ตามหารากเหง้า คำว่า ‘เสา’ อันเนื่องมาจาก ‘เสาด้ำค้ำฟ้า’


(ภาพหน้าปกหนังสือเรืื่อง 'ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท' โดยศาสตราจารย์ ชลธิรา สัตยาวัฒนา) 

ในหนังสือเล่มล่าสุดของศาสตราจารย์ ชลธิรา สัตยาวัฒนา เรื่อง ‘ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท’ (ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ชนนิยม พ.ศ. 2561) ได้ทำการสืบสาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม ผ่านเรื่องราวอันหลากหลายที่โยงใยถึง ‘เสาด้ำค้ำฟ้า’ ซึ่งทางหนึ่งได้สืบสาวสายชั้นไปยัง ‘เสาเหล็กยูนนาน’ แห่งอาณาจักรน่านเจ้าเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 15 ดังคัดถ้อยคำส่วนหนึ่งจากบทที่ 21 ‘จาก ‘เสาด้ำงู’ ยุคสำริดสู่ ‘เสาด้ำนก’ ยุคเหล็กในปริมณฑ,ไท-ยูนนาน’ หน้า 305 ความว่า:

““เสาเหล็กยูนนาน” หล่อเป็นเสาทรงกลมขนาดใหญ่ สูงถึง ๓.๐๓ เมตร ความกว้างวัดโดยรอบได้ ๑.๐๓ เมตร ที่ยอดเสามีหลังคาคลุม มีรูปตัวงู (หรือ ‘นาค’ หรือที่ชาวไทบางกลุ่มเรียกว่า ‘ลวง/รวง/เงือก’) จำนวน ๓ ตัว เกี่ยวกระหวัดกันอยู่รอบเสาข้างใต้หลังคา (ที่สำนวนไทยเรียกว่า ‘นาคเกี้ยว’ อาจมีที่มาจากแนวคิดความเชื่อและทางช่างเดียวกันก็เป็นได้) บนยอดเหนือหลังคานั้น มีรูปปั้น “นก” เกะอยู่ ๑ ตัว ที่โคนเสามีจารึกเป็นภาษาจีน ระบุว่า

“เสาเหล็กนี้สร้างขึ้นใน ปีที่ ๑๓ ของรัชกาล ‘เมิ่งซือหลุง’ แห่งอาณาจักรน่านเจ้า”

ช่วงเวลานี้ตรงกับ ค.ศ. ๘๗๒ (พ.ศ. ๑๔๑๕)”

ที่โคนของเสาเหล็กยูนนานยังปรากฏจารึกเป็นอักษรจีนว่า ‘เทียนจุนจู้’ ซึ่งนักวิชาการจีนแปลว่า ‘ฟ้าเคารพเสา’ โดยอาจารย์ชลธิราได้ตีความแบบคำไทว่าคือ ‘แถนจุนเสา’ หรืออาจสลับคำเป็น ‘เสาจุนแถน’ ก็ไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการเป็นตัวแทนโคตรด้ำบรรพชน อันสอดรับกับภาพวาดบนผืนผ้าไหมที่เรียกว่า ‘ภาพเขียนชุดน่านเจ้า’ ซึ่งแสดงถึงกลุ่มชนชั้นนำจำนวน 9 คน กำลังทำพิธีบวงสรวงเสาเหล็กน่านเจ้า โดยมีการประเมินกันในทางวิชาการว่าภาพวาดนี้มีอายุในช่วง พ.ศ. 1442-1490 หลังการสร้างเสาเหล็กยูนนานเพียงไม่กี่สิบปี ที่น่าสนใจคือ ผู้นำในกลุ่มดังกล่าวอย่างน้อยสองคนมีชื่อนามคุ้นเคยกับคำไทว่า ‘ต้วนยี่ตุง’ และ ‘เจ้าล้านยี่’

ทั้งนี้ พจนานุกรมสืบสร้างเสียงจีนโบราณ ‘Baxter-Sagart Old Chinese reconstruction, version 1.1’ ที่จัดทำโดยศาสตราจารย์ William H. Baxter และ Laurent Sagart เมื่อปี ค.ศ. 2014 ได้ทำการสืบสร้างคำว่า ‘จู้’ ที่แปลว่าเสา ไว้ดังนี้:

จีนมาตรฐาน     จีนยุคกลาง        จีนยุคโบราณ              ความหมาย

柱 zhù            drjuX (dr- + -ju B)   *m-t<r>oʔ                pillar

โดยภาษาจีนยุคโบราณ (Old Chinese) มีอายุอยู่ในช่วง 1100-700 ปีก่อนคริสตกาล และภาษาจีนยุคกลางเก่ากลางใหม่ (Middle Chinese) มีอายุอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-11 (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2014)

วัฒนธรรมการบูชา ‘เสาด้ำค้ำฟ้า’ ทั้งโคตรด้ำนาคและโคตรด้ำนกในลักษณะดังกล่าวนี้ ได้ถูกตามรอยขึ้นไปจนถึงอาณาจักรโบราณเตียนเยวี่ยแห่งทะเลสาบเตียน เมื่อคราวต้นพุทธกาล ฉายภาพเรื่องราวของผู้คนและวิถีชีวิตผ่านการปั้นแต่งบนฝากลองมโหระทึกและหม้อเก็บเบี้ยเนื้อสำริด แสดงพิธีกรรมสักการบูชา ‘เสาด้ำ’ ลายนาคเกี้ยว เช่นคัดเนื้อความจากบทที่ 20 ‘พิธีบูชายัญ “เสาด้ำงู” ของแดนสนธยาอาณาจักรเตียนกับสังคมอารยะสยาม’ หน้า 283 ของหนังสือเล่มเดียวกันมาดังนี้:      

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีบูชายัญเสาด้ำงูของอาณาจักรเตียน” ซึ่งปรากฏบนฝากลองมโหระทึกยูนนานฯ อันเป็น ‘แบบฉบับของเตียน’ มากมายหลายใบนั้นได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวเตียนจำนวนมากหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบบความเชื่อและอุดมการณ์เดียวกันกำลังร่วมกันประกอบพิธีบวงสรวงเสาศักดิ์สิทธิ์ใจกลางชุมชน โดยมีมนุษย์ที่เป็นผู้ชายถูกพันธนาการให้ติดกับหลักหินตรงหน้าเสาสูงทรงกลม

เสาศักดิ์สิทธิ์นี้มีลวดลายเป็นรูปงูขนาดใหญ่ขดตัวเลื้อยพันรอบเสา (หรืออาจตีความว่าเป็นลาย ‘นาคเกี้ยว’) บ่งชี้ถึงคติความเชื่อในลัทธิบูชาบรรพชนแบบถือ ‘โทเท็ม’ (Totemism) ของชนชาวพื้นเมืองเตียนกลุ่มนี้

มีความเป็นไปได้ว่า สัญญะโทเท็ม ‘งู’ ใหญ่ ǀ ‘นาค’ เกี้ยว น่าจะเป็นสัญญะแทนโคตรด้ำบรรพชนของชุมชนโคตรวงศ์เฉพาะกลุ่มนี้ คือ ชมรมโคตรวงศ์ชาวเตียน ที่ถือ ‘ด้ำแม่งู’ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจการปกครองรัฐเตียน”

ในอีกเส้นทางหนึ่ง ความเชื่อแห่ง ‘เสาด้ำค้ำฟ้า’ ได้แสดงบทบาทอย่างสำคัญในเรื่องราว ‘ความโตเมือง’ ของเหล่าไทดำแห่งเมืองหม้วย ผู้สืบทอดตำนานขับขานการสร้างโลกสร้างฝูงคนของผีฟ้าพญาแถน ดังคัดจากบทที่ 25 ‘“เสาเมือง” รหัสวัฒนธรรมการเมืองเรื่อง “อำนาจรัฐ” ไทǀไตǀลาวǀสยาม’ หน้า 363 ของหนังสือเล่มเดียวกันความว่า:

“ผู้เขียนได้สืบค้นเอกสารโบราณของชาวไทดำที่เวียดนาม พบว่าก็มีหลักฐานการตั้ง “เสาเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจรัฐของชาวไท” จำนวนรวมทั้งสิ้น ๘ เสา ด้วยระบบความเชื่อเชิงอุดมการณ์ “เสาด้ำบรรพชน” ชุดเดียวกัน ดังปรากฏหลักฐานในเอกสาร “ความโตเมือง” (ความตัวเมือง) เมืองหม้วย ว่าดังนี้

“แถนจั่งให้ ปู่ท้าวสวง ท้าวเงิน

เอาหมากเต้า พุ่งโลงมา แปดหน่วย

แปดเสาทอง ค้ำฟ้า

เอามาฮอด เมืองออม เมืองอาย”

(Richard Chamberlain 1986)”     

ด้วยวิถีทางอันเก่าแก่ดั้งเดิมและยืนยาวของ ‘เสาด้ำ’ ทั้งในฐานะของผู้ค้ำฟ้าและในฐานะของหลักโยงยึดโคตรด้ำบรรพชนดังได้อ่านนำมาข้างต้น ทำให้เกิดความสนใจเป็นอย่างยิ่งกับคำว่า ‘เสา’ ที่อยู่เคียงคู่กับคำว่า ‘ด้ำ’ ผู้ถูกอรรถาธิบายไว้ในฐานะของ ‘ผีบรรพชนผู้เฝ้ารักษาอยู่ภายใน’ จนกลายเป็น ‘เสาด้ำ’ นั้น มีลำดับรากเหง้าความเป็นมาอย่างไรกันแน่

คำว่า ‘เสา’ เป็นคำโดดพยางค์เดียว ถูกเรียกใช้ด้วยรูปคำใกล้เคียง อย่างค่อนข้างกว้างขวางในหมู่คนพูดไท-กะได อาทิ:

พวกไท-ไต (Tai): Siamese และ Sapa เรียกว่า sawA1, Bao Yen เรียก thɤwA1, Cao Bang เรียก ɬɤwA1, Lungchow และ Shangsi เรียก ɬawA1 และ Yay เรียก θawA1 และสืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณ (Proto-Tai) ว่า *sawA /เสา/ (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009)

พวกกัม-สุย (Kam-Sui): Then เรียก za:u2, Lingam Sui เรียก la:u1 และ Mak เรียก za:u1 (Ilya Peiros ค.ศ. 1998)

พวกข้า/ขร้า (Kra): เรียกใช้ด้วยคำโดดสั้นมากๆ แบบไม่มีตัวสะกดปิดท้าย เช่น Gelao เรียก saA1, Lachi เรียก ʨiA1, Paha เรียก dʑhuuA1 และ Buyang เรียก θuuA1 และสืบสร้างเป็นคำข้า/ขร้าโบราณ (Proto-Kra) ว่า *m-tȿuA /m-ทชุ/ (Weera Ostapirat ค.ศ. 2000) ซึ่งไปใกล้เคียงกับคำจีนทั้งเสียงมาตรฐาน 柱 zhù และเสียงสืบสร้างจีนโบราณของ ‘Baxter-Sagart’ ว่า *m-t<r>oʔ  /*m-โต<ร>ะอ์/ หากในบางกลุ่มก็เรียกด้วยคำที่มีตัวสะกดคล้ายกับพวกไท-ไต และกัม-สุย เช่น Laha เรียก couB2 –t และ Pubiao เรียก ʨauA1

ส่วนพวกหลี/ไหล (Hlai) ที่อาศัยอยู่บนเกาะไหหลำ เรียกใช้ ‘เสา’ ด้วยคำที่แตกต่างออกไปมาก

พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความคำว่า ‘เสา’ ไว้ดังนี้:

“น. ท่อนไม้สำหรับใช้เป็นหลักหรือเป็นเครื่องรองรับสิ่งอื่นมีเรือนเป็นต้น เช่น เสาเรือน เสาโทรเลข, เรียกสิ่งอื่น ๆ ที่ใช้ในลักษณะเช่นนั้น.”

