นมและมะเร็ง

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง วันๆคิดแต่เรื่อง “นม”

ฤๅว่าจะเป็นเพราะอากาศร้อนจัด จนทำให้ตาแก่ตัณหากลับ หลับตาไปก็พาให้คิดถึงแต่ “นม”

อร๊ายยยย...ไม่ใช่แบบนั้น

ผมกำลังวิเคราะห์ใจตัวเอง แล้วจึงเข้าใจได้ เหตุที่คิดวนเวียนไปมาแต่เรื่องนมนั้น สงสัยจะเป็นเพราะคนที่รู้จักกันได้เกิดมาเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงเวลาใกล้ๆกัน ไหนจะนมของเพื่อนที่ไม่เคยได้เห็นนมมันสักครั้ง

ไหนจะนมของเมียเพื่อน ที่มีแต่เพื่อนเท่านั้นที่ได้ใช้นมนั้นมาก่อน และไหนจะนมของแม่เพื่อนที่เพื่อนเคยดูดกินเมื่อครั้งยังเด็ก

เลยมานั่งนึกย้อนไปดู เออสิ..ไม่ได้พาเมียไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมาสักพักหนึ่งเห็นจะได้แล้ว

..............

“ก๊ะครับ ก๊ะจะให้หมอทำแท้งให้ไหมครับ” ผมถามคำถามที่ดูเหมือนปกติ แต่เชื่อเถิด ว่าตอนนั้นผมมีจิตใจที่ไม่ปกติเอาเสียจริงๆ

มันจะไม่ให้ห่อเหี่ยวไปได้อย่างไร ในเมื่อหญิงตั้งครรภ์ที่นั่งตรงหน้า เธอกำลังเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมในระยะลุกลามและเธอเพิ่งทราบว่าตั้งท้องที่มีอายุครรภ์ได้ไม่กี่สัปดาห์

ก๊ะเป็นสตรีมุสลิม อายุเธอราวสี่สิบต้นๆ ซึ่งมันก็มากพอ ที่จะทำให้ผมในตอนนั้นต้องเรียกเธอว่า “ก๊ะ” ซึ่งมันแปลว่าพี่สาว

เธอป่วยด้วยการเป็นมะเร็งที่เต้านมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว การรักษาโดยตัดก้อนมะเร็งออกไป ฉายแสง และให้ยาเคมีบำบัดในคราวก่อน ทำให้โรคร้ายนั้นสงบลงไปได้ชั่วครู่ยามใหญ่

แล้วมันก็กลับมาใหม่ 

คราวนี้มันได้ไปกัดกินกระดูกสันหลังบริเวณเอว กระดูกซี่โครง เยื่อหุ้มปอด และในเนื้อปอด หมอศัลย์ที่ดูแลเธอจึงตัดสินใจให้ยาเคมีบำบัดเพื่อพยุงอาการ ซึ่งนั่นต้องให้ยาเดือนละเข็ม

เธอตั้งครรภ์ และเธอมีลูกอยู่แล้ว ๓ คน!

“ก๊ะครับ ก๊ะจะให้หมอทำแท้งให้ไหมครับ” ผมถามเธอออกไป รู้สึกฝืดในคอ

“ไม่ล่ะหมอ ลูกมันมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงกันต่อไป” เธอมองหน้าสามี ยิ้มเพียงเล็กน้อย แล้วตอบผมมาอย่างนั้น พวกเขาทั้ง ๒ คงได้ไตร่ตรองกันมาแล้ว

“ครับ เพียงแต่ว่า เมื่ออายุครรภ์มันมากไปกว่านี้ ท้องมันจะโต ก๊ะจะเหนื่อย และอาจจะปวดมากขึ้นนะครับ” 

“ไม่เป็นไรค่ะหมอ พระเจ้าให้มา เราก็ต้องรับพรเอาไว้” เธอยืนยันอย่างนั้น

“งั้นก็ดีครับ ถ้าเธอทั้งคู่สู้ หมอก็สู้” 

สู้สิ ในเมื่อผมไม่ใช่คนเจ็บ ผมสู้ได้อยู่แล้ว ผมเพียงแต่มองเห็นอุปสรรคที่มันรอเธอและครอบครัวอยู่ข้างหน้าเท่านั้นเอง 

เราคุยกันแค่นั้น การตรวจร่างกาย ตรวจเลือดเพิ่มเติม พบว่าเธอน่าจะไปต่อได้ ยาเคมีบำบัดไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อไขกระดูกของเธอมากนัก

ในเดือนต่อมา ก๊ะก็มาพบผมตามนัด

“ก๊ะครับ เป็นยังไงบ้าง”

