วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ ไปทำหน้าที่ในบทบาทอาจารย์นิเทศก์ นิเทศการสอนของนิสิตฝึกงาน ณ โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อ.ยางตลาด ครั้งนี้ไปเป็นครั้งที่ ๒ ของปีการศึกษา คุณครูที่โรงเรียนบอกผมว่า ขอบคุณมากนะที่ส่งนิสิตมือหนึ่งมาให้ นิสิตทั้งสองคนที่มาฝึกสอนที่นี่ปีนี้ สร้างชื่อเสียงให้หลักสูตรและมหาวิทยาลัยอย่างดี ... แบบนี้รุ่นน้องก็จะได้รับโอกาสดีนี้ต่อไปครับ
ผมไปถึงก่อนเวลาพอสมควร นั่งฟังท่าน ผอ.และคุณครูทำกิจกรรมหน้าเสาธง ทราบว่า ช่วงนี้ทางโรงเรียนกำลังเตรียมตัวเพื่อรับการประเมิน สมศ. รอบที่ ๔ ที่พักไปนาน ... ในใจผมนึกว่า ถึงจะปรับทิศทางหรือสื่อสารอย่างไร การตั้งท่ามาประเมินแบบนั้น ยังไงก็กระทบครูในชั้นเรียนอยู่ดี ซึ่งก็คือกระทบนักเรียนนั่นเอง .... ทำไมเขาไม่เลิกไปเสีย แล้วปล่อยให้ "คนสนใจการศึกษา" ในพื้นที่มาหาทางกันเอง
นิสิตคนที่ ๑
นิสิตคนที่ ๑ สอนเรื่องโครงสร้างอะตอม ไอเดียในการสอนคือ ให้เด็ก ๆ แบ่งกันเป็นกลุ่ม แล้วศึกษาดวยตนเอง ก่อนจะให้ลงมือทำแบบจำลองโครงสร้างอะตอมของธาตุที่สุ่มเลือกได้ ซึ่งคุณครูจะเตรียมมาให้ในลักษณะ "เมมโม่" การะดาษพับขนาดโพสท์อิท ดังรูป

สังเกตว่า สื่อ "เมมโม่" ที่คุณครูเตรียมน่าจะใช้เวลาพอสมควร เพราะน่าจะทำด้วยตนเองทั้งหมด แต่หลังจากสอนเสร็จแล้ว นิสิตสะท้อนว่า ตนเองต้องการเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ จึงขอให้กำลังใจ และขอป้อนกลับให้นำไปคิดต่อดังนี้ครับ
- เมื่อเห็นแผนการสอน ....มีความเห็นว่า สาระที่กำหนดในแผนการสอนเรื่องโครงสร้างอะตอม ซึ่งคงจะกำหนดเป้าหมายไว้ในหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.๒๕๕๑ หรือฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นเนื้อหาที่ "ไม่เท่าทันสมัย" กับองค์ความรู้และความเข้าใจใหม่ ๆ ซึ่งได้รับการยอมรับแล้ว และเมื่อไปตรวจสอบเนื้อหาในหนังสือของ สสวท. (สำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตหนังสือตามหลักสูตรฯ ก็เห็นเป็นเช่นนั้นจริง ๆ พบว่ามีเนื้อหาไม่ครอบคลุมความคิดรวบยอดความคิดเบื้องต้นที่ นักเรียนควรจะทราบ เช่น
- ความคิดรอบยอดของ โครงสร้างอะตอม ในหนังสือ สสวท. กล่าวถึง โมเดลของจอห์ ดอนตันเท่านั้น ... ควรจัดให้นักเรียนได้เห็นลักษณะของโครงสร้างอะตอมของโบว์ (Bohr atom) โมเดลของอะตอมแบบกลุ่มหมอกไปเลย
- สสวท. น่าจะมีเจตนาปูพื้นฐานความคิดรวบยอดว่า ทุกสิ่งอย่างประกอบขึ้นจากอะตอม และอะตอมมีโครงสร้างอะตอมเบื้องต้นคือ มีนิวเคลียสซึ่งโปรตอนและนิวตรอน และมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ และจำนวนอนุภาคในโครงสร้างอะตอมนี้เองที่ทำให้ธาตุแต่ละธาตุมีความแตกต่างกัน ... แต่ถ้าครู่ไม่เข้าใจในเจตนานี้ คุณครูจะไปยึดเอาเนื้อหาความรู้ที่ตอนสมัยเป็นนักเรียนตนเองได้เรียนมา จดจำมา เช่น อะตอมคือสิ่งที่แยกออกอีกไม่ได้ ตามความหมายในภาษากรีก ซึ่งยังคงกล่าวไว้ในหนังสือ แต่ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบแล้วว่า โปรตอน นิวตรอน นั้นประกอบขึ้นจากควาร์ก (quark) ชนิดต่าง ๆ และนอกจากอนุภาคเหล่านี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบอนุภาคชนิดต่าง ๆ อีกหลายสิบชนิด ... เสนอว่า เราควรจะศึกษาให้ทันสมัย และสอนตรงลงไปเลยว่า ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับโครงสร้างอะตอม
- ฯลฯ
- ช่วงต้น ๆ ของการสอน คุณครูฝึกสอน ไม่ลืมที่จะทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นมากและดีมาก แต่หากเพิ่มเติมเทคนิคบางอย่างเพื่อให้มั่นใจว่า เด็ก ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วมจะดีมาก ... เช่น การให้เด็กมีส่วนร่วมโดยการประเมินตนเองด้วยมือ ๕ นิ้ว คล้าย ๆ กับที่เราทำแบบสอบถาม ๕ ระดับ (rating scale) แต่แทนที่จะเขียนตอบ เป็นการยกมือชูนิ้วแทน ซึ่งสามารถประเมินได้ทันที และมีข้อดีที่เด็ก ๆ ทุกคนจะได้มีส่วนร่วม และได้ฝึกประเมินตนเอง
- เมื่อใดที่แบ่งกลุ่ม แสดงว่า เราจะได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม หรือทักษะความร่วมมือ แต่ถ้าสังเกตให้ดี ช่วงแรก ๆ เด็ก ๆ จะยังไม่สามารถ "คิดงาน" เองได้ และยังไม่สามารถจะมอบหมายหน้าที่กันได้ คุณครูจึงต้องใช้ "ใบงาน" "ใบกิจกรรม" เข้าช่วย และถ้าจำเป็น (สังเกตเห็นว่าเด็กไม่สามารถรันกระบวนการกลุ่มได้) คุณครูควรจะสนับสนุนหรือก่อน เช่น กำหนดหน้าที่ให้ พาให้แบ่งหน้าที่ กำหนดให้ช่วยกันเลือกหัวหน้า เลขาฯ ... เมื่อนักเรียนทำงานเป็นทีมเป็นบ้างแล้ว ครูจึงค่อย ๆ ถอยออกมาเป็นผู้สะท้อนป้อนกลับเพื่อให้นักเรียนพัฒนาต่อไป
- หน้าที่ของการเป็น "ครูวิทยาศาสตร์" คือ การปลูกฝัง "จิตวิทยาศาสตร์" และ ฝึก "ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์" ให้ผู้เรียน ในบางหัวเรื่อง (บางแผนการสอน) อาจไม่เหมาะสมที่จะออกแบบการสอนที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทดลอง อีกวิธีการหนึ่งของการปลูกฝังจิตวิทยาศาสตร์ คือ การสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านเรื่องเล่า เรียกว่า "เรื่องเล่าเร้าพลัง" โดยเล่าถึงประวัติชีวิตของนักวิทยาศาสตร์สำคัญ ๆ และเล่าให้ชัดถึงกระบวนการค้นพบองค์ความรู้ที่กำลังจะเรียนนี้ ... เท่าที่อาจารย์สืบค้นดู ทาง สสวท. ก็ทุ่มงบประมาณในการสร้างสื่อเหล่านี้ครับ ดูที่คลิปด้านล่างนี้เป็นต้น ... แต่เอาคลิปแบบนี้ไปเปิดก็น่าเบื่อ.... คุณครูต้องฝึกเล่าเรื่อง เล่านิทาน เล่าเหมือนเล่าตำนาน คนไทยจะชอบฟัง
- ความคุ้มค่า หรือ ที่มักเรียกภาษานักบริหารว่า "ประสิทธิภาพ" นั้น เป็นอีกประเด็นที่ครูฝึกสอนต้องค่อย ๆ พัฒนา การทุ่มเทอย่างมากในการเตรียมตัว แต่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้น้อย เรียกว่า ไม่คุ้มค่า แต่การไม่ลงทุนไม่พาเด็ก ๆ ทุ่มเทเรียนด้วยตนเอง เด็ก ๆ ย่อมไม่เกิดความเข้าใจที่แท้จริง ดังนั้น คุณครูต้องคิดพิจารณาและทดลองพัฒนาเรื่องนี้ เรียกว่ากระบวนการนี้ว่า "วิจัยในชั้นเรียน" (Aciton Research) นั่นเอง ... จากการสังเกตวันนี้ อาจารย์พบว่า
- คุณครูทุ่มเทเวลาทำ "เมมโม่" มาเอง ... ถ้าให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกันเอง อาจจะคุ้มค่า เพราะเด็กได้เรียนมากขึ้น ... แบบนี้เรียกว่า ไม่คุ้มค่าเหนื่อย
- คุณครูแบ่งกลุ่ม ๆ ละหลายคน แต่มอบหมายให้นักเรียนทำ โมเดลโครงสร้างอะตอมในกระดาษใบเดียว ซึ่ง น่าจะ ๑ คน ๑ โมเดล ... จึงตีความว่า ออกแบบให้เด็ก ๆ ลงทุนน้อยไปหน่อย
- การใช้เวลาถึง ๒ ชั่วโมงเต็ม เพื่อให้เรียนรู้ว่า อะตอมประกอบด้วย นิวเคลียสที่มีองค์ประกอบคือโปรตอนและนิวตรอน และมีอิเล็กตรอนวิ่งรอบ ๆ น่าจะเป็นเรื่องใช้ "เวลาไม่คุ้มค่า"
- ฯลฯ
- การให้เด็ก ๆ ได้นำเสนอเป็นเรื่องดี เพราะเด็ก ๆ ที่เป็นผู้นำเสนอจะได้ประโยชน์จากการได้ฝึก แต่ถ้าการนำเสนอสามารถดึงความสนใจของนักเรียนทั้งห้องได้ ผู้ฟังจะได้ประโยชน์ด้วย คือ การได้ฝึกฟังและเรียนรู้จากเพื่อน ... คุณครูต้องสร้างบรรยายการแบบหลังนี้ให้ได้ เชียร์ครับ...
- สิ่งที่สำคัญและยังไม่เห็นในการสอนของนิสิตคนที่ ๑ นี้คือ กระบวนการสะท้อนการเรียนรู้ครับ ต้องทำให้ได้นะครับ ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการ Learning Reflection เสมอ
- เห็นบรรยากาศของการตั้งใจเรียนอย่างมาก นักเรียนมีส่วนร่วมกับคุณครูอย่างเป็นธรรมชาติ เบื้องหลังน่าจะเป็นความ "ศรัทธา" ที่นักเรียนมีต่อคุณครูฝึกสอนของเราแล้วพอสมควร
- เห็นการเตรียมตัวที่ดีมาก สังเกตจาก การดำเนินการตามแผนอย่างเป็นขั้นตอน ใช้สื่ออุปกร์ที่เตรียมไว้อย่างมีลำดับ และเห็นความมั่นใจ ไม่เก้อเขินใด ๆ ให้เห็นเลย
- เห็นการสอดแทรกคุณธรรมให้น้องนักเรียนด้วย .... ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะมีในวิธีการของนิสิตฝึกสอน แต่เมื่อนักเรียนคนหนึ่งออกไปปรึกษาเรื่องงาน คุณครูของเราสะท้อนประสบการณ์ของตนเองหลายอย่าง เป็นที่ชัดเจนว่า มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอย่างชัดเจน จึงได้แก้ไขให้เต็มครับ
- หากนิสิตเล่าเรื่องต่าง ๆ เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย หรืออาจเป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ เป็นความรู้เสริม น่าจะเปลี่ยนบรรยายกาศของการเรียนรู้มากขึ้น นอกจากรู้ลึกแล้ว จะรู้รอบด้วย








