แผนพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ ๒๕๖๑ - ๒๕๖๙


วันที่ ๒๓ – ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมปฏิบัติการ ร่างแผนพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ ระยะ ๑๐ ปี พ.ศ.  ๒๕๖๑ -  ๒๕๖๙  ที่ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา    จัดโดย ศสช. (มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ) โปรดสังเกตว่างานสำคัญยิ่งในด้านการประสานงาน ประสานใจ หลายฝ่ายนี้   ดำเนินการโดย เอ็นจีโอ นะครับ  

เป็นการเตรียมทำงานต่อเนื่องจาก แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพในศตวรรษที่ ๒๑ (พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๖๑)  ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนฯ (ผมเป็นประธาน) ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว    และเห็นได้ชัดเจนว่า การกำหนดแผนและขับเคลื่อนแผน เป็นกิจกรรมที่ต้องวิวัฒน์ต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุด    เพราะต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือปัจจัยสำคัญ ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดยั้ง    

ในช่วง ๕ ปีแรกของการพัฒนาฯ    เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานที่ผมชื่นใจมากอยู่ ๒ เรื่อง

  1. 1. ฝ่ายที่ทำงานในระบบสุขภาพ (demand side)  กับฝ่ายที่ทำงานในระบบการศึกษา (ด้านบุคลากรสุขภาพ) (supply side) เข้ามาทำงานใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น อย่างเห็นได้ชัด
  2. 2. องค์กรด้านวิชาชีพ ๙ วิชาชีพด้านสุขภาพ  เข้ามาทำงานร่วมกัน    เห็นคุณค่าของการผลิตบัณฑิตให้มีทักษะทำงานเป็นทีม ... ทีมสุขภาพ

นพ. มงคล ณ สงขลา ประธานคณะกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ    เสนอภาพฝันด้านบริการสุขภาพที่อยากเห็น    สำหรับใช้เป็นแนวคิดในการวางแผนกำลังคน  และในการผลิตกำลังคน    นำไปสู่การอภิปรายว่า นโยบายและมาตรการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ที่เป็นระดับชาติ ไม่นิ่งและไม่ต่อเนื่อง    ทำให้ผมคิดในใจว่า สังคมไทยเราโชคดี ที่ในวงการสุขภาพระดับพื้นที่ มีการนำเอานโยบายของรัฐ ระดับประเทศ ไปตีความดำเนินการริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่ ในลักษณะที่ไม่ผูกอยู่กับสายการบังคับบัญชาของราชการ    และทำต่อเนื่อง เพราะว่ามีคนระดับผู้นำของระบบสุขภาพในพื้นที่ที่ไม่โยกย้ายไปกินตำแหน่งใหญ่ขึ้น   และไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน    

หลังจาก นพ. ฑิณกร โนรี เสนอนำเสนอแผนแม่บทกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า    ก็มีการให้ความเห็นมากมาย    นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เสนอว่าต้องมีส่วน “จากแผนสู่การปฏิบัติ”    และผมเสนอว่า ต้องเขียน สมมติฐาน ที่ใช้ในการเขียนแผน    ว่าอยู่บน assumption ว่าระบบสุขภาพไทยมีลักษณะอย่างไรในทางปฏิบัติ   

มีคนถามว่า มีกลไกอะไรกำกับให้สถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตตามความต้องการของประเทศ    เพราะที่ผ่านมาสถาบันการศึกษามีอิสระในการผลิตบัณฑิต โดยไม่ต้องคำนึงถึงความต้องการของประเทศ     ผมช่วยตอบว่าในอดีตไม่มีกลไกกำกับที่ได้ผล   แต่ในอนาคต หากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เกิดขึ้น   จะมีกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา ใช้เป็นกลไกกำกับดังกล่าว    โดยต่อไปมหาวิทยาลัยจะได้รับงบประมาณแผ่นดินอย่างง่ายๆ เฉพาะส่วนเงินเดือน และค่าใช้จ่ายประจำอีกเล็กน้อยเท่านั้น    งบผลิตบัณฑิตจะให้ต่อแผนงานที่ตรงตามความต้องการเท่านั้น    กล่าวคือ ต่อจากนี้ไป ระบบงบประมาณแผ่นดินที่จัดแก่มหาวิทยาลัยจะเป็นระบบที่มหาวิทยาลัยต้อง earn it   ไม่ใช่ ask for it อย่างในอดีต    

หลังการประชุมหนึ่งวันครึ่ง ผมสรุปกับตนเองว่า  แผนพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ  ๒๕๖๑ - ๒๕๖๙ ต้องเป็นแผนที่ “มีชีวิต” มีการปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป    คือเป็นแผนที่ไม่นิ่ง    มีข้อมูลทำหน้าที่ feedback loop เพื่อให้ระบบการศึกษาบุคลากรสุขภาพมีการปรับตัว     โดยที่การกำหนดแผน และการปรับตัวของแผนมีลักษณะ evidence informed

โดย evidence หลักอยู่ที่ระบบ (บริการ) สุขภาพ    ซึ่งผมเสนอให้ทีมแผนกำลังคน (นำโดย นพ. ฑิณกร โนรี)  และทีมแผนการศึกษาฯ (นำโดย ศ. พญ. วณิชา ชื่นกองแก้ว) ทำงานร่วมกันในการสร้างระบบ evidence จาก ๒ กิจกรรมหลัก  คือ (๑) การวิจัยพฤติกรรมและสมรรถนะของทีมบุคลากรสุขภาพ ณ จุดให้บริการทุกระดับและทุกบริบท  (๒) ข้อมูลดังกล่าวจาก big data analytics โดยใช้ข้อมูลจากบริการสุขภาพไทย    เพื่อใช้งานด้านการคิดคาดการณ์อนาคต ข้อมูลดังกล่าวควรนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือ modelling   เพื่อให้สามารถเปลี่ยนตัวแปรในระบบบริการสุขภาพ  ดูว่าฝ่ายระบบการศึกษาจะต้องปรับจำนวนและสมรรถนะของบัณฑิตของตนเอย่างไร

ข้อมูลเพื่อการวางแผนและปรับแผน รวมทั้งปรับปรุงการผลิตบุคลากรสุขภาพแต่ละวิชาชีพ แต่ละสถาบัน  จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากข้อมูล proxy อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน   ไปใช้ข้อมูลจริงด้านพฤติกรรม สมรรถนะ บุคลิกของบุคลากรสุขภาพ และข้อมูลอื่นๆ ณ จุดให้บริการ  

ตามแนวทางนี้ ระบบการศึกษาบุคลากรสุขภาพ จะเป็นระบบที่ “ซับซ้อนและปรับตัว” (Complex-Adaptive Systems)    แต่เป้าหมายที่คุยกันในเวลาหนึ่งวันครึ่งนี้ ยังจำกัดอยู่แค่บัณฑิตระดับปริญญาตรี    ยังไม่ได้พูดกันเรื่องกำลังคนในระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือระดับสูงขึ้นกว่าปริญญาตรี    รวมทั้งยังไม่ได้พูดกันเรื่อง การเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน

 วิจารณ์ พานิช

๒๔ ธ.ค. ๖๑

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)