การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก : ๖. ลักษณะร่วมของระบบที่ประสบความสำเร็จ

หนังสือ A World-Class Education : Learning from International Models of Excellence and Innovation (2012) (1) เขียนโดย Vivien Stewart   บทที่ 3 The Common Elements of Successful Systems    แนะนำปัจจัยหลัก ๘ ประการ ตามบริบทอเมริกัน    และผมตีความสรุป โดยใส่บริบทไทย มานำเสนอดังต่อไปนี้

วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ

มีประเด็นสำคัญในเรื่องวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ ๖ ประเด็นคือ

  • ช่วยให้มีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องในระยะยาว    เพราะนโยบายและมาตรการทางการศึกษากว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา ๕ - ๑๐ ปี    ภาวะผู้นำต้องมาจากทั้งภาคการเมืองและภาคสังคม    และต้องสร้างความเห็นพ้อง ในกลุ่มครู ผู้นำทางการศึกษา ผู้ปกครอง และภาคธุรกิจ    จึงจะมีพลังขับเคลื่อนต่อเนื่องยั่งยืน
  • ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้  
  • ต้องเอาใจใส่มิติด้านความเป็นธรรมในสังคม  คือความเท่าเทียมกันทางการศึกษา    และใช้มาตรการทางการศึกษาสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม
  • การมีตารางแสดงบทบาทของหุ้นส่วน (Partnership Table) อย่างที่แคนาดาใช้ จะช่วยให้ทุกๆ ฝ่ายได้ตรวจสอบการมีส่วนร่วมของตน   
  • ถ้อยคำแสดงวิสัยทัศน์ต้องกว้างพอ ที่จะครอบคลุมบริบทที่แตกต่างหลากหลายในสังคม
  • รู้จักใช้วิกฤติเป็นโอกาส    เพื่อดึงดูดทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน  

ผมขอเพิ่มเติมประเด็นที่ ๗ สำหรับบริบทไทยคือ

  • ต้องให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว (unity) ของวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ เกิดวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำต่างชุด แยกกันทำเป็นเสี่ยงๆ    ซึ่งอาจกล่าวใหม่ว่า ต้องมี alignment และ coherence ในการดำเนินการ 

กำหนดมาตรฐานสูงหรือท้าทาย

ทุกประเทศที่มีผลลัพธ์การเรียนรู้ดี กำหนดมาตรฐานการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ไว้สูงทั้งสิ้น    เจ้าของมาตรฐานควรเป็นระดับพื้นที่ เช่นในบริบทไทย ระดับจังหวัด แต่มีการประสานงานปรึกษาหารือหรือทำงานร่วมกันทุกพื้นที่    โดยส่วนกลางทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวก หรือให้คำแนะนำ ไม่ควรกำหนดแบบสั่งการจากส่วนกลางหรือเบื้องบน  

หลักการในการกำหนดมาตรฐานมีดังนี้

  • โฟกัสประเด็น หรือจุดเน้น
  • กำหนด “ความลึก” (depth) ของมาตรฐานแต่ละด้านอย่างชัดเจน    โดยเฉพาะความลึกของเนื้อหาวิชา    ไม่ใช่กำหนดแค่ความกว้างหรือความครอบคลุม
  • มีความเข้มงวดจริงจัง (rigor)  หรือระดับวิชาการที่สูงหรือเข้ม    ตัวอย่างที่เขายกมาอธิบายคือ มาตรฐานความเข้มของวิชาที่นักเรียน ม. ๒ ของอเมริกาเรียน ล้าหลังของประเทศที่คุณภาพการศึกษาเป็นเยี่ยม ๒ ปี    เรื่องนี้มีข้อมูลของไทยว่านักเรียนกลุ่มเก่งของไทย  เรียนรู้วิชาเข้มกว่านักเรียนกลุ่มอ่อน ๒ - ๓ ปี
  • เป็นมาตรฐานที่มีความต่อเนื่องมีหลักคิดเป็นเหตุเป็นผล ตามหลักวิชา    ไม่ใช่เขียนเป็นท่อนๆ ไม่เชื่อมโยงกัน   
  • เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งหลักสูตร   ไม่ใช่กำหนดเพียงเฉพาะบางส่วน   
  • การกำหนดมาตรฐาน เป็นเพียงจุดเริ่มต้น    งานจริงคือการพัฒนาหลักสูตร และ ดำเนินการให้บรรลุมาตรฐานที่กำหนด    ซึ่งหัวใจคือการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้า     การประเมินภายนอกเป็นระยะๆ (ส่วนใหญ่ตอนปีสุดท้ายของมัธยมต้น และปีสุดท้ายของมัธยมปลาย จะช่วยกระตุ้นการดำเนินการตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้นรองรับมาตรฐาน

  

 มุ่งสร้างความเท่าเทียม

ความล้มเหลวของระบบการศึกษาก่อผลเสียหายในระยะยาวต่อสังคมอย่างรุนแรงยิ่ง     ความล้มเหลวที่พบบ่อยมากในโลกคือการสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ระหว่างเด็กในครอบครัวฐานะดี กับเด็กในครอบครัวยากจน    และระหว่างเด็กในเมือง กับเด็กในชนบทห่างไกล   

กลไกสำคัญในการสร้างความเท่าเทียม มี ๕ ประการคือ

  • การดำเนินการระดับชั้นเรียน   รัฐออนทาริโอ แคนาดา บรรลุผลลัพธ์ด้านอ่านออก โดยดำเนินการในทุกโรงเรียนในรัฐ   ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะในบางโรงเรียน    ฟินแลนด์ดำเนินการโดยเน้นฝึกครูให้มีความสามารถจัดการสอนแบบแยกแยะแก่เด็กที่มีทักษะต่างกัน    และมีทีมช่วยเหลือเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อน   สิงคโปร์มีการสอนพิเศษแก่กลุ่มเด็กที่เรียนไม่ทัน   
  • โครงสร้างของโรงเรียน หรือของระบบการศึกษา     ขณะนี้เป็นที่ประจักษ์จากผลการวิจัย ว่าการแยกสายนักเรียนเร็วเกินไป   เช่นการที่ระบบการศึกษาไทย แยกเป็นสายวิทยาศาสตร์  สายศิลปศาสตร์  และสายอาชีวศึกษา  ตั้งต่จบชั้นประถมปลาย    เป็นตัวเร่งความไม่เท่าเทียม    เพราะเป็นการเปิดช่องให้เด็กจากครอบครัวเศรษฐฐานะต่ำหันไปเรียนสายที่วิชาการอ่อน    เขาแนะนำว่าควรแยกในระดับ ม. ปลาย    และจะให้ดี ควรให้เปลี่ยนสายได้เสมอ     
  • ระบบสนับสนุนการเรียนรู้นอกโรงเรียน    เรื่องนี้ผมเรียกว่า “พื้นที่สองในสาม”    เพราะจริงๆ แล้ว ๒/๓ ของการเรียนรู้ของเด็กเกิดนอกห้องเรียน    ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่ (๒)     ในหนังสือเล่มนี้กล่าวย้ำความสำคัญของพื้นที่เรียนรู้ของเด็กเล็ก    ซึ่งผมขอแนะนำหนังสือ พลังแห่งวัยเยาว์(๓)
  • โครงสร้างครอบครัวและการผูกพันครอบครัวเข้ากับการเรียนรู้ของเด็ก    ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีเด็กที่ในครอบครัวมีเฉพาะแม่หรือพ่อ    และผลการวิจัยบ่งชัดว่าเด็กเหล่านี้ผลการเรียนโดยเฉลี่ยต่ำกว่า     ในสิงคโปร์มีการจัดทีมอาสาสมัครในชุมชนทำหน้าที่คล้ายครอบครัว เข้าไปสนับสนุนเด็กที่อยู่ในสถานะแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว     ผมขอเพิ่มเติมในบริบทไทยว่า ไม่ว่าในโรงเรียน และในเด็กกลุ่มใด การจัดให้พ่อแม่มีส่วนช่วยเหลือหรือแสดงบทบาทในโรงเรียน อย่างเหมาะสม    มีผลดีต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมากมาย    และมีตัวอย่างโรงเรียนที่ใช้มาตรการอย่างได้ผลดียิ่ง  
  • ทรัพยากร   การมีทรัพยากรเพียงพอ และใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม  มีความสำคัญมากต่อการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา    เป็นที่น่ายินดีว่า ในปี ๒๕๖๑ ประเทศไทยได้ก่อตั้ง สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากร และแหล่งจัดการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา     ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาไทยมีปัญหาพร้อมๆ กันสามด้านคือ (๑) ใช้ทรัพยาการมาก ผลสัมฤทธิ์ต่ำ   (๒) คุณภาพต่ำ  (๓) ความเท่าเทียมต่ำ     ยุทธศาสตร์สำคัญของไทยจึงควรเน้นที่การลดความสูญเปล่าในการใช้ทรัพยากร ควบคู่ไปกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังส่วนที่มีความจำเป็นสูงเพื่อคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้

                         หนังสือบอกว่า วิถีปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ก่อความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาในสหรัฐอเมริกาคือระบบทรัพยากร ที่งบประมาณสนับสนุนโรงเรียนมาจากภาษีท้องถิ่น    ทำให้ท้องถิ่นยากจนย่อมมีคุณภาพการศึกษาต่ำ เพราะทรัพยากรไม่เพียงพอ  

ผมขอเพิ่มเติมประเด็นที่ ๖ สำหรับพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีความเท่าเทียมคือ

  • วัฒนธรรมครูเอาใจใส่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน    โดยที่ในปัจจุบันครูไทยโดยทั่วไปเอาใจใส่เด็กเก่งเป็นพิเศษ  เพื่อให้สร้างชื่อเสียงแก่โรงเรียน   การบริหารการศึกษาที่เน้นจัดการแข่งขัน อย่างที่เป็นอยู่ ก็มีส่วนสร้างวัฒนธรรมเอาใจใส่และรักเด็กเก่ง หรือเด็กตั้งใจเรียน   ไม่เอาใจใส่ (หรือในบางกรณี รังเกียจ) เด็กที่เรียนไม่เก่งหรือไม่ตั้งใจเรียน   ก่อความไม่เท่าเทียมในชั้นเรียน  

ครูและผู้นำการศึกษาคุณภาพสูง

ประเด็นข้างต้น ได้แก่วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ   การกำหนดมาตรฐานการศึกษาไว้สูง   การมุ่งสร้างความเท่าเทียม ฯลฯ  ไม่สามารถบันดาลผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่ต้องการได้หากไม่มีการดำเนินการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เหมาะสม    และผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบคือครู และผู้บริหารการศึกษา     ส่วนนี้เอง เป็นส่วนที่ยากที่สุดในการปฏิรูปการศึกษา    ข้อสรุปที่รู้กันทั่วไปในการปฏิรูปการศึกษาคือ ต้องการครูที่มีคุณภาพสูง และระบบสนับสนุนให้ครูทำหน้าที่ได้เต็มที่    ผู้สนับสนุนใกล้ชิดที่สุดคือครูใหญ่   ตามมาด้วยผู้บริหารระดับต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ    ผู้เขียนเล่าว่า ปัจจัยสร้างความอ่อนแอของคุณภาพการศึกษาในสหรัฐอเมริกา คือ ฝ่ายบริหารในกระทรวงศึกษาธิการของประเทศ ของรัฐ และของเขตพื้นที่ มุ่งทำหน้าที่ตรวจสอบครูและโรงเรียนว่าดำเนินการตามข้อกำหนดหรือไม่  แทนที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนและครู ทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนเพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้คุณภาพสูงของนักเรียน ได้อย่างดี    ฟังดูคุ้นๆ นะครับ

ทำงานโดยมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ( alignment) และสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน (coherence)

ที่จริงเป็นสามัญสำนึกธรรมดาๆ นะครับ ว่าหากมีเป้าหมายไปในทิศหนึ่ง แต่การปฏิบัติไปต่างทิศ    ก็ย่อมไม่บรรลุผลงานตามเป้าหมายที่กำหนด    ทั้งๆ ที่รู้   แต่วงการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ รวมทั้งไทย ตกอยู่ในหลุมดำนี้    คำอธิบายของผมคือ เป็นเพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีหลายระดับ หลายขั้นตอน หลายมิติ หลายแง่มุม    สภาพหลงทิศในทางปฏิบัติ เพราะโดนผลประโยชน์ส่วนกลุ่มหรือส่วนตน ดึงให้เขว จึงเกิดง่าย

ประเทศที่มีผลลัพธ์การเรียนรู้คุณภาพสูง จึงมีวิธีการจัดการ alignment และ coherence ของระบบการศึกษา    เช่นสิงคโปร์ ส่วนต่างๆ ของระบบการศึกษา ได้แก่กระทรวงศึกษาธิการ  ศูนย์ผลิตและพัฒนาครู (ชื่อ NIE – National Institute of Education)   ผู้ตรวจการกลุ่ม  ครูใหญ่  และครูสอนเก่ง  (master teacher)  ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด   ฟินแลนด์ ให้อิสระแก่พื้นที่ โดยกลไกสร้าง alignment และ coherence คือมหาวิทยาลัยแหล่งผลิตและพัฒนาครู   ซึ่งมีส่วนทำให้คนที่ทำงานในทุกส่วนของระบบการศึกษามีความเข้าใจกัน  และทำงานอย่างกลมกลืนสอดคล้องกัน   

 alignment และ coherence อีกแบบหนึ่คือ ระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษา   ที่การศึกษาขั้นพื้นฐานวางรากฐานวิชาการ และด้านคุณลักษณะ ที่เข้มแข็งและสอดคล้องกับเป้าหมายการวางรากฐาน knowledge economy   เมื่อนักเรียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็สามารถจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะ ให้บัณฑิตออกไปทำงานสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างดี   นอกจากนั้นเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา ก็มีส่วนส่งสัญญาณไปยังการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เน้นความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะสำคัญ ที่ใช้เป็นเกณฑ์คัดเลือก   ซึ่งส่วนใหญ่มักส่งสัญญาณให้เรียนลึกแต่แคบ

โดยสรุป ระบบการศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์สูง มีวิธีการสร้าง alignment และ coherence ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ มาตรฐาน  หลักสูตร  การเตรียมครู  การพัฒนาวิชาชีพครู (professional development)  และการประเมิน   เพื่อยกระดับมาตรฐาน  และลดช่องว่างด้านคุณภาพการศึกษา               

การจัดการและรับผิดรับชอบ

การปฏิรูปการศึกษามีสองแนวทาง คือแนวทางรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง กับแนวทางกระจายอำนาจ    มีทั้งประเทศที่จัดการรวมศูนย์มากขึ้น (อังกฤษ  ออสเตรเลีย  และสหรัฐอเมริกา)   และที่กระจายอำนาจมากขึ้น (จีน  สิงคโปร์)   

ระบบรับผิดรับชอบ (accountability) ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน มี ๒ ขั้วตรงกันข้าม คือ test-based accountability ที่สหรัฐอเมริกาใช้   กับ trust-based accountability ที่ฟินแลนด์ใช้    และผมตีความว่าไทยตามอย่างอเมริกา     และแน่นอนว่า มีแบบที่อยู่ระหว่างสองขั้วนี้   

เป็นที่รู้กันว่า ระบบรับผิดรับชอบที่ใช้ผลการทดสอบความรู้ของนักเรียน ที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก เป็นข้อมูลหลัก   มีข้อดีคือช่วยให้เข้าใจผลการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มที่มักถูกละเลย    แต่มักนำไปสู่ความบิดเบี้ยว   การลดความเข้มงวดของหลักสูตร รวมทั้งทำให้หลักสูตรแคบ   รวมทั้งไม่นำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนอ่อน    และผมขอเพิ่มเติมจากข้อสังเกตในประเทศไทยว่า  นำมาซึ่งความชั่วร้ายไม่ซื่อสัตย์ในวงการศึกษา    และการจัดการศึกษาเพียงเพื่อการสอบ ที่เรียกว่า Teach to test    

ระบบรับผิดรับชอบแบบมอบความเชื่อถือต่อครู แบบที่ฟินแลนด์ใช้    ไม่มีการสอบที่จัดโดยหน่วยงานภายนอกโรงเรียนเลย    จนกระทั่งจะจบการศึกษาภาคบังคับ (เกรด ๙  หรือ ม. ๓) จึงมีการสอบ    ระบบแบบนี้ใช้ได้กับระบบที่ครูมีความสามารถ และความน่าเชื่อถือสูง   

สิงคโปร์ใช้ระบบรับผิดรับชอบที่มีหลายกลไกร่วมกัน   เน้นให้ครูและครูใหญ่ร่วมกันตั้งเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัดประจำปี   โดยมีกลไกทางวิชาชีพทำหน้าที่ประเมิน   ตัวชี้วัดมีทั้งหมวดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน  การรับใช้ชุมชน  ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง  และการพัฒนาครูประจำการ    ในภาพใหญ่ของประเทศวัดความสามารถในการเก็บคนดีและเก่งไว้ในระบบ  โดยเปิดโอกาสให้ได้เป็นผู้ตัดสินใจในกรณีสำคัญๆ      

โดยสรุป กลไกรับผิดรับชอบที่ระบบการศึกษาคุณภาพสูงใช้ เป็นกลไกเชิงซ้อน ที่ใช้ข้อมูลและมีความโปร่งใส  มีการสร้างตวามรู้ความสามารถในการทำหน้าที่ครู  มีการประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับโรงเรียน    ที่นำไปสู่วัฒนธรรมพัฒนาต่อเนื่อง  และยกระดับความคาดหวังต่อผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  

แรงจูงใจของนักเรียน

ความตั้งใจเรียนของนักเรียนที่พบในประเทศที่ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นเลิศอย่างสิงคโปร์และจีน เป็น intrinsic motivation ที่เกิดจากวัฒนธรรมให้คุณค่าต่อการเรียน    และมาจากแรงกระตุ้นภายในครอบครัวที่ต้องการให้ลูกหลานได้ยกระดับสถานะทางสังคมผ่านการศึกษา    แต่นักเรียนบางคนก็ไม่มีแรงจูงใจภายในเช่นนั้น    จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะต้องทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนสนใจและเห็นคุณค่าของการเรียน    โดยมีคำแนะนำว่าทำได้ ๔ วิธีคือ

  • สร้างกระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset)
  • จัดให้มีเกณฑ์ความสำเร็จในการเรียนหลายๆ แบบ    เช่นเก่งคณิตศาสตร์  เก่งภาษา  เก่งดนตรี  เก่งกีฬา  เก่งศิลปะ    เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองให้แก่นักเรียน
  • พัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการสอน และการสร้างความสนใจเรียนของนักเรียน (student engagement)
  • หาทางให้นักเรียนลดเวลาที่ใช้ทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้มีเวลาเอาใจใส่การเรียนลดลง  เช่นเวลาดูทีวี  กิจกรรมทางสังคม  รวมทั้งการทำงานหาเงิน

ในประเทศฟินแลนด์ แต่ละโรงเรียนมีทีมช่วยเหลือนักเรียน ที่เอาใจใส่ดูแลนักเรียนเป็นรายคน    ในสิงคโปร์มีกลไกทีมงานของชุมชน ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนและครอบครัวนักเรียนที่ผลการเรียนไม่ดี    ในรัฐออนทาริโอ แคนาดา มีการจัดทำระบบข้อมูลเพื่อค้นหานักเรียนที่มีปัญหาไม่สนใจการเรียน  และมี student success officer ให้ความช่วยเหลือ  

ผมมีความเห็นว่าเด็กทุกคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยรุ่น) ต้องการเป็นบุคคลสำคัญในสายตาของคนอื่น    ครู  โรงเรียน  และครอบครัว ควรใช้จิตวิทยาข้อนี้ในการค้นหาความสามารถ หรือความชอบ เฉพาะตัว    แล้วหาทางส่งเสริมให้เขาได้เรียนบรรลุเป้าหมายนั้น    ก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนและประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆ ได้ด้วย   

มุ่งเรียนเป็นพลโลก และเพื่ออนาคต

ทุกประเทศที่ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นเลิศมุ่งจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้าใจโลก  โดยวิธีการหลักๆ ๕ แนวทางดังนี้

  • สร้างความรู้และทักษะเกี่ยวกับโลกในหมู่ครู ผู้บริหารการศึกษา และนักเรียน    เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน  และการกำหนดหลักสูตร
  • มีการจัดการให้แต่ละโรงเรียนมีโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง ในต่างประเทศ    มีการแลกเปลี่ยนครู นักเรียน
  • จัด international benchmarking เพื่อเป็น feedback ให้ปรับปรุงตนเอง     ผมคิดว่าเรื่องนี้มีข้อมูลอยู่ใน PISA, TIMSS, IEA และอื่นๆ เป็นอย่างดี และมีรายละเอียดมาก    ผมอยากเห็นการศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงระบบการศึกษาไทยในภาคปฏิบัติ ให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้คุณภาพสูง (ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ผลการทดสอบได้คะแนนสูง)
  • มีการเรียนรู้วิธีการในประเทศอื่นๆ  โดย  (๑) มีผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าของประเทศอื่นๆ  (๒) ส่งทีมไปศึกษาดูงานต่างประเทศ  (๓) ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ 
  • ทำกิจกรรมที่เรียกว่า vision exercise  เพื่อมองอนาคตด้านการศึกษา 

วงการศึกษา ต้องตระหนักในการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและพลิกผันของโลกและสังคม    ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน หรือคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า    เพื่อนำมาใช้จัดการศึกษาแห่งอนาคต   ไม่หลงจัดการศึกษาแห่งอดีต

ขอขอบคุณ นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้   

วิจารณ์ พานิช

๗ ม..ค. ๖๒

ห้อง ๓๐๓   ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์  หาดตะวันรอน  สัตหีบ  ชลบุรี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

660267

เขียน

05 Mar 2019 @ 12:10
()

แก้ไข

05 Mar 2019 @ 21:40
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก