



บุรีรัมย์มาราธอน 2019 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เป็นเป้าหมายหลักเป้าหมายใหม่สำหรับการเขียนบันทึกเรื่องราวของ “นักวิ่งสมัครเล่น” อย่างผม ที่บอกเป้าหมายใหม่ เพราะเดิมทีตั้งใจไว้ว่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จะบันทึกเรื่องราวของการ “วิ่งสร้าง(สุข)ภาพ” ที่ได้บันทึกระยะวิ่งและเรื่องราวไว้อยู่เรื่อยด้วยโทรศัพท์มือถือ...ช่วงหลังมานี้ หลายคนที่เป็นเพื่อนบนโลกออนไลน์ คงจะเห็นผมโพสต์เรื่องราวของการวิ่งจนชินตา และหลายคนที่ชื่นชอบการไปวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งในรายการต่าง ๆ ทั้งระยะเดิน-วิ่ง มินิ ฮาล์ฟ และฟูลมาราธอน เมื่อมีการประกาศรับสมัครวิ่ง ก็จะมีมิตรสหายชักชวนให้ไปสมัครวิ่งอยู่บ่อยครั้ง... บันทึกนี้จึงตั้งใจจะบันทึกเรื่องราวการวิ่งอยู่ 3 ประเด็น คือการวิ่งสร้าง(สุขภาพ) การวิ่งในรายการต่าง ๆ และการพิชิตระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรที่สนามบุรีรัมย์มาราธอน 2019 ที่ผ่านมา
ผมตั้งชื่อการวิ่งของผมที่นอกเหนือจากการสมัครวิ่งในรายการต่าง ๆ ว่า “วิ่งสร้าง(สุข)ภาพ” เกิดจากเมื่อประมาณปี 2558-2559 ผมปวดหัวเข่าจากการวิ่งออกกำลังกาย แต่ไม่ได้ไปหาหมอ ก็คิดทึกทักเอาเองว่าน่าจะเกิดมาจากการวิ่งออกกำลังกาย จึงหันไปปั่นจักรยาน โดยน้องตั๋ง บริจาคจักรยานมาให้ 1 คันเพื่อปั่นออกกำลังและหลายครั้งก็ปั่นไปถ่ายรูปเล่นทั่วไปในมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงมีเป้าหมายอยู่ 3 อย่างในการปั่นจักรยาน... 1 ปั่นเพื่อสุขภาพ ทดแทนการวิ่ง 2 ปั่นเพื่อไปถ่ายรูปตามความชอบ และ 3 ปั่นไปก็จอดถ่ายรูปไปด้วย ถ่ายรูปจักรยานกับวิวทิวทัศน์ จนหลายคนอาจมองว่าเป็นการออกกำลังกายแบบสร้างภาพในมิติทางลบ... ผมจึงตั้งชื่อกิจกรรมและอัลบั้มการปั่นจักรยานว่า “ปั่นสร้าง(สุข)ภาพ” เพื่อให้สื่อความได้หลากหลายมุม แต่ที่สำคัญคือความสุขที่เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ
พอปั่นไปเรื่อย ๆ ก็ขี้เกียจซ่อม...จริง ๆ แล้ว อาการเข่าดีขึ้นมาก ไม่ปวด ไม่เจ็บ เลยหันกลับมาวิ่งออกกำลังกายอีก แล้วตั้งชื่อกิจกรรมว่า “วิ่งสร้าง(สุข)ภาพ” ละทิ้งการปั่นจักรยาน แล้วหันมาวิ่งออกกำลังกายในปลายปี 2560 เพื่อลองทดสอบดูว่าเขาและขายังดี มีกำลังและไม่ปวด พอช่วงนั้นคณะแพทยศาสตร์ โดย กองทุนวันศรีนครินทร์ เปิดรับสมัครวิ่งวันศรีนครินทร์มินิมาราธอน ครั้งที่ 20 แข่งขันวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ณ ริมบึงสีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีโป้ นักศึกษาที่หอพักก็ชวนให้สมัครวิ่งในระยะ Fun run 5.75 กิโลเมตร จึงตัดสินใจสมัครวิ่งรายการแรกของการวิ่งออกกำลังกาย พอลงวิ่งครั้งนั้น มีเพื่อนวิ่งด้วยก็สนุกดี... ทำให้จำได้ว่า จริง ๆ แล้วเคยสมัครวิ่งครั้งแรกเลยที่สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว นครราชสีมา น่าจะสักปี 2545-2546 ไปวิ่งในรายการแอมเวย์ คราวนั้นไปกับพี่ผึ้ง วิไลลักษณ์ สีประโคน ตอนเรียนมหาวิทยาลัย น่าจะยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่ เป็นใบประกาศตอนที่วิ่งเสร็จ...
คิดได้แล้วก็อยากจะเล่าว่า จริง ๆ แล้ว เป็นคนวิ่งออกกำลังกายอยู่เรื่อย แต่ไม่ได้จริงจังมากนัก เพราะโดยพื้นฐานเป็นคนไม่มีทักษะกายเล่นกีฬาชนิดใดเลย ตอนเรียนมัธยมศึกษาไม่ถนัดอะไรเลยแม้แต่ยืดหยุ่น ม้วนหน้าม้วนหลัง เคยลงวิ่งแข่งตอนเป็นประธานสี เพราะนักกีฬาถอนตัวกระทันหัน จึงต้องลงแข่งเอง แต่ก็ไม่สำเร็จนัก เรียนมหาวิทยาลัยเขาให้เลือกเล่นกีฬา ก็ลงเล่นกีฬาซอฟท์บอล ก็ได้ลงเล่นแค่ตัวสำรอง เพราะไม่เก่งอะไรเลย นอกจากนั่งดูและคอยหาน้ำให้เพื่อนกินตอนพัก...
ถ้าจำไม่ผิด ตอนเรียนเทอมปลายลงเรียนวิชาจ๊อกกิ้ง ที่อาจารย์ลิขิต อมาตยคง เป็นผู้สอน อาจารย์ก็พยายามสอนว่าควรจะออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละครึ่งชั่วโมง สามครั้งต่อสัปดาห์ และอาจารย์ก็พาไปเรียนที่สนามกีฬากลาง แล้วเดินไปสระพลาสติกเพื่อวิ่งรอบสระ เพื่อเก็บรอบและเก็บคะแนน...หลังเรียนจบวิชาจ๊อกกิ้ง ทำให้คิดขึ้นได้ว่า กีฬาที่เหมาะที่สุดที่จะออกกำลังกายคือ “วิ่ง” เพราะไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากนัก แค่มีรองเท้าวิ่งกับเสื้อและกางเกงกีฬาสักหน่อย ก็ออกวิ่งได้ ไปตามสนามหรือเส้นทางวิ่ง... แล้วก็วิ่ง วิ่ง วิ่ง จนมีอยู่ครั้งหนึ่งชวนท็อปไปวิ่ง ส่วนมากท็อปจะตีแบตมินตัน วันนั้นหลังวิ่งเสร็จท็อปบ่นว่า พามาวิ่งทำไม ไม่เห็นสนุกเลย...ทำให้เห็นมุมหนึ่งว่าหลายคนคงชอบกีฬาที่ท้าทาย มีการแข่งขันกับเพื่อน หรือการเล่นเป็นทีม และต้องเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบจะสนุกกว่าการวิ่งที่ต้องสู้กับตัวเอง แข่งกับขาตัวเอง และที่สำคัญ แข่งกับใจตัวเอง....ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ไหน เมื่อใด
ณ มอดินแดง
1 มีนาคม 2562