ยุทธศาสตร์ชาติยุทธศาสตร์ท้องถิ่น (ต่อตอน 2)

ยุทธศาสตร์ชาติยุทธศาสตร์ท้องถิ่น (ต่อตอน 2)

29 ธันวาคม 2561

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

http://www.gotoknow.org/posts/659008

  ความตอนที่แล้วกล่าวถึงท้องถิ่นว่ามีการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ท้องถิ่น” ไว้นานแล้ว แม้จะเป็นระยะสั้นเพียง 5 ปี แต่ก็มีส่วนคล้ายกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันเป็นผลงานของ “คณะแม่น้ำทั้ง 5 สาย” ที่กำลังเริ่มดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ที่ต่อมาภายหลังยุทธศาสตร์ท้องถิ่นไม่ศักดิ์สิทธิ์และได้ถูกลิดรอนลงด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทย และระบบการรวมอำนาจจากส่วนกลาง รวมถึงการปฏิบัติตัวของนายก อปท.เอง โดยเฉพาะนายกเทศมนตรีที่มักมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขยุทธศาสตร์ท้องถิ่นเมื่อมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ คนใหม่

ยุทธศาสตร์ชาติสำคัญต่อการปฏิรูป อปท.

(1) ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ตามบทบัญญัติมาตรา 65 [2] แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลแก่ทุกหน่วยงานของรัฐ และ มาตรา 12 [3] มาตรา 26 [4] แห่ง พรบ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 บัญญัติหน้าที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ การพิจารณาว่าการดำเนินการของหน่วยงานใดที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติต้องติดตามแก้ไขปรับปรุงซึ่งนักวิชาการท้องถิ่นต่างยืนยันว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น ทุกอย่างขึ้นกับท้องถิ่น [5]

(2) ยุทธศาสตร์ชาติ มีความสำคัญในด้าน “การบูรณาการเชิงพื้นที่” (Area – Based) ในการจัดทำแผนท้องถิ่นชุมชนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ทำให้แผนพัฒนาประเทศเชื่อมโยงกันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามมาตรา 65 และ มาตรา 275 [6] แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

(3) ยุทธศาสตร์ชาติเป็นกรอบในการจัดทำนโยบายและการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปด้วย ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 142 [7] และมาตรา 162 [8]

(4) ประชาชนต้องสนใจเข้ามามีส่วนร่วม (People Participation) ในยุทธศาสตร์ชาติทุกมิติ ในทางการเมืองเช่น การสมัครรับเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ร่วมเป็นประชาคม ตรวจสอบการทำงาน อปท. ฯลฯ เพราะ ผลประโยชน์ทั้งหลายตกโดยตรงต่อประชาชนทั้งหมด เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสืบลูกสืบหลาน (Sustainable Development) ที่สำคัญคือ การสร้างกระบวนการคิดร่วมอย่างมีเหตุมีผลเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดร่วม และสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ท้องถิ่น (Innovation) ที่ไม่ได้มุ่งแต่การรับเหมา การเสพติดสินค้าและบริการ การแสวงหาความสะดวกสบายแบบบริโภคนิยม (Consumerism) ฯลฯ

(5) ผลที่ประชาชนจะได้รับใน 2 ประการได้แก่ (1) การจัดบริการสาธารณะ (Best & Efficiency Public Service) ที่มีประโยชน์ถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง และ (2) ประชาชนได้รับความพึงพอใจ (People Satisfying) ท้องถิ่นมีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่จะส่งผลเป็นภาพรวมของประเทศที่เจริญก้าวหน้าสู่สังคมโลก

(6) ที่ผ่านมามีผู้ให้ข้อสังเกตว่าการปฏิรูป อปท.ไม่ได้อยู่ในกรอบของ คสช. เพราะ ไม่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และในยุทธศาสตร์ชาติ อาจเป็นเพราะเห็นว่า อปท.ดีอยู่แล้ว หรือว่ายังไม่ตกผลึกในกรอบความคิด

มาตรฐานการดำเนินงานของ อปท.

มีการประเมิน อปท.ขั้นต่ำคือการประเมิน LPA (Local Performance Assessment) เป็นการประเมินมาตรฐานการดำเนินงานของ อปท.รวมการจัดการบริการสาธารณะ ในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านตลาดสด ด้านความสะอาด ด้านการจำกัดขยะ ด้านการท่องเที่ยว การผังเมือง จัดบริการงานทะเบียน บริการของสำนักงาน ฯลฯ แต่ สตง.ได้กำหนดตรวจสอบมาตรฐานคือ (1) ด้านความโปร่งใส ในกระบวนการการตัดสินใจในด้านการจัดทำแผนโครงการและงบประมาณ โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (2) ด้านความคุ้มค่า ตรวจสอบเปรียบเทียบโครงการลักษณะเดียวกัน กับ อปท.หรือหน่วยงานราชการอื่น เปรียบเทียบต่อหน่วยข้อนี้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์มาจับ (3) ด้านประสิทธิผลประสิทธิภาพ และ (4) การตรวจสอบได้ จากกระบวนการต่าง ๆ ใน 3 หัวข้อข้างต้น สำหรับเกณฑ์ข้อ (2) (3) นั้นเป็นการขยายความออกไปจากการทำงบประมาณแบบแสดงแผนงาน (Planning Programming Budgeting) ของไทยที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ปี 2522 กล่าวคือ เป็นแบบวัดความคุ้มค่าและความมีประสิทธิผล (Outcome Budgeting) ไปด้วย รวมทั้งการแจกแจงในโครงการ กำหนดรายการจ่ายย่อยลงไปอีก แบบงบประมาณแสดงรายการ (Line - item Budgeting) เดิมที่เคยใช้มาก่อนปี 2522   

ซึ่ง อปท.ได้รับผลกระทบอย่างมากในเรื่องเกณฑ์ตรวจสอบใหม่ของ สตง. และ ป.ป.ช. ดังกล่าวที่ต้อง “รวดเร็ว รอบคอบ โปร่งใส” หากไม่อยู่ตามเกณฑ์ที่กำหนด อปท.นั้นก็มีสิทธิเป็น “องค์กรตกขอบหลังเขา” ได้

จุดแข็งในยุทธศาสตร์

การกำหนดให้ทุกองค์กรของรัฐต้องทำตามยุทธศาสตร์อันเดียวกัน เพราะ “ยุทธศาสตร์” ก็คือจุดหมายใหญ่ของเป้าหมาย แผนพัฒนา โครงการกิจกรรม ที่เอาจุดหมายใหญ่มารวมกัน ในเป้าหมายโครงการอื่น ๆ ต่างก็จะถูกจัดมารองรับยุทธศาสตร์ พิจารณาจากปัจจัยการบริหาร 4M ได้แก่ (1) คน (2) งบประมาณ (3) ขอบข่ายโครงสร้างอำนาจหน้าที่ (4) เครื่องมือเครื่องใช้ ข้อดีของยุทธศาสตร์ คือ

(1) การอยู่ภายใต้กรอบเวลาร่วมกัน ทำให้กิจกรรมการทำงานและการใช้เงินงบประมาณไม่ซ้ำซ้อนกัน กล่าวคือ งบประมาณแบบเดิมที่เล็กน้อยหรือกระจัดกระจายแบบ “เบี้ยหัวแตก” ก็ลดน้อยลง  

(2) มีระบบการขับเคลื่อนที่เป็นระบบ เช่น กลไกของกฎหมาย ตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เพื่อการขับเคลื่อนบุคลากรคนผู้ปฏิบัติ มีแผนงานโครงการขับเคลื่อนภารกิจฯ เป็นต้น

(3) มีการบูรณาการ “จัดหาเครื่องมือเครื่องใช้หรือการพัสดุ” (Procurement) อย่างเป็นระบบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ผลสะท้อนที่ออกมาได้แก่ การตรา พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และการร่วมมือกัน การแบ่งยืมเครื่องมือเครื่องใช้ ที่อาจขอความร่วมมือภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้

(4) อย่างน้อยที่สุดมีการทำงานร่วมกันในแนวระดับพื้นที่และในแนวระดับเหตุการณ์ดังเช่น “การประสานร่วมมือกันเชิงบูรณาการ” (Cooperation & Integration) ในภัยพิบัติ หรืออุบัติเหตุใหญ่ เช่นกรณี การช่วยเหลือเด็กติดถ้ำในจังหวัดเชียงราย หรือ การค้นหาเด็กพลัดหลงในป่าอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น

จุดอ่อนในยุทธศาสตร์

จุดอ่อนยุทธศาสตร์มีมากเช่นกัน เช่น รอยต่อของการประสานงาน รอยต่อของการบังคับบัญชา รอยต่อของภารกิจ ระเบียบกฎหมาย การบริหารการเงินการงบประมาณ และการบริหารเครื่องมือเครื่องใช้ เป็นต้น การวิเคราะห์ติดตามผลงานต้องมีมากและละเอียดมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกระจกสะท้อนเงา (feedback) ให้เห็นถึงปัญหาข้อบกพร่องที่มี และเพื่อการกำหนดแผน การปรับปรุงแผนในครั้งต่อไป หากกระบวนงานการดำเนินไปตามแนวทางที่กำหนด ก็จะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในทุกขั้นตอน ทุกภาคส่วน ทุกองคาพยพ ต้องเป็น “กลไกร่วมกันได้” (Mechanism) ไม่ถูกแบ่งขั้นแบ่งชั้นด้วยระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบทุน ระบบสังคม ระบบความเชื่อถือ หรือระบบอื่นใดที่เกี่ยวข้อง จึงจะสามารถบรรลุความสำเร็จได้ มีข้อควรพิจารณาดังนี้

(1) พิจารณาว่า อปท.ไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องกระบวนงาน เพราะ อปท. คุ้นเคยกับระบบกันมาดี

(2) เป็นห่วง เรื่องนโยบายทางการเมือง กลุ่มการเมือง กลุ่มเครือข่าย ฯลฯ เพราะ กลุ่มการเมืองที่เคยมีอำนาจได้กำหนดนโยบายแบบอิสระไว้ก่อนแล้ว เป็นนโยบายเดิมที่ไม่ต้องมีกรอบกฎหมายมากำหนดขีดคั่น ฉะนั้น อำนาจในการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เคยมีจะถูกลดทอนลงไปหมด กลายเป็นอำนาจที่ไม่อิสระทันที ที่ยังผลเป็นการความขุ่นเคืองไม่พอใจในระดับพื้นที่เล็ก ๆ เช่น พื้นที่ อปท. ได้ แต่หากหันมาศึกษาทำความเข้าใจจุดนี้ให้ดี ๆ เชื่อว่าก็จะสามารถปรับทัศนคติกรอบทิศทางการทำงาน และเป้าหมายสำคัญให้ได้อย่างเหมาะสม

(3) เป็นห่วงในช่องว่างที่เปลี่ยนไปมากในช่วงเวลาต่อ ๆ ไปก็คือ ในสายการบังคับบัญชา ในแผนงานงบประมาณ และ ในการทำงาน ถือเป็นนัยยะสำคัญที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพฤติกรรมองค์กรและสังคมที่น่าจะปรับเปลี่ยนตามไปด้วยอย่างมากเช่นกัน หากแยกผู้ปฏิบัติเป็น 2 กลุ่มคือ (1) กลุ่มเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (อปท.) และ (2) กลุ่มข้าราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง จะพบว่าเกิดแรงกระเพื่อมกระทบกันเป็นลูกระนาดในระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเกิด “ช่องว่างในการปฏิบัติ” เช่น ตามยุทธศาสตร์จังหวัด จนท.ภูมิภาคที่ขับเคลื่อนจะรู้แผนน้อยกว่า จนท.ท้องถิ่น เพราะผู้ที่เขียนแผนคือท้องถิ่น แต่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์และจัดสรรงบประมาณคือส่วนกลาง และมีแนวโน้มว่าส่วนท้องถิ่นไม่ค่อยสนใจ อาจมั่วทำไป เพราะ ขาดผลประโยชน์ได้เสีย หรือขาดแรงจูงใจ ฯ ทำให้เกิดช่องว่างในองค์ความรู้ความเข้าใจของแผนในข้าราชการส่วนภูมิภาค ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดผลดีเป็นการ “เปิดพฤติกรรมที่ปิดบังซ่อนเร้น” ไว้นานแล้วไม่ว่า การกั๊กงบประมาณ การโอนเงินงบประมาณ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ในงบอุดหนุนเฉพาะกิจ ฯลฯ เป็นต้น

(4) การเลือกทำ (การเน้นกิจกรรม) หรือการงดเว้นในเรื่องที่ไม่ต้องทำ ในแต่ละหน่วยงาน ในแต่ละพื้นที่ อาจแตกต่างกันไม่เหมือนกัน น่าจะเป็นปัญหาในระยะแรก ๆ ที่ต้องมีการแสวงหาจุดร่วม และสงวนจุดต่างกันให้ดี เพราะหลักการของยุทธศาสตร์ประการสำคัญก็คือ “การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” [9]

ยุทธศาสตร์ปรับแก้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น

( 1) “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐในท้องถิ่น” โดยมีนักการเมืองเป็นผู้บริหารแบบเต็มๆ และปฏิบัติตามนโยบายรัฐจนแทบไม่ได้ทำงานที่ท้องถิ่นควรจะทำ หลายสิ่งเป็นหน้าที่ของอำเภอจังหวัด แต่ความแตกต่างจากข้าราชการพลเรือนเช่น เรื่องสิทธิสวัสดิการที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมักได้ตามหลัง เพราะ “การไม่กระจายอำนาจ” ให้แก่ท้องถิ่นที่ส่งผลกระทบไปถึงสวัสดิการของข้าราชการ  นอกจากนี้ ในปัจจุบันระบบการสร้างขวัญกำลังใจการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นของ อปท. หรือ “โบนัส” แทบจะหายไป เพราะ อปท.ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่สูงมากขึ้น หรือ อปท.จำนวนมากไม่มีความประสงค์ขอรับการประเมินโบนัส ด้วยเหตุอื่นใด

(2) การปรับแก้พฤติกรรมการปฏิบัติของบุคลากร อปท. ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำที่ไม่เอื้อประโยชน์ตาม “หลักคุณธรรมจริยธรรมและความโปร่งใส” (Integrity & Transparency) จากการใช้ระบบอุปถัมภ์ และ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะข้าราชการประเภทที่แสวงประโยชน์ทำนอง “การโปรยเรือใบแล้วตนเองเป็นผู้ปะยาง” เรียกว่าใช้ “วิชามารวิชาเทพ” จนเคยตัว อาทิ การซิกแซ็ก การแหกคอกกฎระเบียบ การไขสือ การเลี่ยงบาลีศรีธนญชัยฯ หรืออื่นใดหลบเลี่ยงระเบียบและการปฏิบัติฯ จากการมีผลประโยชน์ร่วม(แนวร่วม) การทำตัวเป็นพวกพ้องคนดีในสายตา แต่ครั้นหน่วยตรวจสอบจับได้ไล่ทันพบความผิด ต่างกลับโยนความผิดหนีเอาตัวรอดแบบขาดจิตสำนึก หรือแกล้งเนียนใสซื่อสู้เสือจนตกขอบ ถูกลงโทษวินัยอาญา อาจถึงออกจากราชการและจำคุก มีตัวอย่างการเอื้อประโยชน์ฯ ที่ถือเป็นการทุจริตตามกฎหมายฮั้ว หรือ พรบ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แม้กรณีตกลงราคาพัสดุก็สามารถใช้วิชามารฮั้วได้ เพราะ “คนตรวจ” ไม่ใช่เครื่องจักรเถรตรงเป๊ะและ Reject ทันทีเมื่อพบความผิด ฉะนั้น คนตรวจต้องมีมาตรฐาน “คุณธรรม” ตามหลักข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เปรียบเหมือนเบี้ยหมากรุกที่เปิดทางให้เรือหรือม้าเดิน เหล่านี้เป็นความจริงที่ทุกฝ่ายไม่อยากพูด หรือ ไม่อยากเจอ เพราะบุคลากร 2 ฝ่ายต่างมุมมองต่างจุดยืน ฝ่ายหนึ่งอ้างรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เลือก อีกฝ่ายยึดระเบียบกฎหมาย ยิ่งมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งเกิดความขัดแย้งจนยากเยียวยา เป็นจุดบั่นทอนความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ (Career Path) ของข้าราชการที่ต้องปรับแก้ด้วย “ยุทธศาสตร์ชาติ”  

  เพราะต่อไป นายก อปท. ก็ต้องยึดถือปฏิบัติตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นแนวทางในการพัฒนา อปท. เช่นเดียวกับที่ทุกหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, SiamrathOnline, 3 มกราคม 2562, https://siamrath.co.th/n/59578

[2] มาตรา 65 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้   

[3] มาตรา 12 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” ประกอบด้วย

(1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

(2) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นรองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง

(3) ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานกรรมการ คนที่สอง

(4) รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม

(5) ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ

(6) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่เกินเจ็ดสิบห้าปี ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในด้านความมั่นคง ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ จำนวนไม่เกินสิบเจ็ดคน

ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย และรองเลขาธิการซึ่งเลขาธิการมอบหมายเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ในการแต่งตั้งกรรมการตาม ( 6) ให้คำนึงถึงความหลากหลายของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และความหลากหลายของช่วงอายุด้วย

ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการตาม ( 2) (3) (4) หรือ (5) ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่   

[4] มาตรา 26 ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการจัด ทำ ยุทธศาสตร์ชาติว่าการดำเนินการใดของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้หน่วยงานของรัฐนั้นทราบถึงความไม่สอดคล้องและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุง และเมื่อหน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประการใดแล้ว ให้แจ้งให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่แจ้งการดำเนินการให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติรายงานให้คณะกรรมการทราบเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการต่อไป เว้นแต่เป็นกรณีของหน่วยงานของรัฐที่เป็นองค์กรในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ หรือเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ ให้แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐขององค์กรดังกล่าวเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามวรรคสองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป และให้นำความในมาตรา 25 มาใช้บังคับโดยอนุโลม   

[5] ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทุกอย่างขึ้นกับท้องถิ่น, สัมภาษณ์พิเศษ : รศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, 4 กันยายน2560, https://www.siamrath.co.th/n/22625

& วุฒิสาร ตันไชย,ฉากทัศน์ใหม่ประเทศไทยและ ความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, 24 มกราคม 2560, www.nmt.or.th/files/com_knowledge_news/2017-01/20170127_sdjjlwtg.pdf

& “ตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น โดยชุมชนท้องถิ่น” ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 3 ธันวาคม 2560, https://www.siamrath.co.th/n/27432 

& ยุทธศาสตร์ 20 ปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบสมาร์ท, นาวาตรี ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์, https://www.academia.edu/28281126/ยุทธศาสตร_20_ปี_องค_การปกครองส_วนท_องถิ_นแบบสมาร_ท?auto=download#7s8d6f87   

[6] มาตรา 275 ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา 65 วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ    

[7] มาตรา 142 ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ ผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจ่ายเงิน และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

[8] มาตรา 162 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่

ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้ เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อน เพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้

[9] สุรชาติ บำรุงสุข , บทรายงาน เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 20 ปีแห่งความสับสนอลหม่าน!, หนังสีอพิมพ์มติชน (กรอบบ่าย) อังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561 ปีที่ 41 ฉบับที่ 14737 หน้า 15, http://www.commandcenter.moi.go.th/moiapp/prapp/th/view/LR6105660/บทรายงาน-เรื่อง-ยุทธศาสตร์ชาติ-20-ปี-20-ปีแห่งความสับสนอลหม่าน!-.html   

& บทความวิชาการ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย (Thailand’s Country Strategy), ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556, นายสาธิต วงศ์อนันต์นนท์, วิทยากรชำนาญการ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, http://library.senate.go.th/do...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659008

เขียน

29 Dec 2018 @ 11:28
()

แก้ไข

03 Jan 2019 @ 18:05
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง