ใครจะรู้ว่าจะได้มาถึงจุดนี้

ใครจะรู้ว่าจะได้มาถึงจุดนี้

15 ธันวาคม 2010 เวลา 15:35 น.

จากเด็กที่อยู่กับโคลน ขี่หลังควายร้องเพลง ทำนา ทำไรอยู่ที่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ไฟฟ้าก้ไม่มีต้องใช้ไต้ ที่ทำจากขี้ยางของไม้ ที่เอาใบตองมาห่อแล้วก็จุด ส่วนไฟที่ใช้ส่องนั้นจะเป็น แก๊สที่เป็นก้อนเพื่อใช้ส่องให้สว่าง พอมีแสงในตอนค่ำคืน ยามฝนฝนตกหนัก ยามหนาวก็นาวจับใจ หน้าร้อนนี่ก็ร้อนแสนจะทน วันเวลา ณ ตรงจุดนั้นเราก็ได้แต่วิ่งเล่นซนไปตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องอะไร ยังเพลิดเพลินกับการได้ใช้ชีวิตในวัยเด็ก มองออกไปข้างหน้ามีสีเขียวต้นไม้เขียว ชะอุ่ม ยามหน้าฝน วันเวลาผ่านไปแล้ววันแล้ววันเล่า นำพาให้เราเติบโตขึ้นมาจากเด็กกลายเป็นหนุ่มน้อย ผู้ซึ่งยังคงความดื้อในวันของเด็ก แต่เป็นหนุ่มน้อยผู้หลงไหลในศิลปะ เป็นชีวิตจิตใจ มีครั้งหนึ่ง อาจารย์ให้ไปวาดรูปแข่งขันระดับอำเภอ ด้วยความอวดเก่ง ก่อนที่จะไปแข่งขันค่ำคืนนั้นก้ได้ไป นวดข้าว(สีข้าวช่วยเพื่อน) กลับมาก็มีกันข้าวเลี้ยงกันเป็นธรรมดาก็มีเจ้า สุราขาวหรือเหล้าขาวบ้านผม รินมาเต็มแก้ว แล้วก็ยกแข่งกัน หลังจากวางแก้ว ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

  เช้ามามีคนตามให้ไปวาดรูป แต่มันไม่ไหวลุกก็ไม่ขึ้น ชุดนักเรียนก้ไม่ได้ซัก ใส่มันทั้งยับยู่ยี่ ไปแข่งกับเขา พอไปถึงนึกถึงตอนกินเหล้า ยกแก้วทีไรมันอยากจะอาเจียน แต่สุดท้ายการวาดรูปก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล สุดท้ายเมื่อวาดเสร็จไปนอนหลับบนรถกระบะของอาจารย์ไม่รู้เรื่องกับเขา ผลการประกวดออกมาได้รับรางวัลชมเชยอันดับสอง นั่นแค่เมา ถ้าไม่เมาจะขนาดไหนนี่คือประสบการณ์ของเราเอง การใช้ชีวิตช่วงนั้นก็เรื่อยๆ สนุกสนานไปตามประสา มีอะไรให้ทำก็ทำไป ไม่เคยบ่นเรื่องทำงาน งานหนักงานเบาทำได้โดยไม่บ่นไม่เบื่อไม่ขี้เกียจ จากเด็กเลียงวัว เลี้ยงควาย ยอมรับว่าตัวเองเป็นลูกชาวนา ทุกอย่างไม่ได้เกิดที่ดวงหากแต่มันเกิดกับการอยากรู้ การไขว่คว้า ความอยากเรียนรู้อยากจะเป็น อยากจะได้ หลังจากเรียนจบม.3 ก็ได้มาทำงานที่ สมุทรสาครกับพี่ก็อยู่ได้ไม่นานกลับมาบ้านแล้วก้กลับไปใหม่ สุดท้ายก็กลับมาอยู่บ้านทำนาปีหนึ่ง พี่ชายเห็นว่าไม่มีอะไรทำจึงให้ไปเรียน ช่างที่ จ.อุบลราชธานี ที่ วิทยาลัย สาระพัดช่าง หลักสูตรระยะสั้น เป็นช่างแอร์ ก็เรียนจนจบหลักสูตร แต่ก็ยังไม่ได้รับใบประกาศณียบัตร เพราะยังไม่ได้ไปรับ ช่วงนี้ยังจบ ม.3 อยู่ อยู่ทำนาหนึ่งปีเพื่อช่วยพอแม่ ที่บ้าน ด้วยความกตัญญูต่อพ่อแม่ ปู่ตา ยาย ก็ตัดสินใจลาบวชหนึ่งพรรษา ช่วงที่บวชอยู่นั้นได้เรียน กศน. ไปด้วย ทั้งในตอนที่บวชอยู่วัดก็ได้อ่านหนังสืออยากจะเรียนมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่เป็นคนบ้านนอกเลยไม่รู้มหาวิทยาลัยมันคืออะไร อีกทั้งอายุก็มาแล้วด้วย แต่ในใจอยากจะเรียน ในที่สุดก็ได้มีโอกาศเข้ามาเรียนในรั้วรังสิตด้วยทุน บริการสังคม หรือ ทุนสมัชชาเกษตรกรรายย่อย(ภาคอีสาน) เป็นตัวแทน 1-2 คนทั้วประเทศที่ได้เข้ามาเรียนที่ม.รังสิตแห่งนี้ จากการที่ได้เข้ามาเรียนหนังสือ ได้รู้เรื่องราว ได้เปิดโลกกว้าง เปิดหน้าต่างอีกบาน และอีกหลายๆบาน ได้พบเจอบุคคลมากมาย ได้ใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญที่เราเองได้ชื่นชอบ นี่น่าจะเป็นกำไรชีวิต แม้เรื่องราวอะไรที่มันจะผ่านไปแล้ว และด้วยความที่มันดี และไม่ดี ด้วยการกระทำของตัวเราเอง ก็ขอทิ้งไว้ที่กรุงเทพ แต่จะเก็บเอาเรื่องราวดีๆไว้ที่ กรุงเทพ ขอหันหลังกลับไปอยู่ที่ๆเรามา ขอไปเริ่มทำสิ่งที่เราได้คิดไว้ที่บ้านเราดีกว่า เพราะมันเป็นอะไรที่เรารักษ์ กับธรรมชาติ

         กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ขอขอบคุณ คุณบิดา มารดา อาจารย์ที่ช่วยสั่งสอนให้ความรู้ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยเป็นกำลังใจ คอยช่วยเหลือ ขอบคุณน้องๆที่คอยเป็นกำลังใจ ช่วยเหลือ ขอบคุณสิ่งรอบข้าง ขอบคุณทุกอย่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสากลโลกนี้ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิตที่มันเป็นเรื่องราวที่เราได้ประสพพบเจอสิ่งดีๆ และสวยงาม และสุดท้ายขอขอบคุณ คนที่คิดว่าเขาคือคนท่ดีเสมอ นั้นคือคนที่เรารักเสมอ และจะจำไว้ในสิ่งดีๆ ทุกอย่าง ขอบนคุณที่่ยังคอยเป็นกำลังใจให้นะ รัตติกาล..ขอบคุณทุกคครับ จริงๆ จากใจ

ใครอ่านจนจบขอให้มีความสุขในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงเสมอ  เจอแต่สิ่งดีๆ สวัสดีครับแล้วมาพอกันใหม่ ในบทความใหม่กับคนเขียนนคนเดิม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเล่มใหม่



ความเห็น (0)