การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก : ๘. ยกระดับความทันสมัยของหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมิน


บันทึกนี้ ตีความจากหนังสือ A World-Class Education : Learning from International Models of Excellence and Innovation (2012) (1) เขียนโดย Vivien Stewart   บทที่ 5 Modernizing Curriculum, Instruction and Assessment    คำคมประจำบันทึกนี้คือ โรงเรียนตามรูปแบบปัจจุบัน ไม่ใช่โรงเรียนในอนาคต

การยกระดับความทันสมัยของโรงเรียน และระบบการศึกษา จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา    และบางครั้งต้อง disruptive  

มาตรฐานระดับโลก

มาตรฐานการศึกษาหมายถึงข้อกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    ที่ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคสมัย     ซึ่งในปัจจุบันเป็นสังคมและเศรษฐกิจนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก    แต่ละประเทศจึงต้องระดมความคิด กำหนดมาตรฐานการศึกษาของตน ที่เป็นมาตรฐานที่ไม่เพียงผู้เรียนพัฒนาไปเป็นพลเมืองของประเทศเท่านั้น ยังต้องเป็นพลเมืองโลกด้วย

ต้องไม่หลงให้ความสำคัญต่อข้อเขียนมาตรฐานมากกว่ามนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือครู    กล่าวใหม่ว่า กระบวนการพัฒนามาตรฐานการศึกษาต้องดำเนินการแบบ “มีส่วนร่วม” อย่างกว้างขวาง     โดยครูมีบทบาททำความเข้าใจสภาพสังคมในอนาคต   และนำมาร่วมกันกำหนดมาตรฐานการศึกษา     กระบวนการ จะช่วยให้วงการครู เข้าใจแจ่มแจ้งว่า     เพื่อบรรลุมาตรฐานนั้น ตนเองจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง   

การเขียนมาตรฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น    งานที่แท้จริงคือการดำเนินการให้แก่นักเรียน เพื่อให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนบรรลุมาตรฐานนั้น    กล่าวใหม่ว่า มาตรฐานต้องนำไปสู่แนวทางจัดการเรียนรู้ (instruction) ที่มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการคือ มุ่งเป้า (focus),  เอาจริงเอาจัง หรือมีความลุ่มลึก (rigor) หรือไม่ผิวเผิน,  และ มีความกลมกลืนสอดคล้อง (coherence) กันในหลากหลายมิติ     ซึ่งเป็นลักษณะของการจัดการเรียนรู้ของประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก   

ที่สำคัญคือ มาตรฐานดังกล่าวต้องพัฒนาขึ้นโดยมีข้อมูลหลักฐานรองรับ    ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ    หรือเขียนตามอย่างประเทศอื่น  

ผลลัพธ์การเรียนรู้ต้อง “ซับซ้อน” (complex) ที่ไม่ใช่เพียงแค่ “รู้”  แต่ต้องเอาความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงที่หลากหลายได้    คือไม่ใช่เพียงระบุว่ารู้  แต่ต้องระบุว่าสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้   

มาตรฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น   งานหลักคือการเขียนสาระวิชา (content) ที่มีคุณภาพสูง (อยู่ในรูปหนังสือ หรือสื่อ ออนไลน์)     เชื่อมโยงสู่โปรแกรมสร้างครูใหม่ และโปรแกรมพัฒนาครูประจำการ    และการประเมินผลที่มีความละเอียดซับซ้อน    จึงจะบรรลุเป้าหมายการศึกษาคุณภาพสูงได้จริง       

ทักษะใหม่สำหรับสังคมนวัตกรรมโลกาภิวัตน์

การเขียนทักษะใหม่ที่ต้องการแบบกว้างๆ  ใช้คำโตๆ ไร้จุดเน้น เป็นจุดอ่อนของวงการศึกษาของประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาต่ำ  

ในภาพรวม สังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ มีลักษณะสำคัญ ๔ ประการ ที่ใช้เป็นประเด็นหลักในการกำหนดมาตรฐาน คือ

  • มีความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • ให้ความสำคัญต่อความยั่งยืน (sustainability) ของทรัพยากร
  • คำนึงถึงความเชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันและกันทั่วโลก (global interdependent)
  • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven)  

  

         มีสมรรถนะสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในยุคนี้ต้องเพิ่ม “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม”  ซึ่งมีนัยยะด้านการดำเนินการแบบ “ฝ่ายผู้ใช้เป็นผู้กำหนด” (demand-pull)    ไม่ใช่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แยกตัวจากฝ่ายผู้ใช้ ที่เรียกว่า “ฝ่ายชีวิตจริง” (real sector)     ซึ่งหมายความว่า นักเรียนต้องทำความเข้าใจ และฝึกปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนฐานชีวิตจริง ปฏิบัติการจริง    เพื่อเชื่อมโยงไปเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในอนาคต    ครูอาจารย์ต้องสามารถจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ให้ศิษย์เข้าใจวิทยาศาสตร์ในสภาพชีวิตจริงได้    

นักเรียนต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง วิทยาศาสตร์แท้ (science) กับวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience)     และสามารถตัดสินใจโดยการใช้ข้อมูลหลักฐานในเรื่องใหม่ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่นรถไฟความเร็วสูง  สเต็มเซลล์  พลังงานทางเลือก เป็นต้น    กล่าวง่ายๆ คือ ต้องไม่ถูกหลอกด้วยการโฆษณาชวนเชื่อแบบผิดๆ

ที่สำคัญยิ่งคือ มีครูที่มีความรู้ความสามารถสูง    มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่น้อยมาก   มีวิธีดำเนินการอย่างได้ผลในการลดช่องว่างของผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่แตกต่างกันทางเศรษฐกิจและสังคม    และมีการเชื่อมต่อ (alignment) อย่างดี ระหว่างมาตรฐาน หลักสูตรการฝึกครู และการประเมิน    

การจัดการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูง มีลักษณะร่วมสำคัญคือ    วิชาที่เรียนในแต่ละชั้นเรียนมีระดับความรู้ที่สูงหรือก้าวหน้ามาก เช่น ในประเทศจีน นักเรียนทุกคนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงมาก  วิชาเหล่านี้ได้แก่ พีชคณิต เรขาคณิต ชีววิทยา ฟิสิกส์ และเคมี    ข้อเรียนรู้ในประเด็นนี้เกี่ยวกับการศึกษาไทยคือ ระบบของเราแยกนักเรียนสายศิลป์ออกมา ให้ไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์    หรือเรียนน้อยมาก เป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับคุณภาพพลเมืองในอนาคตหรือไม่

สิ่งที่พึงระวังอย่างยิ่งคือ ผลลัพธ์การเรียนรู้มีลักษณะกว้างและตื้น   และเน้นท่องนิยามศัพท์ต่างๆ     แทนที่จะเน้นความเข้าใจหลักการ และการประยุกต์ใช้ความรู้นั้น ในการแก้ปัญหา  และในการตั้งคำถามเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม       

การจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้องคือการจุดประกายความใคร่รู้  และความพิศวงหลงใหลในวิชาวิทยาศาสตร์    ที่เรียกว่าวิธีจัดการเรียนรู้แบบตั้งข้อสงสัย (inquiry method)    โดยมีหลักการสำคัญคือ เรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยปฏิบัติการวิทยาศาสตร์   เพื่อให้เกิดความเข้าใจวิทยาศาสตร์ในมิติที่ลึก เข้าไปถึงระดับคุณค่า   ไม่ใช่โดยท่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ในระดับตื้น   

