ชีวิตที่พอเพียง 3347. ไปโรงพยาบาล


อ. หมอยงชัยนัดสาวน้อยไปตรวจติดตามผลโรคหลงลืมเนื่องจากหลอดเลือดผิดปกติ (vascular dementia) เที่ยงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๑   โดยตอนเช้าไปเจาะเลือดตรวจอย่างเคย   ผมจึงขอให้ช่วยสั่งเจาะเลือดชุดใหญ่ให้ผมด้วย    เพราะไม่ได้ตรวจมานานสองสามปี    ผมจึงกลายเป็นคนไข้ของ อ. หมอยงชัยไปโดยปริยาย    และทำให้ผมต้องลาประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันคลังสมองในเช้าวันนั้น   

ผมเตรียมยึดบัตรประชาชนของสาวน้อยไว้ตั้งแต่ตอนเย็นวันที่ ๑๑   และเตรียมเอาใบนัดและใบสั่งเจาะเลือดมาเตรียมใส่กระเป๋าเอกสารไว้ด้วย กันลืม   

คราวนี้เราออกจากบ้าน ๖.๐๐ น.   พอขึ้นรถ สาวน้อยก็บอกว่าลืมเอากระเป๋ามา    บ่นว่าไม่มีเงินติดตัวเลย   ไปถึง “ห้องเจาะเลือด คลินิกโรคไต (๘ ไร่)” ซึ่งเป็นสถานบริการที่สาวน้อยไปเจาะเลือดแล้วหลายครั้ง เวลา ๗.๐๕ น.   ผมไปยื่นใบส่งตรวจ    แล้วเอาบัตรประชาชนไปสแกนที่เครื่องเพื่อแสดงสิทธิ์เบิกจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง  

นั่งรออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงเจ้าหน้าที่จึงเรียกชื่อสาวน้อย ให้ไปแสดงตัวพร้อมบัตรประชาชน  และจ่ายเงินส่วนที่เบิกไม่ได้ ๑๒๕ บาท    รับกระบอกใส่หลอดใส่เลือด ๔ หลอด พร้อมเอกสาร และบัตรคิวเลขที่ ๒๙   ใบเสร็จรับเงินระบุว่าค่าบริการตรวจเลือดทั้งหมด ๘๖๕ บาท   ส่วนที่เบิกตรงได้ ๗๔๐ บาท  

ถัดมาเป็นคิวผม   จ่ายส่วนเกินสิทธิ์ ๕๐๕ บาท   ค่าบริการตรวจเลือดทั้งหมด ๒,๒๖๐ บาท   เบิกตรงได้ ๑,๗๕๕ บาท  

นั่งรอต่ออีกราวๆ ๒๐ นาที   เจ้าหน้าที่ก็มาเรียกให้ไปนั่งรอในห้องเจาะเลือด    รออยู่ราวๆ ๑๕ นาทีก็ถึงคิว   

เป็นการเจาะเลือดด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ผมเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก    คือไม่ใช้  syringe แล้ว    แต่ใช้กระบอกพิเศษสวมเข้ากับเข็ม   เมื่อแทงเข้าหลอดเลือดจึงเอาหลอดสุญญากาศใส่เลือดสวมเข้าไป    เต็มหลอดแรกก็ดึงหลอดออก ไม่มีเลือดออกมาเลอะเทอะ    สวมหลอดที่สอง สาม ... หก ได้สบายๆ    ไม่ทุลักทุเลต้องกดที่ปลายเข็มไม่ให้เลือดไหลอย่างสมัยก่อน    แถมเข็มเจาะเลือดยังคมกริบ แทงเข็มแทบไม่เจ็บเลย  

เวลา ๘.๒๐ น. เราก็เสร็จกิจเจาะเลือด    ไปนั่งรอที่โอพีดีของ รพ. ปิยะมหาราชการุณย์    ระหว่างนั่งรถไป เรากินอาหารเช้าที่เตรียมมาบนรถ   คือซาลาเปากับขนมจีบ

ไปถึง โอพีดี ของ รพ. ปิยะมหาราชการุณย์ สาวน้อยขอกาแฟ ๑ แก้ว    ดื่มเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว จะได้ไปอึ    เราจึงอุดหนุนร้านกาแฟ Black Canyon ใกล้ๆ  ด้วยกาแฟคาปูชิโนร้อน ๑ แก้ว  และกาแฟปั่น ๑ แก้ว    ช่วยเรียกเลือดลม

เอกสารที่เขาให้มา และที่ผมตรวจสอบระหว่างรอ ไม่บอกว่าส่วนใดเบิกไม่ได้    บอกแต่ว่าค่าตรวจอะไรราคาเท่าไร    ส่วนของผม ที่แพงที่สุดคือ PSA (ต่อมลูกหมาก) ราคา ๔๓๐ บาท   รองลงมา CEA (ตรวจมะเร็ง) ๓๘๐ บาท    Hb A1C (เบาหวาน) ๑๘๐ บาท   

ผมคิดในใจว่า ค่าตรวจสองคน ๓,๑๒๕ บาทนี้ หากไปโรงพยาบาลเอกชนน่าจะตกเป็นหมื่น    หากรวมค่าหมอด้วย วันนี้สองคนน่าจะไม่ต่ำกว่าคนละหมื่น    แต่นี่เราจ่ายเองเพียง ๖๓๐ บาท   ตอนบ่ายก็จะจ่ายค่าบริการจัดยาอีกเพียงคนละ ๔๐ บาท    แต่สาวน้อยได้ยาในราคาหมื่นเศษ    ผมได้ยาในราคาสามพันเศษ    เท่ากับเราได้รับการดูแลจากสังคม หรือจากภาษีของประชาชน    ผมคิดว่า เราต้องรู้สึกขอบคุณ หรือเป็นหนี้บุญคุณสังคมไทย ที่เลี้ยงดูเราดีขนาดนี้  

เราไปนั่งรอหมอตั้งแต่ ๑๑.๓๐ น.  กว่าจะได้ตรวจก็ราวๆ ๑๔ น.  หมอทักสาวน้อยว่า ดูแจ่มใสขึ้น     ผลเลือดด้านไตของสาวน้อยดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย    มีแต่ระดับโปแตสเซี่ยมในเลือดสูง    หมอจึงเปลี่ยนยาความดันจาก Losartan เป็น Madiplot 10 mg ครึ่งเม็ดหลังอาหารเช้า    และกำชับให้ระวังไม่กินอาหารเค็มและอาหารและเครื่องดื่มที่มีโปแตสเซี่ยมสูง     นัด ๓ เดือน

ผลเลือดของผม มีความคืบหน้าเรื่องเบาหวาน (แปลว่าแย่ลง)  น้ำตาลในเลือด ๑๒๓  ของเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ๑๑๑   HbA1c  6.3   ผลเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว 6.2    นอกนั้นไม่มีอะไรน่าห่วง   

สาวน้อยได้ยา ๖ ขนาน โดยเปลี่ยนยาความดัน    ได้ยามา ๓ เดือน   ค่ายาเบิกได้ทั้งหมด เป็นเงิน ๑๐,๐๔๔ บาท    ผมได้ ๓ ขนานอย่างเดิม ค่ายาเบิกได้ทั้งหมดเหมือนกัน เป็นเงิน ๓,๓๑๕ บาท  

ผมได้เรียนรู้ระบบคิวตรวจแล้ว  คราวหน้า (๒๗ ก.พ. ๖๒) จะไปจองคิวแต่เนิ่นๆ   

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๑

ห้องโถง  โรงพยาบาลปิยะมหาราชการุณย์  และบนรถจากโรงพยาบาลศิริราชกลับบ้าน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

อาจารย์บันทึกได้ละเอียดดีค่ะ

แก้วเพิ่งพาหลานแฝดไปตรวจที่ รพ ปิยะมหาราชการุณย์ ไปแบบไม่ได้นัดมาก่อน ไปถึงพยาบาลแจ้งว่าอาจใช้เวลาสองชั่วโมง ทำให้เราสามารถไปดื่มกาแฟรอ พอกลับมาก็ถึงคิวพอดีค่ะ