สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ๑๑. เปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์


บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๑๑. เปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์  นี้เป็นบันทึกสุดท้ายใน ๔ บันทึกภายใต้ชุดความคิดบวก(positivity mindset)    ตีความจาก Chapter 9 :  Change the Emotional Set Point      

กล่าวอย่างง่ายคือ อารมณ์เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ฝึกได้    คนเราเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ของตนเองได้    การเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ในสายตาของผม เป็นการเรียนรู้ทักษะชีวิต   

คนบางคนพื้นฐานทางอารมณ์คือความไม่พอใจหรือโกรธ    แต่บางคนมีพื้นฐานเป็นความสงบเย็นและพึงพอใจ   

ข้อมูลหลักฐานหรือทฤษฎีว่าด้วยพื้นฐานทางอารมณ์

นักเรียนที่มาจากครอบครัวขาดแคลน มักอยู่ภายใต้สภาพจิตใจที่มีความเครียดเรื้อรัง    ซึ่งสมองจะปรับตัวโดยอัตโนมัติ โดยเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ (emotional set-point) ให้ไปในทางลบมากขึ้น   เช่นก้าวร้าวมากขึ้น  ตอบสนองน้อยลง       

     อารมณ์กับสมอง

           พฤติกรรมของคนเราขึ้นกับการเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนกำกับอารมณ์ (amygdala) กับสมองส่วนกำกับความคิดและพฤติกรรม (prefrontal cortex)    พฤติกรรมในห้องเรียนที่เชื่อมโยงกับอารมณ์คือการเรียนรู้ และการฝึกควบคุมตัวเอง    ความสามารถเผชิญสถานการณ์ขึ้นอยู่กับทั้งอารมณ์และการรับรู้ (cognition)    มีผลการวิจัยบอกว่า ความสามารถเผชิญสถานการณ์ได้ดี ช่วยลดปฏิกิริยาต่อความเครียดในโรงเรียน นำไปสู่ผลการเรียนที่ดีขึ้น     

            ผลการวิจัยบอกว่า การที่จะเปลี่ยนพื้นฐานอารมณ์ของคนได้สำเร็จต้องการการดำเนินการต่อเนื่องสม่ำเสมอ    ไม่ใช่ดำเนินการแบบเป็นครั้งคราวสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง    ซึ่งหมายความว่าในเรื่องนี้ สภาพแวดล้อมมีความสำคัญกว่าพันธุกรรม    สภาพแวดล้อมที่เอื้อได้แก่

  • ความคิดแบบใหม่
  • พฤติกรรมที่ดีกว่าเดิม
  • ร่างกายแข็งแรง
  • มีเพื่อนดี
  • มีเป้าหมายสูงส่ง (purpose)
  • สุขภาพดี

          นักเรียนจากครอบครัวยากจนมักตกอยู่ใต้วงจรที่หมุนลงหรือหมุนสู่ความเสื่อม    คือพื้นฐานทางอารมณ์เป็นลบ   นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด    ยิ่งทำให้พื้นฐานทางอารมณ์ตกต่ำ เป็นวงจรชั่วร้ายที่อาจดำรงอยู่ตลอดชีวิต 

         ครูสามารถช่วยเหลือ ฟื้นโอกาสมีชีวิตที่ดีให้แก่นักเรียนจากครอบครัวขาดแคลนได้ โดยเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ของนักเรียนให้เอนเอียงไปทางบวกมากขึ้นๆ    นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง    และยกระดับพื้นฐานทางอารมณ์   เกิดเป็นวงจรแห่งความดีงาม ในชีวิตของนักเรียน         

     ความสุข ๓ แบบ

            เพื่อให้ครูและศิษย์พัฒนาพื้นฐานทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง  ต้องการความเข้าใจความสุข ๓ แบบ  ได้แก่

  • ความสุขชั่วแล่น(Spontaneous happiness)   เช่นได้กิน ไอศกรีม  ได้กลิ่นหอม  ได้เห็นดอกไม้สวยงาม    ได้ฟังครูเล่าโจ๊ก   เป็นความสุขที่เกิดแบบไม่คาดฝัน   สารเคมีที่หลั่งออกมาจากสมองคือ โดปามีน
  • ความสุขจากการที่ความอยากได้รับการตอบสนอง(Hedonic happiness)  เป็นความสุขที่เกิดขึ้น เมื่อความต้องการได้รับการตอบสนอง   เช่น เมื่อคนที่เสพติดบางสิ่ง ได้รับสิ่งที่ต้องการ   อาจเรียกว่า สุขเมื่อกิเลสได้รับการตอบสนอง    ลักษณะพิเศษคือ (๑) มีความอยาก หรือความต้องการ ล่วงหน้า  และ (๒) บุคคลนั้นแสวงหาสิ่งที่ตนต้องการ    สารที่หลั่งออกมาจากสมองคือ โดปามีน  แต่เมื่อความอยากและการตอบสนองเกิดซ้ำๆ หลายครั้งเข้า การหลั่งปามีนจะลดลง    ต้องการการตอบสนองที่เพิ่มขึ้น    ซึ่งเป็นกลไกของการเสพติด    โดยนัยนี้ คำชมของครูอาจก่อผลร้ายต่อศิษย์   กลายเป็นการสร้างการเสพติดคำชม    อาจเรียกความสุขชนิดนี้ว่า ความสุขที่ได้จากการเสพ
  • ความสุขจากการได้ธำรงเป้าหมายที่ทรงคุณค่า(Eudaimonic happiness อ่านว่า ยูเดโมนิก)   เป็นอิ่มเอิบเบิกบานใจที่เกิดขึ้นจากการได้ทำสิ่งที่ทรงคุณค่ามายาวนาน    อาจเรียกว่า เป็นความสุขจากฉันทะ   หรือเกิดจากการได้สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่า    โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณค่าที่อยู่เหนือผลประโยชน์ของตนเอง   

           ความรู้เกี่ยวกับความสุข ๓ แบบ มีความหมายต่อการเรียนรู้ของนักเรียน    เพราะมีหลักฐานว่า สมองตอบสนองต่อความสุข ๓ แบบ แตกต่างกัน   เฉพาะความสุขแบบที่สาม คือความสุขที่เกิดจากการสร้างสรรค์ เท่านั้น ที่มีผลสร้างสมอง    มีหลักฐานจากงานวิจัยว่า ทำให้สมองส่วนสีเทา (gray matter) และส่วนสีขาว (white matter) เพิ่มขี้น   ทำให้สมองทำงานได้เพิ่มขึ้น 

            นอกจากนั้น ยังมีผลงานวิจัยบอกว่า คนที่มีความสุขแบบที่ ๓ มีการทำงานของยีนก่อการอักเสบลดลง  และมีการทำงานของยีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส และยีนสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มขึ้น    มีผลให้อัตรามาโรงเรียนของนักเรียนมัธยมเพิ่มขึ้น   มีแนวโน้มของสุขภาพดีขึ้น  หลีกเลี่ยงยาเสพติด  และมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีขึ้น        

วิธีเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ของนักเรียน

เขาบอกว่า มีวิธีเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์ของนักเรียน ๒ แนวทาง คือ  (๑) ใช้มาตรการที่เข้มข้น เช่นสร้างบาดแผลทางใจอย่างรุนแรง  เป็นวิธีที่ไม่แนะนำ  (๒) ใช้เวลายาวนานทำสิ่งที่เหมาะสม    นี่คือการเปลี่ยนพื้นฐานทางอารมณ์จากการทำสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมาย และทำต่อเนื่องยาวนาน    โดยได้รับการสนับสนุนให้ตีความคุณค่า  เกิดสัมพันธภาพที่ดี  และนำไปสู่การเติบโตส่วนบุคคล    โดยเขาแนะนำเครื่องมือ ๔ ชิ้น คือ      

       ใช้โครงงานที่มีความหมาย

             มีหลักฐานจากงานวิจัยว่า เด็ก ป. ๖ ถึง ม. ๖ ที่ทำโครงงานระยะเวลา ๑ เทอมถึงหนึ่งปี  มีอุบัติการของโรคซึมเศร้าลดลง    คำแนะนำต่อครูคือ ควรมอบหมายให้นักเรียนเรียนแบบ project-based learning, service learning, หรือให้ทำงานเป็นทีม  ในเวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน     

       มุ่งที่ผลลัพธ์สุดท้าย

            ในการมอบหมายงานให้นักเรียนทำเพื่อการเรียนรู้ ครูพึงเน้นที่เป้าหมายสุดท้าย   อธิบายคุณค่าของการบรรลุเป้าหมายนั้น  และคุณค่าของการใช้ความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมาย    อาจให้นักเรียนวาดภาพความรู้สึกขที่ตนคาดหมายเมื่อบรรลุเป้าหมาย และนำมาแชร์กับเพื่อน    หรือนำเอารูปของนักเรียนรุ่นก่อน ที่ร่วมกันฉลองความสำเร็จ มาติดไว้ในห้อง    หลังจากนั้น ครูจึงหันมาเอาใจใส่กระบวนการทำงานของนักเรียน ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูง    หาทางให้นักเรียนเกิดความสุขความพึงพอใจจากการได้ใช้กระบวนการทำงานที่ดี  

       มีผลงานคุณภาพสูงให้ดูเป็นตัวอย่าง

            นักเรียนต้องการเรียนรู้ว่าผลงานที่ดีเป็นอย่างไร    และต้องการให้ครูแสดงความใส่ใจในคุณภาพของผลงาน  ไม่ใช่ส่งงานได้เร็วแค่ไหน    ครูจึงต้องหาผลงานคุณภาพสูงมาให้นักเรียนดู    และวางไว้เป็นตัวอย่างในชั้นเรียน หรือโพสต์ไว้ในอินทราเน็ตของชั้นเรียน   เพื่อสร้างความประทับใจของนักเรียนเข้ากับเหตุการณ์ และผลงานคุณภาพสูง    

       ตอกย้ำวิธีการที่ใช้ได้ผล

           ตอกย้ำวิธีการที่ใช้ได้ผลด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น ยิ้ม  กล่าวคำยืนยัน  จัดเฉลิมฉลอง  เขียนคำชม  ชมกันเองภายในทีม  อธิบายความมีคุณภาพสูงของผลงาน  เป็นต้น

สร้างอารมณ์ความรู้สึกมีความสุขจากการได้สร้างสรรค์ให้เป็นอารมณ์พื้นฐานในชั้นเรียน หรือในโรงเรียน    จะช่วยให้นักเรียนป่วยน้อยลง  มาโรงเรียนมากขึ้น  มีความมานะพยายามมากขึ้น  และประสบความสำเร็จมากขึ้น    พลังบวกที่เกิดขึ้นจะมีผลสะท้อนกลับมายังครู    ครูจะมีความมั่นใจมากขึ้นและรู้สึกเสมือนได้รับรางวัล    นี่คือผลที่ยืนยันจากงานวิจัย  

เปลี่ยนวาทกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม

เพื่อสร้างชุดความคิดบวกให้แก่ศิษย์    ครูต้องทำตนเป็นตัวอย่าง     โดยเปลี่ยนวาทกรรมในสมอง     จาก “ฉันได้พยายามมองโลกแง่บวกแล้ว   แต่ในความเป็นจริง มีสารพัดอุปสรรค    มองโลกแง่บวกเป็นเรื่องหลอกๆ  แต่ฉันจริงใจต่อนักเรียน  ฉันบอกความจริงตามที่เป็น”   ไปเป็น   “ฉันเป็นพันธมิตรที่มองโลกแง่บวกต่อเด็ก  และจะช่วยให้ศิษย์สร้างความฝันสู่อนาคต”

ใคร่ครวญสะท้อนคิดและตัดสินใจ

การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืน เริ่มจาก “กระจก”     ซึ่งหมายถึงการสะท้อนภาพของตนเองออกมา     ซึ่งในบันทึกที่ ๘ - ๑๑ หมายถึงภาพ “ชุดความคิดบวก”    สำหรับใช้พัฒนาชุดความคิดของตนเอง    โดยพื้นฐานความคิดที่สำคัญคือ “ฉันมีทางเลือกเสมอ”    ฉันจะเลือกใช้ชีวิตในวิชาชีพครูอย่างไร   

เพื่อพัฒนาชุดความคิดบวกในตนเอง และในศิษย์    มีขั้นตอนสำคัญ ๓ ขั้นคือ  (๑) สร้างวาทกรรมใหม่ เกี่ยวกับตนเอง และศิษย์  (๒) เลือกกลยุทธเชิงบวก ในการสร้างความรู้สึกเร่งด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลง  (๓) สร้างกระบวนการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการดำเนินการสู่ความสำเร็จ     กระบวนการสนันสนุนอาจเป็น การพูดคุยกับเพื่อนครู  การเขียนบันทึกส่งให้ตนเอง  และการยกร่างแผนการสอนตามกลยุทธใหม่ และตามวาทกรรมใหม่ 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ เม.ย. ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)