คำแนะนำภาคปฏิบัติต่อโรงเรียน มีดังนี้

  • - ลดการสอนแบบถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูป    เพิ่มการเรียนในห้องปฏิบัติการและการทำโครงการ   เขาแนะนำ online laboratory ที่ https://wikis.mit.edu/confluence/display/ILAB2/Home  
  • - ครูวิทยาศาสตร์และครูคณิตศาสตร์ ร่วมกันวิเคราะห์ทำความเข้าใจข้อสอบ PISA (www.pisa.oecd.org/dataoecd/47/23/41943106.pdf)   นำมาใช้ในการสอน
  • - สร้างความร่วมมือ ดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์ กับโรงเรียนในต่างประเทศ   ตัวอย่างเช่น GLOBE’s Program ของ NASA (http://globe.gov)   และโครงการ ilearn (http://us.ilearn.org)   ที่จริงเราสามารถนำมาใช้สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนใกล้เคียง  หรือระหว่างโรงเรียนในต่างภาค ในประเทศไทยก็ได้    หรือร่วมมือกับโรงเรียนในประเทศเพื่อนบ้านก็ได้  

   

        มีความลึกซึ้งจริงจังด้านเศรษฐกิจยั่งยืน

เรื่องนี้อาจเรียกว่า environmental literacy หรือ sustainable education   ซึ่งมีหลักการว่า นักเรียนควรได้ทำสิ่งต่อไปนี้

  • - เข้าใจพลวัตของระบบสิ่งมีชีวิต และปัจจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงของระบบ    พัฒนาการคิดกระบวนระบบ (systems thinking) ว่าตนเองมีทางเลือกอย่างไรบ้าง  เพื่ออนาคตของตนเอง และของเพื่อนร่วมโลก
  • - เข้าใจทฤษฎี เศรษฐกิจยั่งยืน    และเข้าใจว่าพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลส่งผลกระทบต่อ “สุขภาวะ” ของดาวเคราะห์โลก อย่างไร 
  • - ตระหนักในความเชื่อมโยงพึ่งพาอาศัยต่อกันและกันของสรรพชีวิตในโลก    ที่เรียกว่า “สหสุขภาวะ” (healthy Commons)    และทุกคนมีส่วน “ให้” แก่ Commons    เพื่อชีวิตที่ดีร่วมกันในระยะยาว
  • - มีทักษะและจริตในการทำงานร่วมกับคนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน   เพื่อร่วมกันออกแบบและดำเนินการเพื่อสุขภาวะร่วมกันในชุมชน  

    ตัวอย่างการดำเนินการในโรงเรียนมีมากมาย เช่น

  • - โรงเรียนระดับประถมศึกษา ให้นักเรียนตรวจสอบรูปแบบการใช้ที่ดิน ในชุมชนใกล้เคียง และทำความเข้าใจว่าสภาพเช่นนั้นมีผลอย่างไรต่อระบบนิเวศน์   อาจให้นักเรียนทำสวน เพื่อศึกษาการใช้น้ำ
  • - โรงเรียนระดับมัธยมต้น สร้างหน่วยการเรียนรู้สหวิชา  ให้ครูวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา และคณิตศาสตร์ ร่วมกันศึกษาประเด็นด้านสภาพแวดล้อม นำมาสร้างบทเรียน 
  • - โรงเรียนระดับมัธยมปลาย ให้นักเรียนจัดทีมทำโครงงาน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม  เช่นในสหรัฐอเมริกามี Habitable Planet project (www.edc.org/projects/
  • - นักเรียนใช้ energy modeling software ศึกษารูปแบบการใช้พลังงานในโรงเรียน   แล้วดำเนินการปรับปรุงเพื่ออนุรักษ์พลังงาน  
  • - โรงเรียนร่วมมือกับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ออร์แกนิก ผลิตอาหารให้นักเรียนบริโภค
  • - มีแหล่งเอกสารประกอบการสอนเพื่อการนี้มากมาย เช่น National Science Foundation, National Institute of Health, Environmental Protection Agency, Cloud Institute for Sustainable Education   ครูไทยแต่ละโรงเรียนควรทำกระบวนการ PLC เพื่อค้นหาแหล่งเอกสารประกอบการสอนด้านนิเวศวิทยาในประเทศไทย

      

             พัฒนาความรู้และทักษะเกี่ยวกับสังคมโลก

หัวใจของเรื่องนี้คือ โลกมนุษย์เชื่อมโยงถึงกันหมด   การศึกษาจึงต้องสร้างสมรรถนะ 3Cs เพื่อการนี้คือ compete (แข่งขัน), connect (เชื่อมโยง), cooperate (ร่วมมือ)    การศึกษาจึงต้องครอบคลุมความรู้โลก นอกขอบเขตประเทศของตน    เพื่อเตรียมไปเป็นคนทำงานและเป็นพลเมืองทั้งของประเทศตน และของโลก    นักเรียนต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกันกับคนในประเทศอื่น และในต่างวัฒนธรรม   ความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ และวัฒนธรรมของต่างประเทศ    รวมทั้งการฝึกทักษะการทำงานร่วมกับคนที่มีพื้นฐานแตกต่างจากตนเอง  จึงมีความสำคัญยิ่ง     

สมรรถนะนี้เรียกว่า global competence หรือ global literacy   ซึ่งมีผู้นิยามว่า หมายถึง “ความสามารถใช้ความรู้และทักษะ ในการทำความเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์ ในโลกที่ ความซับซ้อน แตกต่าง และเชื่อมโยงถึงกัน เพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา”    อาจมองอีกมุมหนึ่งว่า เป็นการเรียนเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียนในชุมชนของตน ในประเทศของตน และในโลก

การพัฒนาสมรรถนะนี้ ไม่ควรแยกเป็นวิชาต่างหาก    ควรบูรณาการอยู่ในทุกวิชา

Asia Society ได้จัดตั้ง Center for Global Education   ซึ่งมี International Study Network (https://asiasociety.org/international-studies-schools-network) ทำหน้าที่ส่งเสริม global competence ของนักเรียนในประเทศต่างๆ

ผู้เขียน (Vivien Stewart) สรุปแนวทางดำเนินการ ๖ ประเด็น ดังต่อไปนี้

  • - สร้างวิสัยทัศน์เรียนรู้โลก    โดยปรับปรุงข้อความระบุพันธกิจ และสมรรถนะของผู้จบการศึกษา  ให้สะท้อนการเรียนรู้แบบนานาชาติ  
  • - ดำเนินการเกี่ยวกับครูอาจารย์  โดยรับครูที่สนใจเรื่องราวของต่างประเทศ    ส่งเสริมโอกาสไปต่างประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาครูที่ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่และเรื่องราวของต่างชาติ 
  • - จัดการสาระวิชา ให้มีสาระนานาชาติมากขึ้น ในทุกวิชา    บรรจุมิติด้านนานาชาติลงไปในทุกวิชา   
  • - ให้เรียนภาษาสำหรับสื่อสารได้ทั่วโลก    รวมทั้งภาษาที่ไม่มีการสอนบ่อยนัก  
  • - เข้าถึงแหล่งข้อมูลจากทั่วโลก โดยใช้ ไอซีที    มีความร่วมมือกับต่างชาติ   จัดรายวิชานานาชาติออนไลน์
  • - ขยายประสบการณ์ของนักเรียน  โดยจัดให้มีการเรียนรู้รับใช้สังคม ที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม 

ในปัจจุบัน โดยรอบโรงเรียนมักมีทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ด้านนานาชาติ   เช่นที่ศรีราชามีคนญี่ปุ่นมาทำงานอยู่มาก   ใกล้ๆ มศว. ประสานมิตรก็มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในคอนโดใกล้ๆ จำนวนมาก   มักมีคนจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานในเมืองไทย    โรงเรียนสามารถใช้คนเหล่านี้เป็น “อาสาสมัครผู้ช่วยครู”    ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา และวัฒนธรรม ของประเทศนั้นๆ   

    

        ส่งเสริมความสร้างสรรค์ และทักษะการเรียนรู้

ในยุคเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้  การศึกษาต้องพัฒนาความสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่ทักษะสร้างนวัตกรรม    เพื่อให้พลเมืองไทยมีสมรรถนะในการดำรงชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วพลิกผัน อยู่กับสภาพสังคมที่มีความซับซ้อน และความไม่ชัดเจน หรือมองได้หลายแง่หลายมุม    การศึกษาต้องมุ่งให้นักเรียนได้ฝึกค้นหา ตรวสอบ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้  เพื่อเลือกนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากที่คุ้นเคย   ซึ่งจะเป็นการฝึกทักษะการเรียนรู้ (learning how to learn) ไปโดยปริยาย 

ประเทศที่การศึกษามีคุณภาพสูงระดับโลกเอาใจใส่เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาความสร้างสรรค์ และทักษะการเรียนรู้    โดยการทำให้นักเรียนเกิดสมรรถนะในการเป็น “ผู้เรียนที่กำหนดการเรียนรู้ของตนเอง” (self-directed learner)    โดยที่สภาพชั้นเรียนแตกต่างจาก “ห้องสอน” ที่นักเรียนมุ่งฟัง (และเชื่อฟัง) ครู    เปลี่ยนไปเป็น “ห้องทำงาน” (studio) ของนักเรียน    ที่นักเรียนค้นคว้าและทำกิจกรรมเป็นทีม เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน    หรือทำกิจกรรมคนเดียว เพื่อการเรียนรู้เฉพาะตัว แล้วนำมาใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ร่วมกัน  โดยครูทำหน้าที่ โค้ช หรือทำหน้าที่จัด scaffolding ให้แก่ศิษย์     เพื่อให้เกิดทักษะขั้นสูง (higher order skills)  และฝึกการคิดอย่างลึกซึ้ง (deep thinking)        

ความสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการปิ๊งแว้บ แต่เกิดจากกระบวนการที่ซับซ้อน    หนังสือบอกว่ามี ๕ องค์ประกอบเป็นอย่างน้อย คือ

  • - ความรู้   มีความรู้เรื่องนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง  และรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องพอประมาณ 
  • - ทักษะการคิดสร้างสรรค์    ได้แก่การตีความข้อมูลหลักฐานด้วยมุมมองใหม่ๆ    การคิดหาวิธีการประยุกต์ความรู้ในแนวทางใหม่ 
  • - แรงจูงใจ   ที่มาจากความอยากรู้อยากเห็น  มีความสนใจส่วนตัว   อดทนทำต่อเนื่อง  กล้าเสี่ยง  ไม่กลัวความไม่ชัดเจนหรือกำกวม
  • - ความเข้าใจเรื่องการคิด (metacognition)   มีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์    ซึ่งผมตีความว่า ไม่กลัวผิด
  • - สภาพแวดล้อม   ที่ส่งเสริมแรงขับดันจากภายในบุคคล  ความร่วมมือ  และไม่ตำหนิหรือลงโทษหากล้มเหลว

ขอเพิ่มเติมว่า คำว่า literacy  ในความหมายของการศึกษาคุณภาพสูง ไม่ได้แปลว่า “ความรู้”  แต่แปลว่า “ความสามารถนำความรู้ไปใช้”

  

การประเมิน

หลักการสำคัญที่สุดสำหรับระบบการศึกษาคุณภาพสูงคือ การประเมินต้องทำเพื่อประโยชน์ของนักเรียนเป็นหลัก    ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้บริหารการศึกษาเป็นหลักอย่างที่ปฏิบัติกันในประเทศที่การศึกษาคุณภาพต่ำ   

หลักการประการที่สองคือ ให้มีการประเมินน้อยๆ แต่มีคุณค่า    อย่าจัดให้มีการประเมินมากมายหลายหน่วยงานเจ้าของจนเปรอะและก่อผลร้ายต่อการเรียนรู้ของนักเรียน   

หลักการประการที่สาม   สำหรับนักเรียนชั้นประถม ควรเน้นที่การประเมินโดยโรงเรียน (school-based testing)    ไม่ควรเน้นประเมินโดยองค์กรหรือกลไกภายนอก  

หลักการประการที่สี่   ควรเน้นข้อสอบอัตนัย ที่ทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหา  และทดสอบการเรียนรู้ในระดับลึก     ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย ที่เน้นการจำสาระความรู้  และเป็นการเรียนรู้ระดับที่ตื้น

หลักการประการที่ห้า    ประเมินและให้คะแนนตามเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้    อย่าให้คะแนนโดยเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน   เช่นอย่าให้ A แก่นักเรียนที่ตอบข้อสอบได้คะแนน ๕๐ จาก ๑๐๐  และเป็นที่หนึ่งของชั้น

