ผมใช้ชื่อเรื่องว่า "เวลาในการเดินทาง"

ผมใช้ชื่อเรื่องว่า "เวลาในการเดินทาง"

21 ธันวาคม 2010 เวลา 16:05 น.

บางครั้งเวลาเราเดินทางไม่ว่าจะเป็นตามท้องถนน รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟไต้ดิน หรือแม้แต่การเดิน ผมมักจะมีความรู้สึกเสมอว่าทำไมเราไม่เอา สมุดโน๊ตติดตัวมาด้วย เพราะเวลาที่เดินทางผมมักจะคิดอยากจะเขียน ความคิดมันเรียบเรียงเป็นเรื่องราวออกมาบนหัวสมองของผม ผมเริ่มตั้งแต่การดินออกมาจากหอพัก โดยการปีนข้ามกำแพงที่เขามีบันไดไม้ ให้ปีนข้ามไปเดินผ่านผู้คนมากมายทั้งนักเรียนและอีกหลายๆคนที่ไม่ได้เอ่ย  แต่ละคนที่มายืนรอบนรถเมล์เพื่อที่จะได้ขึ้นรถ กลับบ้าน หรือแม้แต่การไปยังจุดหมายที่เขาต้องการ นั่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขา แต่มันยังอยู่ในความสนใจของผมเอง ผมสนใจเรื่องที่เขาคุยกัน แม้จะไม่ได้เจาะลึกอะไรมากมาย แต่มันก็เป็นการรับรู้ในโสตประสาทของเราเองว่าเขาไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร เมื่อผมเดินขึ้นบนรถสองแถวรถที่วิ่งไปข้างหน้าเพื่อไปส่งผู้โดยสาร ด้วยความช้าเพราะต้องคอยรับผู้โดยสาร ผมกดกลิ่งแล้วเดินลงจากรถสองแถว พร้อมทั้งจ่ายค่ารถ 5 บาท เพราะระยะทางมันไม่ไกลเท่าไหร่นัก พอจ่ายค่ารถเสร็จผมก็เดินมุ่งหน้าตรงไปขุ้นรถตู้ที่จอดรอผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าสู้สนามบิน เพื่อไปทำหน้าที่ของแต่ละคน บางคนก็แต่งตัวสุดเท่ห์ จนถึงระดับปานกลาง และระดับธรรมดาที่แต่งตัวตามสบาย เพื่อไปทำหน้าที่ของเขาพอขึ้นรถตู้เสร็จก็ต้องรอผู้โดยสารที่ เดินมาเรื่อยๆจนกว่ารถตู้จะเต็ม พอเต็มรถก็วิ่งออกไปสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งใช้วเวลาไม่นานนักในการเดินทางไปสนามบิน การเก็บเงินของรถตู้ที่เดินทางไปสนามบิน ก็จะมีแบบการให้จ่ายก่อนลง และก็พอถึงที่ก็ค่อยจ่ายทีหลัง รถวิ่งตรงสู่สนามบิน ผมก็จะมองสิ่งที่อยู่รอบๆสนามบินซึ่งเป็นที่กว้างมาก และต้นไม่ที่อยู่เกาะกลางที่กำลังปรับปรุงเสร็จไปไม่นาน มันทำให้ผมสบายใจในการเดินทาง เพราะการได้เห็นอะไรสีเขียวที่อยู่สองข้างถนน

        ผู้โดยสารแต่ละคนก็จะลงในที่ที่เขาจะไป เขาจะไปอาคารไหน ก็ต้องลงตรงนั้นเพื่อขึ้นรถต่อไป ส่วนตัวผมเอง ผมจะไปแอร์พอร์ตลิงค์ เป้าหมายคือการเดินทางไปหาเพื่อนที่อยู่คลองตัน ซึ่งต้องนั่งไปลงสถานี รามคำแหง ก็ใช้เวลาไม่ไกลนักในการเดินทางเช่นเดียวกัน เมื่อรถตู้วิงมาจอดที่ป้ายอาคารผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เมื่อจ่ายเงินค่ารถ 10 เสร็จแล้วผมก็เดินตรงไปยังแอร์พอร์ตลิง ซึ่งจะอยู่ชั้นไต้ดินของอาคารผู้โดยสาร จะมีบันไดเลื่อนลงสู่ชั้นไต้ดิน ผมก็เดินลงไป โดยให้มันไหลไปช้าๆๆ แล้วพอถึงจุดหมายที่ผมจะต้องไปซื้อตั๋ว ตอนนี้เป็นเหรียญแล้ว ต้องใช้มือจิ้มเหมือนกับการใช้มือสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ จะเป็นอะไรก็ตามเถอะ เอาเป็นว่าผมใช้เป็นก็แล้วกัน เมื่อผมเลือกสถานีปลายทางเสร็จหน้าจอก็จะขึ้น ว่าจะไปคนเดียวหรือสามคน หรือ หลายๆคน ผมไปคนเดียวผมก็จิ้มคนเดียว พอหลังจากนั้นก็จะมีราคาค่าโดยสารปลายทางว่าเท่าไหร่ สำหรับปลายทางของผม 15 บาทไปลงสถานีรามคำแหง พอรู้ราคาเสร็จก็หยอดเหรียญหรือว่า สอดเงินธนาบัติเข้าไประบบก็จะทอนเป็นเหรียญให้ ตามจำนวนเงินทอน พอเราได้หยอดเหรียญเสร็จ ก็จะได้เหรียญออกมา หน้าตามันก็เป็นเหรียญ กลมๆสีแดงมีป้ายตราสัญลักษ์เหมือนอะไรสักอย่างที่ผมได้เห็นมา พอได้มาผมก็เดินไปเพื่อจะต้องไปขึ้นรถไฟ หรือแอร์พอร์ตลิงค์ที่เขาเรียกกัน

