คนแต่ละคนมีความซับซ้อนในวิธีคิด ความซับซ้อนในวิธีการทำงานในหลาย ๆ เรื่อง แต่ละส่วนมีทั้งหน้า และใจเป็นชั้นๆ ลงไปเรื่อยๆ ในลักษณะ ที่อาจจะต้องมีความจำเป็นที่ทำให้เราต้องมานั่งทำความเข้าใจ มานั่งอ่านความคิดกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 วันนี้ ผมขอเขียนให้ลงลึกไปอีกระดับหนึ่ง เรื่องความรู้หน้าไม่รู้ใจ ประเด็นของความรู้หน้าไม่รู้ใจ

แท้ที่จริงแล้ว คำนี้ไม่มีความหมายตรงๆ ซะทีเดียว  

แต่มีความหมายที่เป็นเชิงเปรียบเทียบซะมากกว่า เช่น เมื่อเราพูดถึงหน้า อาจจะเป็นผิวหน้านอกเลย แต่เมื่อลอกผิวหน้านอกออกไปแล้วก็ยังเป็นผิวหน้าในเข้าไปอีก เป็นชั้น ๆ เข้าไป

จนกว่าจะสิ้นสุดไปที่ไหน ผมก็ไม่แน่ใจว่า

แม้กระทั่งจิตใจเราก็ยังมีผิวหน้าภายนอก 

แล้วก็ยังมีผิวหน้าจิตใจภายใน ลึกเข้าไปชั้น ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น ในบทนี้ผมต้องการนำเสนอในแนวคิด ว่า  การรู้หน้า และรู้ใจในกระบวนการทำงานนั้น ก็ต้องค่อยระวังกันเป็นชั้น ๆ ไม่ใช่ว่ารู้หน้าชั้นหนื่งแล้ว ก็เลิกดูกันต่อไป

เพราะคนแต่ละคนมีความซับซ้อนในวิธีคิด ความซับซ้อนในวิธีการทำงานในหลาย ๆ เรื่อง

แต่ละส่วนมีทั้งหน้า  และใจเป็นชั้นๆ  ลงไปเรื่อยๆ

ในลักษณะนี้ อาจจะต้องมีความจำเป็นที่ทำให้เราต้องมานั่งทำความเข้าใจ มานั่งอ่านความคิดกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อ เรารู้จักใครคนใดคนหนึ่งเราก็จะรู้จักหน้า ในเบื้องต้น เราก็ค่อย ๆ มองใจเขาเข้าไป

เมื่อลอกชั้นนอกออกไปแล้ว เราก็จะรู้จักใจ   ผิวนอกและผิวในวนไปเรื่อย ๆ เหล่านี้ ทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจ

 จนถึงที่สุดแล้วเราก็จะรู้ถึงเกือบทุกกระบวนการในระบบการศึกษาหน้าและใจ

เพราะฉะนั้น การรู้หน้าและรู้ใจนั้น ความหมายจริงๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะมันมีหลายชั้น มันเป็นในเชิงของรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉะนั้น ผมจึงขอสะกิดไว้นิดหนึ่งว่า การรู้หน้าและรู้ใจอย่างเป็นชั้น ๆ

ลึกซึ้งเช่นนี้ เป็นเรื่องทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำงานกันไปแล้วแตกกะสานซ่านเซ็น

นั่นแสดงว่า แม้แต่หน้าเรายังไม่รู้ ใจยิ่งไม่รู้ใหญ่

แต่ ต้องแบบลึกเข้าไปจนในที่สุดรู้ใจกันเป็นส่วนใหญ่

คำว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ จึงมีความหมายลึกซึ้งเช่นนี้เองเชียวหรือครับ

 ขอบคุณมากครับ