ผมนั่งดูการสาธิตสวมเสื้อชูชีพจากลูกเรือสาวสวยเสื้อสีส้ม

เกิดคำถามในใจ 

“เครื่องบินร่อนลงน้ำได้อย่างปลอดภัยจริงๆหรือ” ผมนึกถึงหนังเรื่อง “Sully” นึกถึงกัปตันซัลเลนเบอร์เกอร์ คนที่นำแอร์บัส ๓๒๐ ลงแม่น้ำฮัดสัน หลังจากบินชนฝูงนกจนเครื่องดับทั้ง ๒ เครื่อง 

ในเที่ยวบินนั้น ทุกคนมีโอกาสสวมชูชีพจากทางด้านศีรษะ รัดสายเข็มขัดด้านหน้าให้เข้ากับที่ กระตุกแถบสีแดงข้างลำตัวหลังออกจากเครื่องไปแล้ว ชูชีพจะพองตัวออก หากชูชีพไม่พองตัว ให้เป่าจากท่อด้านข้าง

และทุกคนในเที่ยวบินนั้นก็รอดชีวิต 

“พวกพี่ๆต้องเข้าซิมเพื่อฝึกบินร่อนลงน้ำไหมครับ” ผมถามครูนักบิน

“ไม่ต้องครับ” นั่นคือคำตอบ

“อ้าว..แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์เครื่องยนต์ดับทั้ง ๒ เครื่องล่ะครับ” ผมสงสัย

“มันก็มีตั้งหลายวิธีให้จัดการ ไอ้ที่จะต้องบินพาเอาเครื่องลงน้ำน้ันมันคือวิธีการสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก ส่วนใหญ่ท้องเครื่องจะแตก และไม่รอดสักคน” ผมนึกถึงภาพข่าวที่เคยดูตอนเด็กๆ ข่าวช่วง ๒ ทุ่ม จากทีวีช่อง ๗ สี ทีวีเพื่อคุณ

มีคนถ่ายวิดีโออยู่ริมทะเล แล้วเครื่องบินโดยสารลำใหญ่ก็ร่อนลงน้ำ ปีกด้านขวาสัมผัสพื้นน้ำ และจากนั้นเครื่องบินก็ถูกฉีกออก

“อ้าว..แล้วพวกพี่ๆน้องๆคนสวย มาสอนให้พวกผมใส่เสื้อชูชีพกันทำไม” มาแบบนี้ ผมก็งงสิครับ

.............................

“พี่หายไปนานเลยนะครับ” ผมมองไปยังผู้หญิงวัยกลางคนที่มีอายุเกินผมไปหน่อยหนึ่งที่ชื่อว่า “ซ่อนกลิ่น” แน่นอนว่าผมเป็นคนเปลี่ยนชื่อให้เธอเอง

“ค่ะ คุณหมอ พี่ไม่ค่อยว่าง” เธอหายไปจากผมนานราว ๖ ปี นั่นคือเพราะความไม่ว่าง

“พี่คิดว่า ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาดูแลตัวเองบ้างค่ะ จึงมาหาคุณหมอในวันนี้” 

“แล้วมีอาการผิดปกติอะไรบ้างไหมครับ” ผมถามก่อนที่จะเริ่มวางแผนเรื่องการตรวจภายใน

“มันเจ็บค่ะ ตั้งแต่หมดประจำเดือนมา พี่จะรู้สึกแสบร้อนบริเวณตรงนั้น มันทำให้รู้สึกไม่สบายตัว” พี่ซ่อนกลิ่นกำลังหมายถึงอาการที่เกิดจากความฝ่อแห้งบริเวณอวัยวะเพศของแก มันคงเกิดจากการขาดฮอร์โมน ซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองไประยะหนึ่งแล้ว

“แล้วพี่ได้มีเพศสัมพันธ์กับสามีบ้างไหมครับ” ผมยังคงประเมินคนไข้ของผมต่อไป

“ไม่มีเลยค่ะ ตั้งแต่เริ่มมีอาการแสบๆร้อนๆตรงนั้น พี่ก็ไม่ยอมให้แฟนมายุ่งด้วยอีกเลย”

“เหลือเดือนละครั้งได้ไหมครับ”

“นานกว่านั้นมากค่ะ” พี่ซ่อนกลิ่นหยุดนิดหนึ่ง

“มันคงจะนานมากพอ จนทำให้สามีของพี่ไปมีเมียน้อย”

อุย..ความรู้สึกผมสะดุด เหมือนเดินเอาหัวเข่าไปกระแทกมุมขอบไม้ของเตียงนอนดัง “ตึก” 

“พี่คิดว่ามันเป็นเพราะความบกพร่องของพี่เองค่ะ พวกเราผู้หญิงอาจจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำหรับผู้ชายแล้วมันไม่ใช่นะคะหมอ” 

“ครับพี่” ผมตอบรับได้เพียงเท่านี้ เพราะคิดหาคำพูดอื่นไม่ทัน ซึ่งฟังๆดูแล้ว เหมือนกับผมจะคล้อยตามที่แกพูด “สำหรับผู้ชาย มันเป็นเรื่องสำคัญ” จริงเหรอ

“จริงรึ”

“จริงซิ”

“แน่นะ”

“อ๋อ แม่มึงสิ” 

“ไม่ยั่วนะ”

“จะยั่วนิ”

อูย..เพลงพ่อแง่แม่งอนสมัยผมเรียนชั้น ป.๖ ที่ถูกแปลงจนหยาบคายแว่วมาในโสตประสาท

มันก็จริงบางส่วน ไม่จริงบางส่วนแหละ ผมแย้งพี่ซ่อนกลิ่นไปในใจ

“แล้วพี่ไปจับติดได้อย่างไรครับ” ผมเริ่มหาทางออกในการสนทนาต่อได้แล้ว

“ผู้หญิงเค้าโทรมาหาพี่ค่ะ”

หูย..มารูปแบบนี้ได้ ถือว่าเด็ด เธอคนนั้นคงมีดีพอดู

“เธอบอกว่า เธอเป็นเมียน้อยของสามีพี่มาระยะหนึ่งแล้วค่ะ”

พี่ซ่อนกลิ่นเป็นคนที่มีสติ ขณะเล่าเรื่องให้ผมฟัง เธอมีอาการสงบ ไม่มีอาการที่จะหลั่งน้ำตา ผมจึงยังไม่ได้เอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่มาเตรียมไว้

“สามีพี่แกกลับมานอนที่บ้านทุกคืน แม่สาวน้อยคนนั้นเธอคงกำลังรู้สึกอึดอัด เพราะไม่ได้ออกงาน ไม่ได้ไปเที่ยวบ้างเลย จึงต้องโทรศัพท์มาหาพี่นี่แหละ”

“แล้วตอนนั้นพี่ตกใจไหมครับ”

“ก็ตกใจนะคะ แต่พี่คิดว่า การฟูมฟายออกไปคงไม่เกิดประโยชน์ และอันที่จริง พี่คิดว่ามันยังคงมีอะไรบางอย่างที่ต้องทำอยู่” แบบนี้ไงครับ ที่ผมเรียกว่า “มีสติ”

“สามีพี่ทำอะไรให้น้องบ้างเหรอคะ” นั่นคือช่วงของการสนทนาระหว่างพี่ซ่อนกลิ่นกับเธอคนนั้น แกคงถามถึงผลประโยชน์พึงได้รับ มิใช่ “ทำรัก” เพียงอย่างเดียว

ผมนึกถึงคำพูดของใครสักคน ที่เคยบอกผมว่า ผู้ชายวัยผมนี่มักจะเนื้อหอม ไหนจะเริ่มใจเย็นเข้าใจโลก สุขุม มีตำแหน่ง และมีเงิน

“ก็มีรถกำลังผ่อน และเพิ่งซื้อบ้านด้วยกันค่ะ” เธอตอบมาทางปลายสายนั้น

“แล้วพี่ว่าไงบ้างล่ะคะ” เธอคนนั้นคงอยู่ในกิริยาต่อรอง

“พี่ก็ไม่ว่ายังไงล่ะค่ะ พี่ก็แค่เข้าใจ” เสียงผ่อนลมหายใจจากปลายสาย คงทำให้ความร้อนรนในการสนทนาได้คลายลงบ้าง เธอคงไม่อยากเชื่อนัก ว่าคนที่เป็นเมียหลวงร่วมกับผู้ชายของเธอนั้นใจเย็นและน่าจะใจดี

“พี่ขอบคุณคุณมาก ที่อุตส่าห์โทรศัพท์เข้ามาแจ้งนะคะ” อูย..จะใจดีไปถึงไหน ผมเริ่มจะรู้สึกอิจฉาผู้ชายคนนั้นขึ้นมาตะหงิดตะหงิด

“ก็แค่นับจากวันนี้ต่อไป น้องคงไม่ได้มีเงินใช้เดือนละหลายหมื่นเหมือนแต่ก่อน วันพรุ่งนี้เตรียมเอกสารรถไว้ให้พร้อมนะคะ เพราะพี่จะให้ไฟแน้นซ์ไปยึดเอาคืนมาไว้ที่บ้าน ส่วนเรื่องบ้านที่เพิ่งซื้อมา น้องก็รับผิดชอบต่อนะคะ เพราะพี่มีบ้านอยู่แล้ว น้องผ่อนเองได้ใช่ไหมคะ” แล้วปลายสายก็เงียบไปไร้ซึ่งความสดชื่นเหมือนตอนช่วงต้น 

“พี่ครับ พี่คิดได้ยังไง ทำไมจึงรวบรัดได้แบบนั้น” บทสนทนานี้อยู่ตรงหน้าแล้ว มันคือผม ที่เป็นคนสงสัยเสียเอง และตอนนี้ความรู้สึกอิจฉาชายคนนั้นมันหดหาย

“พี่ก็แค่ใช้สติ มันเป็นเพราะพี่เองที่ปล่อยปละละเลยสามีไปช่วงใหญ่” แกยังคงโทษตัวเอง

“คราวนี้ เค้าก็ต้องอยู่กับพี่ เงินเดือนพี่ริบหมด บัตรเอทีเอ็มอยู่ที่พี่ พี่จะให้เค้ารูดการ์ดของพี่ ใช้ไปเท่าไหร่พี่จะรู้ทันที ไอ้เงินที่ต้องให้ผู้หญิงเดือนละหมื่นๆนั้นก็จะไม่มีอีก ผู้ชายวัยนี้ หมดทรัพย์ไปใครเขาจะมาสนใจคะคุณหมอ”

ผมกำลังประเมินใจตัวเอง ว่ากำลังสะพรึงกลัวพี่ซ่อนกลิ่น หรือควรชื่นชมแกดี

“นี่เราคุยกันเมื่อวานเองค่ะ สามีพี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ทุกอย่างยังคงปกติ เมื่อครู่เค้าก็โทรมาบอกว่าซื้อกับข้าวมารออยู่ที่บ้านแล้ว” 

“ฟังดูเหมือนดีนะครับพี่” ผมตัดบทนิดหนึ่ง 

“มันก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องแบบนี้มันบั่นทอนครอบครัวเรามากจนเกินไปนี่คะคุณหมอ ถ้าเรายังรักกันเหมือนเมื่อก่อน เราก็ยังรักกัน แม้มันจะน้องลงไปบ้าง เราก็ยังรักกันไม่ใช่เหรอคะ”

“ครับพี่” ผมตอบกลับเหมือนคนจำนน แต่ในใจจริงแล้วรู้สึกเทิดทูน

..........................

กลับมา

“แล้วพวกพี่ๆน้องๆคนสวย มาสอนให้พวกผมใส่เสื้อชูชีพกันทำไม” ผมถามคำถามนั้นออกมาด้วยความงงงวย

“แล้วถ้าลงจอดในน้ำได้ด้วยความปลอดภัยล่ะ จะทำยังไง อุตส่าห์รอดจากเครื่องบินตกได้ แต่ต้องมาจมน้ำตาย อายผีพรายแย่เลย” พี่ยอด ครูฝึกลูกเรือเป็นคนอธิบาย

“มันก็ต้องฝึกไว้ครับ อันที่จริงมันก็เคยมีเหตุเกิดขึ้นที่สนามบินฮ่องกง ฝนตกและเครื่องลงสัมผัสพื้นได้แล้ว แต่มันไถลเลยรันเวย์ตกน้ำทะเลเลย เที่ยวบินนั้นไม่มีใครจมน้ำตายนะหมอแป๊ะ” แล้วทุกคนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมๆกัน

ผมนึกถึงพี่ซ่อนกลิ่น

ชีวิตคู่ผ่านเสียงโทรศัพท์ขณะนั้นคงเหมือนเครื่องบินดับกลางอากาศ สำหรับผมเรียกได้ว่ามันคืออุบัติเหตุชีวิตที่ทำให้คนบางคนไร้ทิศทาง แต่สติ ทำให้พี่ซ่อนกลิ่นสามารถประคองชีวิตในห้วงขณะที่รับโทรศัพท์นั้น รับมือกับมันได้อย่างดี แนบเนียน และไร้ที่ติ

คราวนี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตจริงๆหลังจากนั้น ก็ค่อยว่ากันอีกทีว่าจะไปกันอย่างไรต่อไป

ซ่อนกลิ่น กับ กัปตันซัลลี่ มันโคตรคล้ายกันเลย

เสียงสัญญาณรัดเข็มขัดดังขึ้น ลูกเรือสาวสวยเสื้อสีส้มสายการบินไทยยิ้มประกาศว่า กัปตันจะนำเครื่องลงน้ำ เอ้ย..ลงสู่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ 

แสงไฟในห้องโดยสารถูกหรี่ลง แล้วก็เสียงเพลง “ซ่อนกลิ่น” ดังแว่วมาในห้องโดยสาร

“ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน เหลือเพียงกลิ่นหัวใจ คลุ้งไปกับความเหงา....คงไว้ได้แค่กลิ่นที่ไม่เคยเลือนลา ยังหอมดังวันเก่า ยามเมื่อลมโชยมา...”

เอิ่ม บังเอิญชินแต่ท่อนฮุก

ธนพันธ์ ชูบุญคิดถึงปาล์มมี่