“หากบุญเฮาเคยสร้าง ผลาเฮาเคยได้ฮ่วม
เคยได้เก็บดอกไม้ในต้นฮ่วมกอ บุญเคยก่อสืบไว้คงสิได้พ้อกันอยู่ตี้...”
ขณะที่กำลังเขียนบันทึก ฉันก็นึกถึง คำกลอนผญาอีสาน ซึ่งเป็นคำที่คนโบราณเล่าขานสืบต่อกันบทนี้ขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคำว่า “บุญผลา” เปรียบเสมือน การที่เรามีวาสนาได้พาลมาพบเจอกันในวันที่ฟ้าเป็นใจ......
ทุกๆครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ของชีวิต เช่น การได้ย้ายที่อยู่ใหม่ การได้รับตำแหน่งใหม่ การได้ไปในที่ๆแปลกใหม่ ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆที่ฉันไม่เคยเจอ หรือแม้กระทั่งบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉันมักจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวของฉันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า “บุญผลา” ได้หรือไม่ขณะเดียวกันนั้นฉันก็มีคำตอบอยู่ในใจ และอยากจะถามผู้อ่านกลับไปเช่นกันว่า “แล้วคุณละ เชื่อเรื่อง บุญผลา เช่นกันหรือไม่” ถ้าคุณเชื่อเช่นกัน ฉันอยากจะเชิญชวนให้คุณได้อ่านเรื่องราวต่อไปนี้ที่ฉันเขียนขึ้นมา ที่นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของชีวิตนิสิตเรียนครูของฉันเลยก็ว่าได้
Do you believe in destiny? I do. Because if it's not because of destiny we'll never be met.
คุณเชื่อในเรื่องโชคชะตา วาสนามั้ย? ฉันเชื่อ, เพราะว่าถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ พวกเราคงไม่มีโอกาสจะได้เจอกัน
สวัสดีท่านผู้อ่านอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะคะ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อ นางสาวปวีรัตน์ ถาริวร เรียกว่า ปอย ก็ได้ค่ะ นิสิตจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ปัจจุบันเป็นนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่โรงเรียนกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ค่ะ เกริ่นมาตั้งยืดยาว เข้าเรื่องได้ซักทีนะคะ อย่างที่บอกไปว่า ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องของบุญผลา ที่นำพาให้เราได้มาเจอหลากหลายเรื่องราว อย่างเช่นการได้มาฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ที่ฉันก็แอบคิดว่า “ย้อนบุญผลาเด้เนาะ พาเฮามาพบพ้อ” เช่นกันค่ะ ทั้งพบเจอผู้คนแปลกใหม่ สังคมใหม่ๆ สถานที่แห่งใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ต้องปรับตัวหลายอย่างเลยค่ะ บทบาทหน้าที่ของเราก็เปลี่ยนไป ฉันได้รับผิดชอบในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งหมด 3 ห้องเรียนด้วยกันคือ ห้อง 1, 2 และ 3 ค่ะ จากที่เราเคยแต่ไปนั่งเรียน นั่งฟังเวลาที่อาจารย์สอน ต้องเปลี่ยนมาเป็นคุณครูอยู่หน้าชั้นเรียน มันก็จะเขินๆเกร็งๆหน่อยค่ะ และกังวล รวมกับความกลัวว่าเราจะสอนเขาได้ไม่ดีเท่าที่ควร กลัวว่าเราจะจัดการชั้นเรียนไม่ได้ กลัวไปเกือบทุกเรื่อง ทุกอย่างเลย.......
และวันหนึ่งความกลัวที่ฉันไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็ได้เกิดขึ้น อย่างที่ทุกท่านทราบและรู้ดีว่านักเรียนแต่ละห้อง ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันตามธรรมชาติและพื้นฐานของเขา ครูอย่างเรามีหน้าที่ที่จะต้องศึกษา และรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อที่จะเข้าใจผู้เรียนและออกแบบการจัดการเรียนการสอนให้เข้าถึงผู้เรียนได้มากยิ่งขึ้น วันนั้น ณ ห้องเรียน ชั้นม.2/2 คาบเรียนที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นเวลาช่วงเช้า นักเรียนของฉันเข้าชั้นเรียนครบทุกคนซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก สำหรับครูฝึกสอนคนนี้ การจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรค จนเวลาเกือบจะหมดชั่วโมงที่สอง มีเสียงของเด็กชายโต๊ะแถวหน้าดังขึ้นมาว่า “ครูครับๆ นาย ก เขาเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมครับ” ทันใดนั้น เสียงอีกเสียงก็ดังขึ้นมาว่า “ยึดเลยครับครูๆ” และอีกหลายๆเสียงก็พูดดังขึ้นมาตามๆกัน ฉันในฐานะครูที่ตั้งกฎ กติกา ขึ้นมาร่วมกันกับนักเรียนตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดภาคเรียน ก็โผเข้าไปดูและยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ของเด็กชาย ก มาดู พบว่าหน้าจอโทรศัพท์ กำลังค้างอยู่ที่เกมบางอย่าง ฉันจึงแจ้งตามกฎ กติกาของห้องเรียน และถามเขาว่าเขาได้แอบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นในระหว่างเรียนหรือไม่ เด็กชาย ก บ่ายเบี่ยงและปฏิเสธ แต่หลักฐานยังคงชัดเจน ในตอนนั้นฉันคิดเพียงแค่ว่าเราต้องดำเนินการตามกฎ เพื่อเป็นตัวอย่างให้นักเรียนคนอื่นได้เห็น ครั้งต่อไปจะได้ไม่มีปัญหาอีก หลังจบชั่วโมง ฉันได้พูดคุยกับเขา สอบถามถึงเหตุผล และแจ้งว่าครูขอดำเนินการตามกฎของห้องเรียนที่ทุกคนตกลงร่วมกันนะคะ แต่นาย ก มีท่าทีว่าจะไม่ยอม พูดกับพูดขึ้นว่า “ถ้าไม่มีโทรศัพท์ ผมคงตายแน่ๆ”และเดินจากไปด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
ตอนบ่ายมีเพื่อนนักศึกษาที่ฝึกสอนด้วยกันมาแจ้งฉันว่า เด็กชาย ก ทำไม ไม่เข้าเรียน ปกติแล้วเขาจะเข้าเรียนตลอด ถามเพื่อนของเขาแล้ว บอกว่า เขาโกรธให้ครูปอย ที่ยึดโทรศัพท์ของเขา จึงไม่เข้าเรียน ฉันได้ฟังดังนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกถึงความกลัวที่ไม่อยากให้เกิด แต่มันกลับเกิดขึ้นจริงๆแล้ว ในขณะนั้นในหัวของฉันคิดตลอดเวลาว่า มันจะเป็นตราบาปหรือไม่ ถ้าเด็กชาย ก ไม่เข้าเรียน เบื่อการเรียน มีอคติกับการเรียน ทุกอย่างมืดมัวไปหมด
ฉันปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยได้สอบถามผ่านทางรุ่นพี่ที่เคยสอนห้องเรียนนี้เมื่อปีที่แล้ว รุ่นพี่บอกว่านาย ก เป็นเหมือนเด็กที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ดูคล้ายๆว่าจะมีปัญหา มันยิ่งทำให้ฉันคิดวกวน และยิ่งกลัวมากยิ่งขึ้นว่าจะเกิดอะไรกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
จนวันต่อมา ฉันและครูพี่เลี้ยงของฉัน ได้เรียกให้เด็กชาย ก เข้ามาคุยและถามถึงเหตุการณ์ต่างๆของเมื่อวาน จากนั้นคืนโทรศัพท์ให้เขาไป และเหตุการณ์เหมือนจะจบลงได้ด้วยดี
พอกลับมาย้อนนึกคิดไปถึงวันนั้น มันทำให้ฉันรู้ว่า สิ่งที่ครูควรตระหนักเป็นอย่างยิ่งคือ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลนั้นสำคัญมาก เพราะจะเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้ครูรู้ ระลึก ใช้จิตวิทยาได้ถูกต้อง เหมาะสม และฉันอยากบอกว่านาย ก เข้าเรียนวิชาของฉันทุกคาบ และไม่ได้มีปัญหาอย่างที่ฉันกลัว เหตุการณ์ครั้งนั้นจะคอยเป็นเครื่องเตือนใจและฉันหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ เป็นข้อคิด สำหรับผู้อ่านทุกท่านเช่นกันนะคะ
ไว้เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังกันอีกนะคะ มันยังมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น และสนุกสนานอีกเยอะค่ะ ฝากติดตามครูปอยอินกะไสยด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ


เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ที่ต้องสร้างกติกา หรือเงื่อนไข สำหรับการเรียนรู้ในชั้นเรียน และต้องมีมาตรการ่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตาม และเชียร์คุณครูรักษากฎกติกา ที่ตกลงร่วมกันนั้นอย่างเคร่งครัด
จะมีประโยชน์อะไรที่เด็กชาย ก. เข้าเรียนทุกครั้ง แต่เข้าไปนั่งเล่นเกม ….
อาจารย์แนะนำว่า ให้กำหนดกติกา เฉพาะในเวลาเรียนในชั่วโมงที่เรารับผิดชอบเท่านั้น เช่น ในชั้นเรียนของเราเอง หาก เด็กชาย ก. ฝ่าฝืน ก็ทำตามมาตรการ (เช่น ยึดโทรศัพท์) มาไว้เฉพาะในชั้นเรียนเรา … และต้องหักคะแนนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร่วมกิจกรรมชั้นเรียน … เมื่อเลิกคลาส ครูอาจจะคุยเป็นการพิเศษกับ เด็กชาย ก. เน้นย้ำว่า ที่ครูทำก็เพื่อประโยชน์ในการเรียนของเด็กชาย ก. และเพื่อน ๆ เป็นสำคัญ ก่อนจะตกลงกันให้ดีว่าจะไม่ทำอีก ก่อนจะคืนโทรศัพท์ให้