ระหว่างนั่งพักและกินอาหารค่ำอยู่ในห้องรับรองของสายการบิน ANA ที่สนามบินนาริตะ ค่ำวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๒ ผมหยิบ นสพ. China Daily Global Weekly ฉบับวันที่ ๕ - ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ มาอ่าน พบบทความเรื่อง More is Less : Minimalism as a lifestyle choice catches on among Chinese (1) อ่านแล้วเห็นใจคนที่ถูกสังคมบริโภค เศรษฐกิจการตลาดชักจูง ให้อยากได้สิ่งของและซื้อโดยไม่ยั้งคิด แล้วก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี ในขณะที่คนที่มีสติ บริโภคอย่างพอเพียง ตามความจำเป็นของตน มีสิ่งของน้อยชิ้น กลับมีความสุขมากกว่า
เขายกตัวอย่างสาวจีนวัย ๓๐ ที่เวลานี้มีเสื้อเพียง ๕ ตัว กางเกง ๒ รองเท้า ๔ คู่ เสื้อโค้ท ๑ ตัว เสื้อกันฝน ๑ ตัว กับของใช้อื่นๆ อีกไม่กี่ชิ้น แต่กลับมีความสุขมากกว่า ๕ ปีก่อนที่เป็นนักช็อปตัวยง มุ่งแต่งตัวทันสมัยเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อื่น ตอนนั้นเธอมีเสื้อผ้าถึง ๔๐๐ ชิ้น โดยที่ตอนนั้นเธอมีรายได้เดือนละประมาณ ๑๕,๐๐๐ หยวนต่อเดือน แต่มีรายจ่ายด้วยบัตรเครดิตถึงเดือนละ ๒๕,๐๐๐ - ๓๐,๐๐๐ หยวน
จนวันหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เธอได้อ่าน บล็อก ของ Joshua Becker ในสหรัฐอเมริกา ส่งเสริมให้ผู้คนดำเนินชีวิตแบบ minimalist มีสิ่งของในครอบครองน้อยกว่า ๑๐๐ ชิ้น เธอจึงทดลอง โดยจำหน่ายจ่ายแจกเสื้อผ้า หนังสือ เครื่องครัว และเฟอร์นิเจอร์ ออกไปประมาณร้อยละ ๙๐ และ delete เพื่อนใน social network ที่ไม่เคยคุยด้วยเลย ๑๒๐ คน
ทำให้ชีวิตเบาสบายขึ้นมาก ยิ่งมีสิ่งของน้อยชิ้น มีเท่าที่จำเป็น ยิ่งทำให้ชีวิตเบาสบาย
ปัญหาอยู่ที่การบริโภค และมีสิ่งของ เพื่อแสดงฐานะ
อุดมการณ์ของขบวนการ “มีน้อย” (minimalism) ง่ายๆ ว่า ยิ่งมีน้อย ยิ่งสุขมาก แต่ขณะนี้มีขบวนการนี้หลายรูปแบบ ลองค้นหาเอาเองนะครับ ว่าท่านสนใจสมาทานแนวทางไหน หรือแนวทางไหนเหมาะสมต่อฐานะของท่าน
สำหรับผม ขอยึด “ทางสายกลาง” ครับ
วิจารณ์ พานิช
๗ เม.ย. ๖๒