ชีวิตคนใต้ อยากกินอาหารทะเลเมื่อไหร่ ก็แค่เดินออกไปชายหาด
พื้นลาดเอียงของทรายหน้าหาด ยามเอาปลายเท้าจิกปาดทรายตวัดทิ้ง สายตาเหลือบเห็น “หอยเสียบ” หอยสองฝาขนาดราวหนึ่งเซนติเมตรแทรกตัวอยู่ท่ามกลางเม็ดทรายที่ถูกปาดขึ้นมา
“มันคือตัวที่โชคร้ายในเช้าวันนี้” เด็กชายแป๊ะกระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจ หอยตัวจิ๋วเมื่อครู่ถูกโยนลงไปอยู่ในตะกร้าที่มีหอยเสียบกองรวมรออยู่หลายสิบตัว
นั่นคือความทรงจำวัยเด็ก ที่แม้กระทั่งวันนี้ ยามได้เดินที่หาดทราย ผมก็ยังคงติดนิสัยเดินเอาปลายเท้าปักและปาดหน้าทรายขึ้นมาเพื่อหาหอยเสียบเล่น ความเปลี่ยนไปก็คงเป็นเพียงการหาหอยเพื่อให้ลูกดู มิใช่เพื่อปากท้องอย่างแต่ก่อน
ทะเลสมัยนั้นยังคงสมบูรณ์
เดินย่ำเท้าลงไปในทะเลเสียงดัง “จ๋วม จ๋วม” สายตาก็ยังคงเสาะหาปูม้า สาหร่าย และหอยแครง รวมถึงหอยกลม ได้มาเมื่อไหร่ มันก็คือของกินที่ไม่เคยเหลือทิ้ง
นั่นคือความทรงจำ
มื้อเย็นวันนี้นึกอยากกินหอยและปู
คิดถึงเสียงดัง “จ๋วมๆ” แต่มันไม่มีทะเลอยู่ตรงหน้า แต่แหม..ถึงอยู่ทะเลก็คงไม่เดินลงไปหาของกินมาปรุงอีกต่อไป เพราะมันขี้เกียจ
ว่าแล้วก็ขับรถออกไปตลาดคลองเรียน
ท้องฟ้ามืดครึ้ม เสียงโครมครามด้านบน พายุฝนฟ้าคะนองมันอยู่บนนั้นไม่ไกล
“ไม่ตกหรอก” ผมนึกท้าทายในใจ แต่อย่างไรเสียก็ยังรีบจ้วงเท้าเข้าตลาดโดยไม่ลืมหยิบร่มออกไปด้วย
หอยแมลงภู่กิโลหนึ่ง
ปูเสือ ๓ ตัว ปูม้า ๑ ตัว และหอยหวานหนึ่งขยุ้มมือกอบมาชั่งกิโล ผมหยิบใบกระเพรามาอีกกำหนึ่ง ก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปขึ้นรถ
“เห็นไหม ฝนไม่ตกหรอก” ผมยิ้มกับตัวเองแบบขำๆ เช็ดเหงื่อ แล้วสตาร์ทรถกลับบ้าน
เข้าครัวสิครับ รออะไร
หอยแมลงภู่นำมาแกะดึงขนยุกยุ่ยแสนสกปรกนั้นออกไป ล้างให้สะอาด
น้ำล้างหอยเขาว่าดี ผมลองแอบดมดู กลิ่นคาวหอยจางๆลอยคลุ้งแตะจมูก จากนั้นจึงพามันไปรดที่โคนต้นพริก ต้นมะลิ และต้นกล้าจันทน์เทศ ล้างได้ ๕ น้ำ หอยก็สะอาด
“หอยสะอาด กินอร่อย หอยสะอาดกินดี หอยสะอาด กินได้อย่างปลอดภัย” ทำไมผมต้องรำพึงแบบนี้ด้วยวะ?
