ถ้าค้นหาคำนี้ คำว่า "รัฐบุรุษ" ในกูเกิล เว็บไซต์จะแสดงตรงไปยัง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เหมือนว่าจะมี "รัฐบุรุษ" คนไทยอยู่น้อยมาก เป็นนัยให้เห็นว่า คำนี้ไม่ใช่จะได้มาง่าย ๆ หรือจะตีเอาความหมายกันเองผ่านสื่อ ว่า "รัฐ" และ "บุรุษ" คือ "บุคคลแห่งรัฐ" แบบนั้นไม่ได้ หากแต่จะได้มาอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อมีการรับรองด้วยพฤตินัยและนิตินัย (อ่านที่นี่) ของในหลวง
คำสำคัญในราชกิจานุเบกษา ระบุว่าท่าน "...ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จนเป็นที่ประจักษ์ในความปรีชาสามารถ..." ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ
ด้วยตรรกะว่า เรามีศรัทธาต่อในหลวง ร.๙ ด้วยใจ ผู้ที่ทรงยกย่อง ย่อมต้องควรเชิดชู เหมือนกับที่เราบูชาในหลวง โดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ ประเด็นที่ควรใส่ใจคือ ทำไมท่านจึงได้รับการยกย่อง ต่างหาก ... ไม่ใช่ตัดสิน วิจารณ์ จากข้อมูลความรู้ที่มีอยู่อย่างผิวเผิน
ผมศึกษาละสืบค้นเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่มีกรณีจาบจ้วงโจมตีท่านเมื่อหลายปีก่อน ผมไม่สงสัย จึงได้แสดงความอาลัยต่อการสูญเสียของไทย ด้วยชุดดำ ๕ วันต่อเนื่อง
สิ่งที่ปรารถนาที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ อยากให้นิสิตลูก ๆ ทั้งหลาย สืบค้นและศึกษาประวัติศาสตร์สถานการณ์เหตุบ้านการเมืองของไทยอย่างจริงจัง ก่อนจะตัดสินใจแสดงความคิดเห็นอะไรภายใต้สิทธิของตน ๆ
ขอแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง (อันไม่มาก) เกี่ยวกับเรื่องนี้ เผื่อจะมีประโยชน์ ดังนี้ครับ
- ท่านพาประเทศไทย ผ่านพ้นวิกฤต ไม่กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร เวียดนาม ล้วนแต่ล้มทลายกลายเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์หมด ในช่วงที่เกิด "โดมิโน่"
- ขณะนั้นอเมริกา มีวิธีต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แบบแข็งกร้าว เก็บกวาด กวาดล้าง เกิดการฆ่าล้างแบบศาลเตี้ยกันเต็มไปหมด ฟังว่าตายเป็นหมื่น ๆ คน
- แต่ท่านกลับมองว่า "นั่นคนไทยด้วยกัน" และออกประกาศที่ ๖๖/๒๓ นิรโทษกรรมนำคนไทยที่ตอนนั้นฝักใฝ่เป็นคอมมิวนิสต์กลับใจมาสามัคคีโดยไม่มีความผิด
- เรียกกันในชื่อยุทธการ "แยกปลาออกจากน้ำ" เพราะสถานการณ์ตอนนั้นทั้งคอมมิวนิสต์และคนไทยอยู่ปนกันไปในชุมชน
- ผลคือคนไทยรักษาความเป็นเอกแห่งราชอาณาจักรไว้ได้ เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจนถึงทุกวันนี้
- ท่านเป็นต้นแบบของข้าราชการที่ครองตนในความชื่อสัตย์ สุจริต ในการทำงาน บริหาร
- ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เล่าว่า ช่วงแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัยที่ท่านเป็นนายกฯ สมัยแรก ได้ไปทานอาหารกับนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งตามคำเชิญ หลังจากนั้นถูกเรียกไปคุย บอกว่ารู้ไหมคนที่ไปกินข้าวด้วยเป็นใคร... ท่านบอกว่า คนหนึ่งค้าของเถื่อน คนหนึ่งเป็นเจ้าของบ่อน แล้วก็สั่งห้าม และสอนว่า การเป็นคนของรัฐต้องจัดการเรื่องนี้ไม่ให้ ต้องไม่ทำอะไรที่ส่อไปในทางที่จะก่อให้เกิดการทุจริตเด็ดขาด
- ท่านกล่าวสรุปออกอากาศผ่านรายการวิทยุ หลังจากที่ทำงานยาวนานต่อเนื่องถึง ๘ ปี ๕ เดือน ว่า “รัฐบาลที่มีผมเป็นหัวหน้าคณะ ไม่ว่าจะเป็นชุดไหน จะต้องเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ภายในชาติ เพื่อยังผลดีและความถูกต้องไปสู่ประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือปัญหาที่มีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติด้านต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของพรรค ของพวกพ้อง หรือกลุ่มใดทั้งสิ้น” ก่อนที่ท่านจะบอกว่า "ผมพอแล้ว" ปฏิเสธการเป็นนายกฯ สมัยที่ ๔ ตามคำเชิญของพรรคชาติไทย เสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกในขณะนั้น ทำให้ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ได้เป็นนายกฯ ในสมัยต่อมา
- ท่านเป็นผู้นำที่เฉียบขาดเมื่อต้องเฉียบขาด รับฟังทุกฝ่ายแต่ตัดสินใจด้วยตนเองบนหลักของความถูกต้องตามหลักคุณธรรมเพื่อส่วนรวม
- ขณะที่ท่านเดินทางเยี่ยมอินโนีเซียอย่างเป็นทางการ เกิดการปฏิวัติลับหลังไม่ยอมให้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ท่านตัดสินใจชัดเจนในการต่อสู้กับคณะรัฐประหารให้นำทหารกลับกรมกองฯ สุดท้ายคณะปฏิวัตินั้นก็ล้มไป
- การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย ใจช่วง "กบฎ เมษา ฮาวาย" ก็เป็นอีกครั้งที่ท่านหนักแน่นและเฉียบขาด จนได้รับฉายาจากสื่อสารมวลชน ว่าเป็น "นักฆ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา"
ขอแสดงความอาลัยแด่ รัฐบุรุษ แห่งแผ่นดินสยาม ขอแสดงความเคารพต่อความดีและความเสียสละต่อส่วนรวมที่ท่านได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้ชัดแล้ว