“ปวดค่ะหมอ มันปวดที่หลัง หายใจเข้าออกก็เจ็บ” ผมยังคงจำได้ ว่าเธอมีมะเร็งกระจายมาที่ซี่โครงตรงนั้น มันคือจุดที่ทำให้เธอเจ็บปวด

“ยังไหวไหม จะให้หมอทำแท้งให้ไหม เราจะได้ฉายแสงตรงที่กระดูกได้ ก๊ะจะได้หายเจ็บ” ผมนี่ก็ช่างกระไร ถามคนไข้เสียทุกทีว่าจะให้ทำแท้งให้ไหม

“ไม่หรอกหมอ เรายังทนได้ ก็กินยาแก้ปวดไป ตอนนี้หมอศัลย์เขาหยุดให้ยาเคมีบำบัดระยะหนึ่งก่อน รอให้ลูกตัวโตกว่านี้อีกนิดแล้วค่อยให้ต่อ” 

“ครับ” ผมตอบเพียงแค่นั้น แล้วตรวจร่างกาย ผมรู้สึกว่ามดลูกเธอโตกว่าปกติ จึงได้พาไปอัลตราซาวนด์

เวรจริง!

“เธอมีลูกแฝด”

หลังจากวันนั้น คนไข้ของผมรายนี้ก็ไม่ได้เจอผมไประยะหนึ่ง เพราะผมติดราชการที่ต่างจังหวัด เธอได้พบผมอีกครั้งอายุครรภ์ก็ล่วงเข้าไปกว่า ๓๐ สัปดาห์

“ก๊ะ เป็นไงบ้าง” ผมยังคงถามด้วยคำถามเดิมเมื่อเธอเดินเข้ามานั่งในห้องตรวจ ผมสังเกตเห็นว่าเธอเดินได้ช้าลง เธอดูเหนื่อย สามีต้องคอยพยุงเวลาเดิน

“เจ็บค่ะหมอ มันเจ็บหลัง เดี๋ยวนี้เราต้องนอนบนเปล มันนอนราบไม่ได้ ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อย นอนในเปล มันห่อหลังเราไว้ได้ ช่วยลดความปวดได้บ้าง” สภาพเธอตอนนี้มันทำให้ผมรู้สึกจุกแน่นในอก

“หมอศัลย์เค้าหยุดให้ยาเคมีบำบัดเราแล้วนะหมอ” 

“ครับ” ผมทำได้เพียงเอื้อมมือไปสัมผัสมือของเธอ

“ลูก ๒ คนนี้มันเก่งนะ มันเจียมตัวมาก เป็นท้องแฝดที่เด็กไม่มีปัญหาใดๆเลย ไม่มีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโต ไม่มีปัญหาเรื่องการแลกเลือดกันระหว่างพี่น้อง หรือการอยากคลอดก่อนกำหนดให้กวนใจพวกเราเลย”

เธอยิ้มแล้วเอามือลูบบนพุง 

ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมชอบความเงียบระหว่างพวกเรา ผมเฝ้ามองความงดงามจากแววตาของผู้เป็นแม่ที่ส่งไปให้ลูกผ่านฝ่ามือที่ลูบไล้ไปบนพุงกลมๆนั้น

“แล้วนี่ก๊ะวางแผนชีวิตต่อไปอย่างไรบ้าง” ผมถามก๊ะ แต่ตาก็มองไปที่บัง สามีคู่ชีวิตที่ดูแลเธอมาตลอด

“เราคงอยู่ได้อีกไม่นาน เรารู้ดี ตอนนี้เราได้หาผู้หญิงคนใหม่มาให้บังแล้ว เค้าต้องช่วยกันดูแลลูกเราทั้ง ๕ คน บังจะได้มีคนช่วยเหลือ และเมียใหม่จะได้ดูแลบังด้วย” เธอยิ้ม หยดน้ำตารื้นจนล้นขอบตาคู่นั้น 

ใช่สิ มันหมายถึงสายตาที่พร่ามัวของผมด้วยเช่นกัน

เราได้ผ่าตัดคลอดให้เธอผ่านการดมยาสลบในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และในตอนนั้นร่างกายของเธอซูบผอมลงไปอีกมาก เธอเจ็บปวด หายใจลำบาก น้ำท่วมปอดจนต้องดูดเอาน้ำออกจากเยื่อหุ้มปอดเป็นครั้งคราว เธอต้องใช้ออกซิเจนพยุงการหายใจไว้บ่อยขึ้นและนานขึ้น

ทารกแฝดหน้าตาน่าเอ็นดู 

บังดูแลลูกอย่างดี ผมไม่แน่ใจนัก ว่าผู้หญิงคนนั้นที่มาช่วยดูแลก๊ะอยู่คือคนที่เธอขอให้มาเป็นคู่ชีวิตคนใหม่ของบังหรือไม่ แต่เรื่องบางเรื่อง ก็รู้เท่าที่เขาอยากให้รู้ก็พอใช่ไหม

แล้วก๊ะกับบัง ก็หายไปจากชีวิตของผมตั้งแต่นั้น

...................

ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ นี่มันยังไม่เช้า รอบห้องมืดสลัว แอร์ในห้องเย็นเฉียบ

รู้สึกแปลกใจ ว่าใครสักคนมานอนอยู่กับผม

เธอไม่ใช่เมีย 

เธอคนนี้ไม่ใช่เมีย 

สงสัยเมื่อคืนจะดื่มหนักไปสักหน่อย แล้วนี่เธอคือใคร เมื่อคืนผมคงพลาดท่าอะไรไปกับใครสักคนแน่ๆ แล้วตอนนี้เธอก็มานอนใส่ชุดบางๆอยู่ข้างตัวผม

ผมค่อยๆเอามือไต่ลูบต้นขาของเธอคนนั้น 

ไม่ไหวติง เจ้าของเรือนร่างนั้นยังคงหลับสนิท

ใจผมเต้นระรัว 

ถ้าหากเมื่อคืนเป็นการเสียตัวครั้งแรกให้กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่เมีย มันคงเป็นไปด้วยความไร้สติ มันไม่ได้รับรู้อะไร ไม่ได้รู้สึกถึงความสุขทางเพศเสียด้วยซ้ำกระมัง

ใจผมยังคงเต้นระรัว มือไม้ยังคงลูบผิวเนื้อเธอขึ้นไปอีกเรื่อยๆ 

สะโพกผาย เอวคอดลง 

อูย นอนกับผู้หญิงอื่นนี่มันรู้สึกตื่นเต้นได้เพียงนี้เชียวหรือ ความรู้ผิดชอบชั่วดีของผมมันหายไปไหนหมด ผมควรจะต้องลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าและออกจากห้องนี้ไปสิ แต่นี่ทำไม ยิ่งลูบคลำยิ่งมีความสุข

บ้าจริง

ใจผมยังคงเต้นระรัว ถ้ามันทะลุอกออกมาได้ มันคงทะลุไปแล้ว

มือผมไล้ไล่ขึ้นไปถึงเนินหน้าอก และทรวงอกนั้น

อูย..แม่เจ้า! 

มันอุ่น มันคุ้นมือ 

อูย..ความรู้สึกชั่วดีมันหายไปไหนหมด ทำไมผมจึงเอามือออกมาจากเต้าอันอวบอิ่มเอิ่มเต้านั้นไม่ได้

ผมค่อยๆเค้น กวาดมือวาดจากรอบหัวนมเป็นวงกลม จากนั้นค่อยๆเลื่อนมือออกมาจนถึงฐานของเต้านม ความรู้ที่ครูเคยสอนถึงทักษะและเทคนิคการตรวจเต้านมนั้นผมนำมาใช้เต็มที่ 

เต้านมเต้านั้น มันยั่วยวนผ่านการสัมผัส ผิวเนื้อเต้านมดูราบเรียบไร้ร่องรอยใดๆให้สะดุดมือ ไม่มีก้อน มันตึง จากนั้นผมก็เลื่อนมือไปที่หัวนมและค่อยๆบรรจงบีบมันเบาๆ ครูเคยบอกว่า ให้สังเกตว่ามีน้ำนมไหลออกมาบ้างไหม และให้ดูว่าสีมันเป็นน้ำปนเลือดหรือไม่ แต่ตอนนี้มันดูไม่ได้ไง มันมืด

“พ่อออออ....” ดึกแล้ว แม่จะนอน

“เอ๊า..” ผมอุทาน

หัวใจผมแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินเสียงเมีย

ใจหนึ่งก็ดีใจและโล่งหัวใจเป็นล้นพ้น ผมถอนหายใจ “ผมนอนกอดเมียอยู่ นี่คือฝันไป ผมไม่ได้นอกใจเธอ ผมไม่ได้ผิดสัญญาที่เคยให้ไว้”

แต่อีกใจหนึ่ง

เฮ้อ..บอกไม่ถูก ว่ามันคือความดีใจจริงๆ หรือเสียดายกันแน่

ฮ่าๆๆ

“สัปดาห์หน้า พ่อจะไปนัดตรวจแมมโมแกรมให้นะแม่” ผมกระซิบ

เธอตอบเพียง “อือ..” แล้วยังคงหลับต่อไป ประหนึ่งการนอนท่านี้ แบบนี้

ของผมคือความเคยชินของผมและเธอ

เธอหลับไปแล้ว ส่วนผมน่ะเหรอ 

ตาสว่าง หัวใจเริ่มเต้นช้าลง และมือ.... 

ยังคงอยู่ที่เดิม

ธนพันธ์ ชูบุญเสียด๊ายเสียดาย

๒๐ เมย ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)