“จ้าครับ ลูกไปตัดตะไคร้มาให้พ่อต้นหนึ่งครับ” ผมตะโกนบอกลูกสาวที่นั่งดูทีวีอยู่
“ค่ะ” เธอตอบ
“แป้งครับ ลูกทำน้ำจิ้มให้พ่อหน่อยสิครับ” คำร้องขอถูกค้อนกลับด้วยสายตาที่ผมคุ้นเคย แล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาจากหลุมโซฟาเก่าๆอันนั้น และเพียงไม่นานนัก ผมก็ได้ยินเสียงโขลกครกดัง “กร๊กๆ”
ปูม้าและหอยหวานถูกวางลงไปในรังถึงที่มีตะไคร้และหอมแดงรออยู่
หม้อนี้น่าจะใช้เวลาสัก ๑๔ นาที หอยหวานเปลือกหนา น่าจะสุกยาก
หอยแมลงภู่ถูกใส่ลงในอีกหม้อหนึ่ง ใบกระเพราะ ตะไคร้ ใบกระวาน ถูกโยนลงไปที่ผิวหน้า เกลือเพียงหยิบมือ และไวน์แดงรสชาติไทยที่ดื่มไม่ลง (มันโคตรหวาน) ถูกบรรจงใส่ลงไปผสม น้ำเปล่าอีกนิดเดียวราดลงไปซ้ำ ปิดฝาแล้วเปิดเผาหัวเตาแก้ส
หม้อนี้รอ ๑๐ นาที
มะม่วงน้ำดอกไม้คนไข้ให้ (ชื่อสายพันธุ์นี้ออกจะยาวสักหน่อย) ถูกปอกวางเรียงชิ้น ลูกตาลสดพระมอบให้มา (มันคงเป็นลูกตาลสายพันธุ์ธรรมะ) ถูกปาดลอกผิว บางลูกยังไม่ปริแตก น้ำภายในน่าจะหวานชื่นใจ เลือกมาสักห้าหกลูก วางเรียงในอีกจาน
ราวหกโมงครึ่ง ทุกอย่างจึงพร้อมอยู่บนโต๊ะเล็กหน้าทีวี แจกันเราไม่มีจึงไปหยิบขวดเบียร์เบลเยี่ยมขวดเก่ามา ใส่น้ำลงไปค่อนขวด แล้วบรรจงปักตะไคร้ต้นนั้นลงไปประดับ
..................
“จ้าครับ ลูกไปตัดคะไคร้มาให้พ่อต้นหนึ่งครับ” เสียงที่ผมขอให้เจ้าคนเล็กไปตัดคะไคร้เมื่อครู่ยังดังก้องในหู
ผมเห็นเธอไปค้นอะไรสักอย่างในตู้เก็บอุปกรณ์ช่าง ผมเห็นแว้บๆ นั่นมันกรรไกรตัดกิ่งไม้ แล้วจ้าก็เดินออกไปตัดตะไคร้ เธอเดินกลับเข้ามาพร้อมตะไคร้ใบยาวปรกดิน
หือ..
“ตะไคร้ เค้าใช้มีดตัดที่โคนต้นนะครับลูก เราใช้ส่วนโคนมันมาทำอาหาร ลูกเล่นตัดมาจากกลางต้นแบบนี้ พ่อจะเอาไปทำอะไรได้วะ” ผมปล่อยเสียงหัวเราะลั่นครัว
ว่าจะเอาไปทิ้งก็เสียดาย
ผมเดินออกไปแซะโคนตะไคร้ส่วนที่เหลืออยู่มาใช้งาน
ส่วนลำต้นที่ถูกตัดออกมาอย่างผิดส่วนนั้น อย่างน้อยมันก็ยังมีประโยชน์
ปักใส่แจกันประดับเป็นพร็อพบนโต๊ะอาหารก็แล้วกัน
ธนพันธ์ ชูบุญสุรทรียะตะไคร้ปักขวดเบียร์
๒ มิย ๖๒