เธอพาแม่มาทำแท้ง

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร บอกหมอหน่อยได้ไหม”
ผมถามน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเข้ามาพบผมพร้อมกับแม่

“อยากเป็นผู้พิพากษาค่ะ” เธอตอบแล้วยิ้มให้ผมอย่างเขินๆ

“ทำไมล่ะ” บางที ไอ้คำถามประเภท “ทำไมล่ะ” ที่ถามออกไป อาจจะไม่ได้อยากรู้เหตุผลมากไปกว่าการต่อการสนทนา แต่สำหรับสาวน้อยคนนี้ ผมอยากรู้เหตุผลของความอยากเป็นผู้พิพากษาจริงๆของเธอ
......................

โดยปกติ เวลามีใครสักคนเข้ามาหาผมด้วยเรื่องท้องไม่พร้อม ผมมักจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าทุกข์ใจ ส่วนใหญ่มาคนเดียว ไม่ก็มีใครสักคนที่เพื่อนพาเข้ามา และที่พบบ่อยๆก็คือ คนเป็นแม่พาลูกสาวเข้ามาเพื่อขอให้ช่วยทำแท้งให้

“ลูกจะต้องเรียนหนังสือค่ะหมอ” แบบนี้ได้ยินบ่อย
“มันยังเด็กอยู่เลยนะหมอ” อันนี้ก็บ่อย
“มันรับผิดชอบตัวเองยังไม่ได้เลย แล้วจะดูลูกได้ยังไงล่ะหมอ” อันนี้ก็ชินมาก

แต่คราวนี้ผมรู้สึกสนใจในแม่ลูกคู่นี้มาก

“หมอคะ ฉันตั้งท้องค่ะ มีพยาบาลแนะนำให้มาพบหมอ เขาบอกว่าหมอสามารถช่วยได้” 

ที่ผมต้องสนใจ เพราะคนที่ตั้งท้องไม่พร้อมและอยากทำแท้งกลับกลายเป็นผู้ที่เป็นแม่ เธอมาพร้อมกับลูกสาววัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ทำไมล่ะ” ผมรีบวางความแปลกใจลงและเริ่มกระบวนการซักถาม 

“ไม่มีเงินค่ะหมอ พวกเราลำบากจริงๆ” เธอตอบ 
ผมสังเกตเห็นว่าเธอทั้งคู่หลบตาต่ำ

“ช่วยเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟังหน่อยได้ไหมล่ะ” 

“ที่บ้านมีปัญหาครอบครัวมากค่ะหมอ ฉันต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียว ขายของเบ็ดเตล็ดก็มีรายได้ราวสามร้อย ขายดีหน่อยก็ห้าร้อย แต่มันก็ยังไม่พอใช้หรอกค่ะ”

“แล้วสามีเธอล่ะ” ผมถาม

“เข้าออกแต่คุก เวลาออกมาก็ไม่ทำงาน แถมยังอารมณ์ก้าวร้าว ทำร้ายฉันและลูกอยู่บ่อยๆ” 

ผมหันไปมองสาวน้อยคนนั้น เธอนั่งฟังการสนทนาของหมอและแม่ของเธอ
“ลูกถูกพ่อตีบ้างมั้ย” ผมสงสัย เธอพยักหน้าตอบ
“เค้าจะโดนลูกหลงเวลาที่เข้าไปห้ามพ่อเวลาตีแม่ค่ะหมอ” ผู้เป็นแม่บอกมาเสียงแผ่วเบา
“แล้วเธอแก้ปัญหากันยังไงเหรอ” ผมรู้สึกอึดอัดเสียทุกทีที่รับทราบเรื่องความรุนแรงในครอบครัว

“ก็วิ่งหนีค่ะ วิ่งไปอยู่บ้านแม่” 
“แล้วมันไม่ตามไปเหรอ” 
“ไม่ค่ะ แถวบ้านแม่เค้าไม่ให้มันเข้ามาค่ะ ตอนนี้ฉันกับลูกจึงอยู่ที่บ้านของแม่” น้ำตาของผู้เป็นแม่เริ่มเอ่อ ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอ

“อายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ” ผมหันไปถามคนที่เป็นลูก เพราะเชื่อว่าตอนนี้แม่ของเธอคงยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม
“๑๖ ปีค่ะ”
“ม. ๕ ล่ะสิ” ผมคำนวณโดยอิงเอาตามอายุของลูกสาวตัวเอง เธอยิ้ม พยักหน้าเป็นเชิงตอบ

ลูกรู้ใช่ไหมครับ ว่าแม่ตั้งท้อง” 

“ค่ะ”

“แล้วลูกคิดว่ายังไงบ้างล่ะ” นับว่าเป็นความหาญกล้ามาก ที่ถามคำถามแบบนี้ออกไป

“ไม่อยากให้ทำค่ะ” เธอตอบ
“ทำไมเหรอ” ผมยังคงไม่หยุด

“หนูกลัวแม่บาป” ออ..เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง เจ้าหนูคนนี้มันน่ารักดี เธอกลัวแม่บาป เพราะเธอไม่อยากให้แม่บาป เธอรักแม่ไง

“แล้วรู้ไหม ว่าตอนนี้แม่รู้สึกยังไง” คำถามนี้ เป็นการประเมินผู้เป็นลูกสาวนะครับ

“แม่ก็เป็นทุกข์ค่ะ หนูเห็นแม่ร้องไห้ทุกวัน แม่บอกว่า แม่ก็ไม่ได้อยากเอาออก แต่พวกเราคงเลี้ยงน้องอีกคนไม่ไหว” ถึงตรงนี้ผมเตรียมกระดาษทิชชู่ไว้อีกแผ่น แต่ไม่มีร่องรอยของน้ำตาให้เห็น

“เอางี้ หมอขอถามอีกนิดได้ไหม” อันที่จริงก็ไม่นิดหรอก เพราะแต่ละคำถามที่ผ่านมานั้น คนที่ไม่เคยท้องไม่พร้อม คนที่ไม่เคยถูกคนในครอบครัวทำร้ายมาก่อนก็คงตอบไม่ได้

“เธอคิดว่ารายได้ของแม่ในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“น้อยค่ะคุณหมอ บางสัปดาห์ยายต้องให้เงินหนูใช้แทนแม่”
“นั่นสินะ วันละสามร้อยบาทนี่ก็น่าจะเกือบไม่พอ”

“แม่ต้องเลี้ยงคนกี่คนล่ะ” ผมยังคงไม่ได้ถามคนที่เป็นแม่นะครับ
“ก็มีหนู พี่ชายของหนู มันไม่ได้ไปเรียนแล้วค่ะหมอ มันมีเมีย มีลูก และมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน งานการก็ไม่ทำ” คำตอบมาพร้อมจินตนาการของผู้เป็นหมอที่มองสภาพของครอบครัวที่เธอประสบอยู่

“ก็เป็นว่า แม่หาเลี้ยงคนทั้งหมด ๕ ชีวิต รวมตัวแม่เองด้วย” ผมกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ไปเสียแล้ว

“ค่ะ”

ผมปล่อยให้ในห้องเงียบลงอึดใจหนึ่ง มันคือเทคนิคที่ผมเองรู้สึกได้ว่าดี มันทำให้เกิดการคิดไคร่ครวญ และมีความผ่อนคลายตามมาด้วยได้บ้าง

“แล้วลูกคิดว่ามันพอไหมล่ะ”
เธอส่ายหน้า
“แล้วถ้ามีน้องออกมาอีกคน ครอบครัวจะอยู่กันยังไง ช่วงที่แม่ท้องแก่ ช่วงที่แม่คลอดน้อง และเมื่อน้องเกิดออกมา และน้องก็ต้องกิน พวกเราก็ต้องใช้เงิน”

“น่าจะอยู่ยากมาก” เสียงเธอยังราบเรียบ ไร้การสั่นเครือ ต่างจากผู้เป็นแม่ ที่ตอนนี้ยังคงต้องการกระดาษทิชชู่เพิ่มเติม

“แล้วถ้าแม่ให้หมอทำแท้งนี่ เธอจะโกรธแม่ไหมล่ะ” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าจะช่วยให้หลายๆอย่างผ่อนคลายลง

“ไม่โกรธหรอกค่ะคุณหมอ มันจำเป็น” แล้วเธอก็เอื้อมมือมากำมือแม่เอาไว้

“ปัญหาก็แก้กันไปทีละเปลาะนะจ๊ะ อีกคำถามที่หมอจะถามเธอ” คราวนี้ผมหันมาทางแม่
“จะให้หมอคุมกำเนิดด้วยเลยไหมครับ”
คนเป็นแม่พยักหน้าตอบ

“เธองงไหม ทำไมหมออยากให้แม่คุมกำเนิด ในเมื่อเค้าแยกออกมาจากพ่อเธอแล้ว”
เธอส่ายหน้า ซึ่งมันน่าสนใจมากๆ ว่าทำไมเด็กม.๕ จึงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องแบบนี้

“เป็นเรื่องของแม่ค่ะ เรื่องของผู้ใหญ่ ชีวิตมันก็เป็นของแม่” 
ถึงตรงนี้ ผมจึงได้เข้าใจ ว่าทำไมคนไข้ของผมรายนี้ เธอจึงพาลูกสาวให้มาเป็นเพื่อนกันขณะที่มาพบผมเพื่อขอรับคำปรึกษาในเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต

“เอาล่ะ หมอเข้าใจในปัญหาของเธอนะ แต่ปัญหาของผมตอนนี้ก็คือ ผมไม่สามารถทำแท้งให้เธอได้ ผมจะฝากให้คุณหมออีกคนช่วยเธอแทนนะครับ”

แล้วผมก็เขียนจดหมายฝากติดตัวเธอไปเพื่อรับบริการจากหมออีกท่านที่เค้าสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างดีต่อไป
................

ผมไม่ได้ออกวิ่งมานานราว ๒ สัปดาห์ เนื่องเพราะขี้เกียจ 

ความขี้เกียจนี่มันเก่ง มันสามารถสร้างความชอบธรรมที่ทำให้เราคล้อยตามมันได้อยู่เสมอ 

เดี๋ยวฝนจะตก (ซึ่งในความเป็นจริง ผมแทบไม่เห็นความครึ้มบนท้องฟ้าเลย)

วันนี้ทำงานมาเหนื่อย (มันก็เหนื่อยบ้าง ไม่เหนื่อยบ้างมั้ย)

อยากซ้อมเป่าทรัมเป็ต (อันนี้จริง และจริงจนผมรู้สึกสงสารเพื่อนบ้าน)

อยากเปลี่ยนวิ่งเป็นตอนหัวรุ่ง (หึหึ หัวรุ่งพ่อง ตื่นก่อน ๗ โมงนิดเดียว เยี่ยวเสร็จก็ต้องเตรียมตัวไปส่งเจ้าจ้าไปโรงเรียน)

อยากดื่มเบียร์ (อันนี้เป็นข้ออ้าง แต่ถ้าได้ดื่มจริง ก็จะมีเมียมาขอจิบด้วย ดีไปอีกแบบ)

เห็นไหม ทั้งหมดมันน่าจะเกิดจากความขี้เกียจล้วนๆ

แต่คืนนี้ผมได้ออกวิ่งจริงๆ 

ผมเริ่มเปิดเพลงของ John Mayer แล้วเหน็บหูฟังไว้ที่หน้าหู

ขอสารภาพ 
อันที่จริงที่อยากวิ่งในคืนนี้ก็เพราะอ่านหนังสือเรื่อง “หนังสือเล่มที่ก้าว” ซึ่งเขียนเรื่อง “ตูน” 
ในเล่มเขาเขียนว่า เวลาที่คุณตูนเริ่มซ้อมวิ่ง เขาจะเปิดเพลงของ John Mayer ฟังไปตลอดการซ้อม ไอ้เราก็อยากเป็นแบบคุณตูน บอดี้สแลม เลยเปิดเพลงนี้ฟังและออกวิ่งบ้าง

ไงล่ะ

กิโลเมตรแรกแทบขาดใจ เพราะร้างลาไประยะหนึ่ง สงสัย John Mayer คงไม่สามารถทำให้ผมเป็นตูน บอดี้สแลมได้เสียแล้ว จะเป็นได้ก็เพียง “แป๊ะ บอดี้สะโหลสะเหล” ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นเพลงใน playlist ส่วนตัว

“ขอนไม้” มันถูกสุ่มขึ้นมาเป็นเพลงแรก แรงเริ่มมา เพราะฟังไป วิ่งไป ฮัมไป (แต่ร้องไม่ออก มันยังคงหอบ) คิดในใจ คืนนี้จะเอาให้ได้สักสี่กิโล เมื่อฮึดขึ้นมาขาก็ก้าวไป เพลงเปลี่ยนเป็น “ร่ำไร ไม่ลืม ร้องเพลง ยังขัดขืน..” เอาวะ สี่โลก็สี่โล

วิ่งเพลิน ผ่านเข้ากิโลที่หกได้ นึกย่ามใจ มันน่าจะจบที่แปดกิโลได้นี่นา

“คุณหมอ วิ่งได้กี่รอบแล้วจ๊ะ” เสียงคุณป้าที่สนิทกันแกปั่นจักรยานแซงมาและทักทายเหมือนทุกที
“ได้แปดกิโลครับ” ตอนนั้นผมลดความเร็วลงมาเพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนเป็นเดิน
“เก่งจังเลยนะคะ ไม่ได้เห็นระยะหนึ่ง ยังคงฟิตเปรี๊ยะ” แล้วคุณป้าก็ปั่นแซงผมไป ปล่อยให้คนที่กำลังเหนื่อยได้เดินตัวพองประหนึ่งอึ่งอ่าง

หึหึ ผมยังฟิตเปรี๊ยะ 
แน่สิ คนมันเคยวิ่งประจำนี่นา

ครึ้มใจ ฮัมเพลง “โอ๊ย โอ๊ย” ของพี่แจ้ เดินเข้าบ้าน

แล้วผมก็เห็นถุงดำสองถุงวางตั้งอยู่ที่ประตู 

มันคือถุงขยะที่ถูกวางไว้ชนิดที่จะอ้างว่าไม่เห็นก็ไม่ได้

รู้สึกเคืองขึ้นมาในทันที
“เหนื่อยนะเฟ้ย” คิดว่าจะไปตะคอกใส่เมียเมื่อเข้าบ้าน
“เอ๊า แล้วใครใช้ให้ไปวิ่งวะ” ผมแย้งตัวเองในใจ
“ทำไมไม่ไปทิ้งเองวะ” นั่นสิ เอามาวางไว้ที่ประตูหน้าบ้านเนี่ยนะ
“ก็ออกมาวิ่งเองนี่ แล้วนี่ก็แค่เดินหิ้วไปเอง ๒ ถุงนี่จิ๊บๆนี่นา” ผมยังคงถามตอบทะเลาะกับตัวเองอยู่อย่างไม่ลดละ
“ก็ได้” แล้วผมก็หยิบทั้ง ๒ ถุงนั้นเดินออกไปหน้าหมู่บ้าน

“นี่มันคือความรุนแรงในครอบครัวชัดๆ” ผมยังคงเคืองขุ่นอยู่ในใจ
“รุนแรงตรงไหนวะ” ผมกำลังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการเอาชนะคำสั่งของเมีย
“...” คิดไม่ออก คิดไม่ทัน ไม่กล้าคิด

แวบหนึ่ง ผมก็คิดถึงแม่ลูกคู่นั้น
ความรุนแรงในครอบครัวของเขาคือของจริง ของผมน่ะ “จิ๊บๆ” มันก็แค่เมียตั้งถุงขยะให้เราเอาไปทิ้งเองไง

เมื่อออกเดินก็เริ่มหายเคือง เดินไปไตร่ตรองไป ผมนึกถึงเจ้าสาวน้อยคนนั้น
“ทำไมจึงอยากเป็นผู้พิพากษาล่ะ”

ผมถามออกไป และก็ไม่ได้รับคำตอบมาจากเธอหรอก เธอแค่ยิ้ม และมีอะไรสักอย่างที่ผมรู้สึกได้ว่า “เหมาะเหลือเกิน”

ผมยกถุงขยะ ยกขึ้นยกลงสลับข้างเหมือนคนเล่นเวท 

หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง
ยุติธรรม ไม่ยุติธรรม 
ทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เถียงกันไม่จบ
คนหนึ่งไม่ได้ไปต่อ อีกห้าคนได้อยู่ต่อ

“อาจารย์ขา เคสที่อาจารย์ส่งมา มี ๒ ถุงค่ะ สงสัยจะเป็นแฝด” เสียงปลายสายก้องอยู่ในใจ

ธนพันธ์ ชูบุญปล่อยใจไปกับทรัมเป็ต
๑๙ มิย ๖๒



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)