วันนี้..ประชุมผู้บริหารโรงเรียนที่ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา..ผมเพิ่งทราบว่า..ผลสัมฤทธิ์ในส่วนของโอเน็ตของเขตพื้นที่ฯ ในภาพรวมต่ำกว่าปีที่แล้ว..
ผมกลับมาดูข้อมูลที่โรงเรียนอีกครั้ง..ก็พบความจริง การที่ผมไม่ได้สนใจแต่แรกก็เพราะไม่ต้องการแข่งกับใคร..เพียงแค่เปรียบเทียบและแข่งกับตนเอง...
พอทราบผลว่า..ดีกว่าเดิมผมก็ดีใจที่ทำสำเร็จ..เพราะเด็กบางคนพื้นฐานไม่พร้อมที่จะสอบ..เด็กบางคนย้ายมาเมื่อตอนป.๕..ยังอ่านหนังสือไม่คล่องเลย
ครูประจำชั้น..ไม่สามารถสอนเสริมในวันเสาร์ เนื่องจากเรียนป.โท.ปีที่ ๒ ต้องทำวิทยานิพนธ์ ผมจึงไม่บังคับครู ไม่กดดันใดๆทั้งสิ้น ครูไปเรียน ป.โทให้สบายใจ..ในเวลาปกติก็ขอให้ครูบริหารจัดการเวลาและเนื้อหาด้วยก็แล้วกัน...
ผมเคยเป็นครู รู้ปัญหาและความต้องการของครูพอสมควร ผมเคยเป็นศึกษานิเทศก์ที่เห็นพฤติกรรมผู้บริหารที่บังคับข่มขู่ครูสารพัด เพื่อให้ได้ในสิ่งต้องการ..ภาพและบรรยากาศแบบนั้นคือสิ่งที่ผมไม่ชอบ..
ดังนั้น..สิ่งที่ผมไม่ชอบและคิดว่าไม่ใช่..ผมจึงไม่นำมาใช้กับครู แล้วในที่สุดก็ต้องลงไปช่วยประคับประคองให้การเรียนการสอนไปรอด..ตลอดถึงฝั่งฝัน..
ผมช่วยสอนเสริมตอนเที่ยง..บางทีก็ใช้ชั่วโมงสุดท้าย และให้งานนักเรียนไปทำเป็นการบ้าน..เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัว..และเตรียมตัวให้พร้อมเสมอสำหรับโอเน็ต..
ผมบอกครูว่า..การประกวดประชันขันแข่ง ที่ต้องนำครูและนักเรียนออกนอกโรงเรียนขอให้ครูละเว้น..เพราะโรงเรียนมีเด็กน้อย..ตัวเลือกก็น้อย..อย่าคิดเพียงแค่จะไปหาประสบการณ์
เพราะเมื่อใดที่ครูคนหนึ่งนำเด็กกลุ่มหนึ่งไปแข่งขัน..เด็กอีกหลายคนจะถูกทิ้งทันที..ที่สุดแล้ว..เด็กหลังห้องจะมีอีกมากมาย..
ขอให้ครูคิดเสมอว่า..รัฐให้ค่าตอบแทนครูเพื่อสร้างให้เด็กเก่งและเป็นคนดีมีคุณธรรมอยู่ที่โรงเรียนและชุมชน ผู้ปกครองอยากเห็นลูกเขาอ่านคล่อง และ “โอเน็ต”ยังดำรงอยู่เสมอ..ตราบที่ยังมีกระทรวงศึกษาฯ ครูต้องเข้าใจในจุดนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้..ในโรงเรียนจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากสอนและสอน...อย่างเป็นระบบและหลากหลาย..ภายใต้แผนปฏิบัติการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
โรงเรียนขนาดเล็ก จึงต้องบริหารจัดการตามบริบทที่ควรจะเป็น ผมพยายามตัดเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องออกไป..งานใดที่เขตพื้นที่แจ้งมา ถ้าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับครู นักเรียนและโรงเรียน..รับรู้แต่ไม่ต้องทำให้เป็นกระดาษ และต้องไม่ทำให้ต้นสังกัดเสียหายด้วย...
วันนี้..รับทราบเรื่องราวมากมายในที่ประชุมฯ แจ้งโดยหัวหน้ากลุ่มงานต่างๆ ท่านผู้อำนวยการเขตฯ ตั้งคำถามเล่นๆว่า “โรงเรียนต้องทำงานมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ?..ผมฟังท่านแล้ว อยากจะบอกท่านเหลือเกินว่า มากอย่างนี้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี..ครับ
จึงเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น..ที่ส่งผลให้โรงเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเดิม ทำให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนในทุกสาระวิชาในระดับเขตพื้นที่มีภาพรวมต่ำกว่าปี ๒๕๖๐
หมดสมัยแล้วที่จะพูดว่า..เด็กที่เข้าสอบโอเน็ตเป็นเด็กคนละกลุ่ม อย่าพูดเลยว่าข้อสอบยากง่ายไม่เท่ากัน..แต่โรงเรียนต้องหันมาทบทวนบทบาทตัวเอง ศึกษาปัญหาและบริบทที่เป็นอยู่ เพราะเราต่างรู้แล้วว่าโอเน็ตเป็นข้อสอบวิเคราะห์และออกตามตัวชี้วัด..การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด..
สำหรับผม..๕ ปีแล้วที่ทำสำเร็จใน ๓ วิชาหลักสูงกว่าระดับประเทศ ทั้งที่ต้นทุนเดิมของเด็กอ่อนมาก เพราะผมตัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกไป “หัวใจ”อยู่กับคุณภาพทางวิชาการ..
ในที่สุด..วันนี้ผมก็พบว่า..ภาพรวมของคะแนนเฉลี่ยโอเน็ตของนักเรียนสูงกว่าเขตพื้นที่มากมาย..แม้แต่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนก็ยังสูงกว่า แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผมทำนั้นมันของจริงและทำงานหนักมาก...
ในแต่ละปี..โอเน็ตเป็นกระบวนการทำงานที่มีปัญหา ทุกคนทราบดีอยู่ที่ว่าจะมองปัญหาอย่างไร? บางโรงเรียนอาจปล่อยวาง..แล้วทิ้งขว้างไป..
ส่วนผม “ปล่อยวาง” แล้วหาทาง แก้ไข..ยังไงก็ต้องประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๒
