คุณหมอนัดผมสิบโมง ผมไปถึงโรงพยาบาลก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ผมเดินไปที่เวชระเบียนเพื่อยื่นใบนัด จากนั้นก็วัดความดัน ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติ
๓๐ วินาที..สลิ๊ปเล็กๆที่แสดงตัวเลขของความดันก็เลื่อนออกมา เจ้าหน้าที่อ่านเสร็จก็ยื่นเอกสารให้ผมไปรอในห้องถัดไป ผมถามว่าความดันเป็นไงบ้าง..?
เจ้าหน้าที่บอกผมว่า..ความดันต่ำนิดๆ ผมก็เลยเป็นกังวลนิดๆเหมือนกัน ทุกครั้งที่ความดันต่ำๆ ผมมักจะพบเจอกับความเจ็บที่รอผมอยู่เบื้องหน้า..มิใช่น้อย
ผมมาโรงพยาบาล..ที่ถือว่าเป็น “คลินิกพิเศษ” เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อรักษาโรคเหงือก ซึ่งคุณหมอบอกต้องดูแลรักษากันยาวๆแบบต่อเนื่อง
ผมจึงมาตามนัดของคุณหมอเป็นครั้งที่ ๕ ในรอบ ๙ เดือน เป็นเรื่องเดียวในชีวิตของผมก็ว่าได้ ที่ตรงเวลามาตามวันนัดได้ทุกครั้ง ไม่เคยเลื่อนนัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
โรคเหงือกและฟัน สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจนเรื้อรัง ต่อไปจะดำรงชีวิตอย่างยากลำบากกว่านี้ ผมจึงต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองและต้องรักษาอย่างจริงจัง..
วันนี้..คนไข้เยอะเป็นปกติ สิบโมงแล้ว..คุณหมอยังไม่ได้เรียกชื่อผม ความรู้สึกของผม อยากนั่งทำใจสักพัก จึงคว้าหนังสือที่อยู่บนชั้นหนังสือใกล้ๆขึ้นมาอ่าน..
ชื่อหนังสือ..”ธรรมะสำหรับผู้ป่วย” เขียนโดยพระไพศาล วิสาโล ผมพลิกไปอ่านเรื่อง “เยียวยากาย..ด้วยใจผ่อนคลาย” ผมอ่านจนจบเรื่องและผ่อนคลายได้จริงๆ ไม่เครียดเหมือนตอนแรกที่เดินเข้ามา
ตอนท้ายของเรื่อง..ผู้เขียนได้ขมวดปมไว้ให้คิด ซึ่งเป็นพุทธวจนะ ความว่า “ท่านพึงสำเหนียกไว้ว่า “ถึงกายของเราจะมีโรครุมเร้า แต่ใจของเรา จักไม่มีโรครุมเร้าเลย..”
ผมเก็บหนังสือเข้าที่ ก็พอดีกับเจ้าหน้าที่เดินออกมาจากห้องเรียกชื่อผม “เชิญคุณชยันต์ เพชรศรีจันทร์ ค่ะ..” พร้อมกับยกมือไหว้ผมอย่างงาม สมกับที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลในคลีนิคพิเศษ
ผมถอดหมวก..แล้วยกมือไหว้คุณหมอ เตรียมตัวที่จะนอนบนเตียง ได้ยินเสียงคุณหมอทักเบาๆ “ขอโทษนะครับ ที่ให้รอนาน หมอคิดว่าไม่มา จึงรับคนไข้ฉุกเฉินไว้..” ผมยิ้ม คิดในใจว่าไม่เป็นไรผมรอได้ แต่เอ๊ะ ผมไม่เคยผิดนัดนะครับ
คุณหมอให้ผมอ้าปากกว้างๆ แล้วยัดผ้าก๊อตเข้าไปในซอกหลืบของริมฝีปากด้านใน มือคุณหมอเบามากและผมก็รู้ว่าอีกไม่กี่วินาที เข็มต้องทิ่มทะลุผ้าลงไปในเหงือกผมแน่ๆ
“เจ็บหน่อยนะครับ” ผมชาวาบไปถึงปลายเท้า เริ่มรู้สึกเจ็บหลังจากที่หมอพูดจบ มือประสานไว้บนหน้าท้อง ถ้าวางมือไว้ตรงอื่นจะดูเหมือนเกร็ง แล้วหมอจะต้องบอกว่าอย่าเกร็งนะครับ
หลังจากฉีดยาชาเป็นที่เรียบร้อย..หมอให้ผมอ้าปากกว้างๆอีกครั้ง เอียงหน้าไปทางซ้ายนิดๆ สอดเครื่องมือเข้าไป..มีเสียงดังกุกกักอยู่ในปากผม ผู้ช่วยพยาบาลก็ระดมฉีดน้ำเข้าปากผมอย่างหนักหน่วง จนล้นมาถึงโพรงจมูก
ช่วงแรกนี้ผมคิดว่า..คุณหมอน่าจะวอร์มอัพ แต่ปากผมก็เริ่มเจ่อแบบที่หุบไม่ลง น้ำที่เต็มปากจนแทบหายใจไม่ออก..นานเหมือนกันกว่าคุณหมอจะบอกให้บ้วนทิ้ง..
รอบที่สอง..ทั้งเจ็บทั้งเสียวเลย คุณหมอขูดหินปูนแบบทั้งโยกทั้งคลึง บางครั้งมีเย่อด้วย สงสัยหินปูนในปากมันคงแข็งแรงทนทานมาก พอบ้วนน้ำในปากออก จึงเหมือนมีเศษหินไหลตามน้ำออกไปด้วย
รอบที่สาม ใช้เวลาไม่นาน เหมือนคุณหมอพ่นหรือทายาอะไรก็ไม่รู้ในบริเวณเหงือกของผมรู้สึกจะสากๆ จากนั้นก็ให้ผมบ้วนปาก ตอนนี้แหละที่ผมรู้สึกเจ็บๆและปากเจ่อมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา..น้ำตาไหลออกมาทางหางตาแบบไม่รู้ตัว
คุณหมอพูดหลังจากที่ผมยกมือไหว้ขอบคุณ..”ถ้ารู้สึกปวดก็กินยาแก้ปวดได้นะ ยังเหลือคราวหน้าอีกครั้งนึง” “ครับ คุณหมอ”
บทเรียนแต่ละครั้ง..ขอนำไปสอนลูกสอนหลานว่าอย่าได้ละเลยในการดูแลปากและฟัน..ให้ความสำคัญเสียแต่วันนี้..ก่อนที่เจ็บเหงือกและปากเจ่อแบบผม...ที่ต้องใช้ความอดทนมิใช่น้อย
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