            การเดินทางของผมเกิดขึ้นทุกวันและการเก็บเอาบรรยากาศในการเดินทางนี้มันทำให้ผมอยากจะบอกว่าผมเจออะไรมาบ้าง เรามาต่อกันเลยนะครับ พอได้เหรียญมาผมก็ว่าจะนำไปเตะให้ตรงที่เราเดินผ่านมันเปิดให้ แต่มันมันไม่ยอมเปิดให้ พอมันไม่เปิดมันก็เกิดเป็นการหน้าแตก แต่มันก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่แตะเหรียญแล้วประตูไม่ยอมเปิดเป็นหลายคนเหมือนกัน รวมทั้งชาวต่างชาติด้วย ผมไม่รู้หรอกว่า หรือคนบางคนอาจจะไม่คิดเหมือนผมหรอกว่าการที่ได้นั่ง หรือเดินผ่าน หรือการได้เห็นชาวต่างชาติที่เขามาท่องเที่ยวว่าเขามาจากไหน หรือทำงานอะไร แต่ผมสนใจอย่างหนึ่งคือ เขาเป็นใคร เขาทำงานอะไรเขาถึงได้มีเงินมาท่องเที่ยวอย่างนี้ เขาใส่รองเท้ายี่ห้ออะไร นาฬิกา หรือแม้แต่เสื้อผ้า เขาซื้อมาจากไหน และเขารู็สึกอย่างไรเมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเรา และเขาจะไปไหน ผมเฝ้าแต่คิดเสมอ เวลาที่เขา กางแผนที่ และเขาทำท่าทางงงๆ ว่าที่นี่มันจะไปไหน แต่เราก็พอรู้ภาษานิดเดียวก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปบอกเขา เพราะผมรู้สึกได้ว่าเขาไม่รู้ว่าจุดหมายที่เขาจะเดินทางนั้นจะไปไหนกันแน่ มันคือสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับตัวเราเอง ในเมื่อเราไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ก็นิ่งซะจะดีที่สุด พอเข้ามาที่ข้างในรถไฟ คนมากมายเดินเข้ามา เสียงพูดคุยดังมาจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง บ้างก็เป็นคนไทย บ้างก็เป็นชาวต่างชาติ มีกระเป๋าดำใบใหญ่ที่เขานำมาด้วย ท่าทางจะหนัก อืม แต่ดูเขาแล้วเขาก็มีความสุขดีกับการที่เขาได้มาเที่ยวในประเทศของเรา รถไฟได้ออกจากสถานี การพูดคุยก็เริ่มมีขึ้นมา เสียงการสนทนาโต้ตอบกันเป็นระยะ ส่วนตัวผมเองก็ได้แต่ยืนส่องกระจก แอบคิดไปว่าเราก็ได้มาเรียนรู้อะไรที่มันแตกต่างเหมือนกัน รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆผ่านสถานี ลาดกระบัง บ้านทับช้าง หัวหมาก และก็รามคำแหงซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเป้าหมายในเวลาในการเดินทางของเราเอง

            เรื่องราวต่างๆที่มันเกิดขึ้นกับเรา มันไม่สามารถที่จะนำมาเขียนย้อนหลังได้ดี เท่าการที่ได้เขียนในความรู้สึกในตอนที่เราได้อยู่ตรงนั้นมันถึงจะมีความรู้สึกตรงนั้นจริงๆ การบรรยายมันจะออกมาแบบดิบๆ และทำให้สนุกกับการได้อยู่ตรงนั้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเล่มใหม่



ความเห็น (0)