

เอาเหอะ ผมเลือกที่จะปล่อยวาง ก่อนที่จะเดินไปที่รถ ปล่อยใจไปกับลมเย็นๆของช่วงต้นฤดูฝนที่พัดมาปะทะใบหน้าแทน ลมชื้นๆเย็นๆแบบนี้ อาจจะตามมาด้วยฝนห่าใหญ่ และเมื่อฝนเม็ดโตๆผ่านพ้นไป มันก็ถูกทดแทนด้วยกลิ่นสะอาดของมวลอากาศ ความรู้สึกสดชื่น และความเฉอะแฉะเมื่อย่ำเท้าลงไปบนถนนในเมืองใหญ่

ผมคิดถึงคนไข้คนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว จำได้ว่า ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนรู้วิธีการดูดโพรงมดลูกมาและเริ่มนำมาใช้ในโรงพยาบาล เราทำวิจัยและร่วมกันหาจุดที่เหมาะสมในการดูแลคนไข้ จนมั่นใจว่า การดูดโพรงมดลูกที่คลินิกนรีเวชนั้นปลอดภัย เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องพาคนไข้ไปดมยาสลบหรือบล็อกหลังในห้องผ่าตัด

“คุณหมอคะ พี่กลัว” หึหึ ตอนนั้นผมยังหนุ่ม คนไข้เป็นพยาบาล น่าจะมีอายุมากกว่าผมไม่กี่ปี เธอจึงต้องใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “พี่”

“ครับพี่ แต่ผมจะเตรียมปากมดลูกพี่ให้มันนุ่มก่อนด้วยยา cytotec เวลาสอดหลอดดูดผ่านเข้าไปพี่จะได้ปวดน้อยลง” อุปสรรคที่สำคัญของการดูดโพรงมดลูกคือความเจ็บในช่วงที่เราสอดหลอดพลาสติกผ่านปากมดลูกนี่แหละ ดังนั้นหากเราสามารถทำให้มันนุ่มๆ อ้าง่ายๆ ก็จะช่วยลดความเจ็บปวดลงได้มากจริงๆ

แต่ผมก็พอจะคาดการณ์ไปได้ว่า ผลข้างเคียงของยามันก็อาจจะทำให้คนไข้ปวดท้องเพราะมดลูกบีบตัว คลื่นไส้ ตัวร้อน บางคนอาจจะเกิดอาการท้องเสีย จึงได้บอกให้เธอได้เข้าใจ จะได้ไม่ต้องตื่นกลัวหากมีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้น

“พี่อมยาแล้วใช่ไหมครับ” ผมถามเธอก่อนที่จะให้เธอเปลื้องผ้าแล้วขึ้นเตียง (เอิ่ม...อันที่จริงก็แค่เปลี่ยนเป็นผ้าถุงเท่านั้นมั้ย)
“ค่ะ”

“มีอาการปวดท้อง ไข้ขึ้น หนาวสั่นไหมพี่” 
“มีค่ะ แต่พี่ทนได้ เมื่อกี๊ได้กินพอนสแตนไปแล้วด้วยค่ะ” นั่นคือยาแก้ปวดที่ใช้ร่วมกับพาราเซ็ตตามอล

“ผมสอดเครื่องมือเข้าในช่องคลอดนะครับ” ผมบอกเธอขณะใส่ปากเป็ดเพื่ออ้าช่องคลอด
“ทายาเย็นๆในช่องคลอดนะพี่” มันคือยาฆ่าเชื้อ
“พี่ครับ ผมสอดหลอดดูดเข้าไปนะครับ ตอนนี้จะอึดอัดนิดหน่อย ไม่ไหวบอกนะครับ” แล้วผมก็ค่อยๆสอดหลอดดูดพลาสติดก้านนั้นเข้าไป มันดูหลวมๆ สอดผ่านได้ง่าย คนไข้เลยไม่ค่อยอึดอัดนัก

จะเห็นว่าผมพยายามบอกคนไข้ตลอดเวลาว่าเราทำอะไรอยู่ ครูสอนมาว่า การบอกแบบนี้จะช่วยให้เขาลดความกลัวความกังวล อาการปวดจะลดเบาลงได้ด้วย นี่ก็คือ non technical skill

“โอเคไหมพี่”
“ได้ค่ะหมอ”
“ผมจะดูดแล้วนะครับ” ในทันทีที่ต่อกับกระบอกดูด ผมก็ปลดล็อก เครื่องมือก็เริ่มดูดโพรงมดลูกและสิ่งที่อยู่ในนั้นเริ่มไหลออกมา

ทุกอย่างดูเหมือนเรียบง่าย แต่ขณะที่มีเนื้อเยื่อออกมาอยู่นั้น เธอเริ่มโอดครวญ
“เป็นไงครับพี่”

“ปวดมากเลยค่ะ จู่ๆมันก็ปวดขึ้นมาอย่างแรง” เธอบอกพร้อมกับเริ่มเอามือจิกแขนตัวเอง
“อีกนิดเดียวนะพี่ อาการเจ็บมันบอกว่าน่าจะใกล้เสร็จ แต่เนื้อยังออกมากอยู่เลยนะครับ” ผมชักแปลกใจ

“คุณหมอ พี่ปวดมากเลยค่ะ”
“ได้ครับ ผมจะหยุดสักครู่นะครับ” แล้วผมก็ดึงเครื่องมือออกมา

“โอ๊ย ปวดจังเลยค่ะหมอ ทำไมมันปวดอย่างนี้” เธอมีอาการเกร็งบริเวณแก้มก้น น่าแปลกใจ ปกติเมื่อผมดึงหลอดดูดออกมา อาการปวดของคนไข้มักจะลดลงแทบจะในทันที อันนี้มันผิดความคาดหมาย ผมกำลังคาดการณ์ถึงสิ่งที่มันอาจจะกำลังเกิดขึ้นอยู่ภายใน 

หรือว่ามดลูกเธอทะลุ ไม่นะ ถ้าทะลุผมต้องรู้สึกผ่านมือของผมด้วย และนี่ก็ใช้หลอดพลาสติกหัวมน โอกาสทะลุมันยากมาก

หรือว่ามันมีเนื้อในโพรงมดลูกที่มากกว่าที่เห็นในอัลตราซาวนด์ อันนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหากมีเนื้อเยอะ เวลาดูดมักจะไม่ค่อยทำให้เจ็บด้วยซ้ำไป

อะไรวะ ผมเริ่มเหงื่อซึม คนไข้ดูบิดตัวไปมา เหงื่อออก กระสับกระส่าย

“เตรียมน้ำเกลือ เตรียมเจาะเลือด เรียกพี่พยาบาลหน้าห้องเข้ามาช่วยกันดู” ผมออกคำสั่งผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ

“คุณหมอ ไม่ต้อง ไม่ต้องเรียก พี่ปวดขี้ พี่จะไม่ไหวอยู่แล้ว” 

“ชิปหาย” ผมครางในใจ มันขำไม่ทัน เพราะตอนนี้เรายังมีเนื้อเยื่อค้างอยู่ มันยังดูดไม่หมด
ครั้นจะให้ไปขี้ตอนนี้ คงได้เป็นลมคาส้วมแน่ๆ (นี่คือการตระหนักรู้อีกอันหนึ่งครับ มันเห็นความเสี่ยงอีกอย่างรออยู่)

“เอาไงดีวะ” ผมนึกหาทางออกแทบไม่เจอ

“อาจารย์ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” เสียงสวรรค์จากพี่เยาว์ ผู้ช่วยพยาบาลคนฉลาดดังขึ้นมา

แล้วพี่เยาว์ก็หยิบตะกร้าใส่ผ้า เทผ้าออก แล้วใส่ถุงพลาสติกครอบลงไป

มันคือส้วมชั่วคราว

“อาจารย์ออกไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่ดูแลเอง” พี่เยาว์บอก
“ไหวนะพี่” ผมรู้สึกขอบคุณ และอีกใจก็อดห่วงเธอทั้งคู่ไม่ได้ เราไม่เคยเจอ ไม่เคยซักซ้อมกรณีที่คนไข้ทนผลข้างเคียงของ cytotec ไม่ไหวจนเกิดอาการขี้แตกแบบในคราวนี้

เรียบร้อยดี เธอขี้จนเสร็จเรียบร้อย เกลี้ยงไส้ และที่ดีกว่านั้นก็คือ เนื้อเยื่อในโพรงมดลูกก็ถูกบีบออกมาเพิ่มตอนที่เธอกำลังปล่อยอึออกมาอย่างได้อารมณ์
หลังจากเช็ดก้นกันจนรู้สึกว่าสะอาด ผมก็ตรวจอัลตราซาวนด์ดูพบว่าโพรงมดลูกดูเรียบร้อยดี ประเมินแล้วว่าชิ้นเนื้อที่ออกมาเพิ่มเติมในกองอึมหาศาลกองนั้นมันมีไม่มาก จึงเอาชิ้นเนื้อทั้งหมดที่ดูดได้มาก่อนหน้านี้ส่งไปตรวจได้เลย

ดีเหลือเกิน ที่ไม่ต้องไปเกลี่ยหาชิ้นเนื้อมาจากกองอึนั้นไปตรวจ ไม่งั้นหมอพยาธิวิทยาคงได้งง

อูย ภาพนั้นยังติดตา

ธนพันธ์ ชูบุญขรี้กระจาย
๒๘ มิย ๖๒

งงไหม ว่าเขานั่งอึกันยังไง

ตะกร้าส้วมชั่วคราวอันนั้นมันสูงราวฟุตหนึ่ง พี่เยาว์ให้คนไข้นั่งคุกเข่าและอ้าขาออก เอามือมาโอบเก้าอี้และโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แบบโอบกอดเก้าอี้นั่นแหละ แล้วก็ขี้ไป ถ้าเป็นลมก็จะได้ฟุบบนเก้าอี้ได้ และเราสามารถพลิกเธอให้นอนพื้นได้เลย
โคตรฉลาด

จบนะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)