หลักการประการที่หก   มีระบบช่วยให้ครูและโรงเรียนประเมินความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้แม่นยำ และซื่อสัตย์  

หลักการประการที่เจ็ด  สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ควรประเมินโดยกลไกภายนอกโรงเรียน     

หลักการประการที่แปด   ควรพัฒนาขีดความสามารถของครูและโรงเรียน ในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง    เพื่อให้สามารถเอื้อการเรียนรู้ในระดับดังกล่าวได้    ผมขอเสริมว่า ในข้อที่แปดนี้ มีมิติของ Formative Assessment และ Constructive Feedback อยู่ด้วย    รายละเอียดอยู่ในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้  ซึ่งอ่านได้จาก บล็อก ()     

 เตรียมนักเรียนสู่สังคมนวัตกรรมโลกาภิวัตน์

หลักการคือ มีระบบการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง  โดยมีมาตรฐานฝังอยู่ในหลักสูตรที่เข้มแข็ง    มีขั้นตอนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างมีหลักการ  เชื่อมต่อไปยังการประเมินที่จริงจัง    และเชื่อมไปยังการผลิตครู และการพัฒนาครูประจำการ    ในระบบการศึกษาคุณภาพสูง องค์ประกอบที่กล่าวถึงข้างต้นต้องทำงานร่วมมือเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน    ไม่ใช่ต่างส่วนต่างทำ     และต้องประเมินคุณภาพของการดำเนินการในแต่ละส่วนแต่ละขั้นตอน    ให้มั่นใจว่ามีคุณภาพสูงจริงๆ   

หลักสูตรที่เข้มแข็ง ต้องระบุสาระหรือเนื้อหาวิชาที่เข้ม    และระบุวิธีจัดการเรียนรู้แบบใหม่  รวมทั้งระบุวิธีการประเมินที่เข้ม    โดยที่หลักสูตรต้องทั้งกว้างและโฟกัส   และต้องเรียกร้องผลงานคุณภาพสูงจากครู โดยมีการสนับสนุนสูงด้วย (High expectation, High support)    ในการดำเนินการประยุกต์หลักสูตรดังกล่าว ต้องใช้ PDCA (Plan, Do, Check, Act) เป็นวงจรยกระดับคุณภาพ อยู่ตลอดเวลา        

บทเรียนต่อประเทศไทย

คำแนะนำต่อวงการศึกษาไทยคือ

  • - กำหนดมาตรฐานสูงระดับโลก    หลักการ High expectation, High support ใช้ได้เสมอ
  • - พัฒนาทักษะเพื่อสร้างพลเมืองของสังคมนวัตกรรมระดับโลก
  • - ใช้การประเมินที่ทันสมัย 
  • - ให้นักเรียนได้เรียนโดยทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชีวิตจริงสภาพจริงในสังคม
  • - ใช้ PDCA ในกิจกรรมเรียนรู้ของนักเรียน  ในการทำงานของครู  และในการจัดการหลักสูตร     

ขอขอบคุณ นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้   

วิจารณ์ พานิช

๒๒ ม..ค. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (2)

[email protected]
IP: xxx.128.105.195
เขียนเมื่อ 

Thank you for sharing this character for a world class education standard (for Thailand). I think we need to set our goal and drive towards this – meaning DoE, teachers, and students should know what we aim for by commitment to Thailand’s education systems. We all will need to work to achieve the goal for ourselves and our children thereafter.

[email protected]
IP: xxx.128.105.195
เขียนเมื่อ 

Ooops!

A correction ‘DOE’ (Department of Education) in my comment above should be replaced by ‘MoE’ (Ministry of Education). My apologies for my own confusion.

I do sincerely hope that people involved can and will adopt and adapt to the ‘world class education standard’. But if necessary we should prepare for ‘DNA replacement’ or ‘stem cell’ treatments. as a part of the strategic plan to make this happen.

หมายเลขบันทึก

660578

เขียน

19 Mar 2019 @ 19:59
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก