ทุกสิ่งบนโลกไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่ล้วนเกิดจากโชคชะตา และความตั้งใจของเราเอง

- ทุกคนล้วนมีทางเลือกเป็นของตัวเองเสมอ -

     ดิฉันเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนอาจจะสงสัยในชื่อของบทความ และภาพถ่ายที่ฉันพยายามจะสื่อความหมาย ดิฉันหมายถึงตามหัวข้อเลยค่ะ ทุกคนในโลกนี้เกิดมาต้องมีจุด ๆ หนึ่งของชีวิตที่เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ควรไปต่อ หรือ พอไว้แค่เท่านี้" ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดแบบนี้และดิฉันเลือกที่จะหยุดสิ่งนั้นไว้แค่เท่านั้น เพราะคิดว่าการฝืนทำอะไรก็ตามที่เรารู้ผลลัพธ์ของมันตอนท้าย มันก็เหมือนการฝืนโชคชะตาของตัวเอง ซึ่งสำหรับตัวดิฉันมีความเชื่อในเรื่องโชคชะตาว่า "ทุกสิ่งบนโลกไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่ล้วนเกิดจากโชคชะตา และความตั้งใจของเราเอง" โชคชะตาหน้าตาเป็นอย่างไงดิฉันคงไม่สามารถอธิบายได้ เพราะมันแค่สิ่งที่ดิฉันเชื่อ จากการเกริ่นนำมาทั้งหมดหลายคนอาจจะสงสัยว่าดิฉันต้องการสื่ออะไร ในบันทึกเล่มนี้ดิฉันอยากจะเล่าถึงเรื่องราว ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของดิฉันเองค่ะ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดิฉันกลายเป็นนักศึกษาวิชาชีพครู ในวิทยาลัยเมืองสามหมอก ที่มีภูเขาคอยโอบล้อม 

"ควรไปต่อ หรือ พอไว้เท่านี้"
ก่อนเกิดเหตุที่เป็นต้นเรื่องของเรื่องราวทั้งหมด ดิฉันเป็นแค่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรัฐบาลแหล่งหนึ่งที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ วนลูปเดิมแค่การมาเรียน และกลับหอนอน เพื่อตื่นมาเรียน แบบนี้ตลอด 2 ปี จนก่อนจบปี 2 ที่มีความคิดว่า มันไม่ใช้สิ่งที่เราต้องการรึเปล่า? เรามีชีวิตเพียงการใช้ชีวิตแค่นี้จริงหรือ? เราจะเรียนเพื่อการรับปริญญาไปเป็นใบประกาศ เพื่อหางานเลี้ยงชีพ และจากโลกนี้ไปจริงๆหรือ... "ควรไปต่อ หรือ พอไว้แค่เท่านี้" ดิฉัน​จึงได้คิดกับตัวเองว่าสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ความฝันอะไรที่อยากทำและยังไม่มีโอกาสจะได้ทำ สุดท้าย...สิ่งที่ฉันคิดออก คือ ความฝันที่อยากจะเป็นครูบนดอย พอคิดได้แบบนั้นดิฉันจึงหาทางในการทำตามความฝันของตนเอง โดยการยื่นใบสมัครสอบในสาขาวิชาการประถมศึกษา ของมหาลัยวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และทำการอ่านหนังสือ ลองทำตามฝันตัวเองดูซักครั้ง โดยเรื่องนี้เป็นความลับของตัวเองที่ไม่บอกใครเลย มีแค่ตัวฉันเองเท่านั้นที่รู้ และแล้ววันตัดสินชะตาครั้งที่ 1 ของดิฉันก็เริ่มขึ้น

- วันติดสินชะตาครั้งที่ 1 -
คำที่บอกว่า "วันตัดสินชะตาครั้งที่ 1" นั่นคือ วันของการสอบคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษานั่นเอง ดิฉันอ่านหนังสือเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ เท่าที่ฉันจะทำใด้ให้ถึงที่สุด และวันนี้เป็นวันที่ฉันตั้งใจโทรไปขอพรกับแม่แต่เช้า โดยบอกว่าวันนี้วันดี อาจจะมีเรื่องดีในอนาคต ขอให้แม่ให้พรก่อนจะออกไปมหาวิทยาลัยหน่อย ซึ่งแม่พูดมาแค่ว่า "สิ่งไหนที่เลือกจะทำ สิ่งไหนที่ตั้งใจไว้แล้วเป็นสิ่งดี ขอให้ประสบผลสำเร็จ" นี่คือกำลังใจจากแม่ก่อนการสอบ
...หลังจากออกจากห้องวิชาสุดท้าย คือ วิชาวัดแววความเป็นครู ซึ่งดิฉันตั้งใจในการไม่อ่านวิชานี้เลย เพราะอยากวัดแววตัวเอง ซึ่งหลังจากออกห้องทำให้ฉันรู้สึกหมดหวังมาก เพราะ 100 ข้อ ดิฉันทำข้อสอบไปแค่ 48 ข้อ เพราะวิชานี้มีเวลากำหนดไว้ และดิฉันใช้เวลาในการวิเคราะห์ข้อสอบที่มากเกินไป ซึ่งทำให้ดิฉันยอมรับในความผิดพลาดที่ไม่ยอมอ่านมาก่อน และมั่นใจในตัวเองมากเกินไป 
- สุดท้ายก็เลือกที่จะยอมรับในผลที่จะเกิดในอนาคต แต่ไม่เสียใจในสิ่งที่ได้ทำ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว -

- วันตัดสินชะตาครั้งที่ 2 -
และแล้ววันประกาศผลสอบก็มาถึง...วันที่ทำใจในการเลือกจะเปิดดูผลหลังจากผลประกาศผ่านมาแล้วเกือบ 20 กว่าชั่วโมง เพราะมัวแต่นั่งทำใจและกลัวในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ดิฉันกดเปิดเว็บไซต์ประกาศผล และผลออกมากก็คือ...ดิฉันสอบติดในสาขาที่ตัวเองเลือก ในมหาลัยที่ต้องการ แต่...ไม่ใช่ที่เลือกไว้ เพราะดิฉันติดมหาลัยที่เลือก สาขาที่เลือก แต่ต้องผลัดถิ่นไปเรียนไกลถึงเมืองสามหมอก TT^TT

- ทุกคนล้วนมีทางเลือกเป็นของตัวเองเสมอ -
เมื่อเลือกแล้วก็ต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเอง "ฉันตัดสินใจเลือกที่จะไปต่อกับสิ่งที่ได้ทำลงไป" และ "พอกับอะไรก็ตามที่ไม่ใช่" ฉันเลือกที่จะเอาเงินเก็บทั้งหมดมาจ่ายค่ารายงานตัวนักศึกษา และแอบหวังว่าทุกคนจะเคารพในการตัดสินใจของฉันเอง ที่เลือกทางเดินของตัวเอง เลือกที่จะทำตามความฝัน และทำมันให้สำเร็จ เป็นจริงในอนาคต 

- ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย -
หลังจากเลือกที่จะรายงานตัว ดิฉันก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่จะบอกครอบครัวก็สิ่งที่กำลังจะตามมา เย็นวันนั้นเป็นวันที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อทานอาหารเย็นเหมือนปกติ ดิฉันเกริ่นนำว่า "ถ้าเกิดจะซิ่วทุกคนจะว่าอะไรไหม?" วินาทีนั้นเกิดความเงียบไปทั้งโต๊ะ และมีเสียงของแม่ที่ถามว่า "ทำไม คิดจะทำอะไร?" ดิฉันจึงยื่นผลประกาศให้แม่ดูและหลังจากนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นก็ผิดจากที่คิด คือ ทุกคนเคารพในการกระทำที่ฉันได้ทำลงไป และไม่มีใครโกธรกับสิ่งที่เกิด แต่กลับยินดีในการกล้าที่จะเลือกเดินตามทางของตัวเอง เพราะนั่นมันหมายถึงอนาคตทั้งชีวิตของฉัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นทั้งหมดกับการเดินทางจากบ้าน ออกล่าความฝันของตัวเอง

สุดท้ายสำหรับบทความนี้ 
ดิฉันขอบคุณตัวเองที่กล้าจะก้าวออกมาจากสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง และเลือกวิ่งตามความฝัน 
ขอบคุณครอบครัวที่เคารพการตัดสินใจ และเข้าใจในการตัดสินใจของดิฉัน 
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่เปี่ยมล้น และความรักความอบอุ่นที่มีให้กันก่อนการออกเดินทางตามล่าความฝันครั้งนี้