ความเป็น ‘เสา’ ไม้ แสดงออกอย่างเด่นชัดถึงรูปร่างของท่อนไม้กลมแบบทรงกระบอกเรียบเรียวยาว ที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งสลักเสลามาเป็นอย่างดี และเมื่อประกอบเข้ากับรูปคำซึ่งถูกกำกับอยู่ภายใต้โครงสร้างของสระ –เอา หรือสระ –อา บวกตัวสะกดแม่เกอว อาจใช้เป็นตัวบ่งชี้โยงใยถึง ‘คำคล้าย’ อื่นๆ ในภาษาไท-กะได ยิ่งเฉพาะในหมวดหมู่ของการสลักเสลาเกลากลึง ตั้งแต่ไม้เถา ไม้หวาย ไม้ไผ่ ยันถึงไม้ยืนต้น เช่นในคำไทยลุ่มเจ้าพระยาว่า ‘เกลา’, ‘เกา’, ‘เสลา’, ‘เปลา’, ‘เฉลา’, ‘เพลา’, ‘เหลา’, ‘หลาว’, ‘ราว’, ‘เปรียว’, ‘เพรียว’, ‘เรียว’, ‘สาว’, ‘ซาว’, ‘เซา’, ‘ด่าว’ เป็นต้น ดังอภิปรายต่อไปนี้:        

คำว่า ‘เกลา’ (to polish, to clear, to smooth, to scrape) เป็นคำควบกล้ำที่สำคัญ มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า:

 “[เกฺลา] ก. ทำสิ่งที่ยังขรุขระอยู่ให้เกลี้ยงหรือได้รูปทรงดีขึ้น เช่น เกลาไม้ไผ่, ทำให้ดีขึ้นหรือเรียบร้อยขึ้น เช่น เกลาสำนวนหนังสือ เกลานิสัย.”

พบว่าพวกหลี/ไหลมากกลุ่มมีการใช้รูปคำในความหมายว่า ‘clear’ ความโปร่งโล่งไม่รุงรังสายตา ซึ่งมีนัยยะใกล้เคียงกับความเป็น ‘เกลา’ อย่างมาก เช่น Bouhin เรียก (ka:w1), Ha Em และ Lauhut เรียก ga:w1, Tongzha และ Changjiang เรียก ga:w4 และ Moyfaw เรียก ɣa:w1 และสืบสร้างเป็นคำหลี/ไหลโบราณอย่างน่าสนใจด้วยเสียง ร.เรือ นำว่า *ra:w /ราว/ (Peter Norquest ค.ศ. 2007)

ซึ่งว่ากันโดยพื้นฐานแล้ว คำว่า ‘เกลา’ คือเนื้อหนังตัวเดียวกับคำว่า ‘เกา’ จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ‘เกลา’ ในยุคโบราณ อาจเป็นหนึ่งในต้นทางของคำที่หดสั้นมาเป็น ‘เกา’ เป็นคำควบกล้ำเก่าที่เหลือรอดลงมาจนถึงปัจจุบันในไท-กะไดบางกลุ่ม อย่างน้อยเช่นในพวกไทยลุ่มเจ้าพระยาเป็นต้น

คำว่า ‘เกา’ ถือเป็นคำโดดพยางค์เดียวของพวกไทยขยายขึ้นไปถึงไท-ไตอย่างชัดเจน เขียนในภาษาอังกฤษว่า ‘to scratch’ ดังสำนวนที่ว่า ‘เกาให้ถูกที่คัน’ อันเป็นสำนวนที่มีความหมายใกล้เคียงกับสำนวนฝรั่งว่า ‘hit the nail on the head’ คือการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการแก้แบบลิงพันแห คือยิ่งแก้มันยิ่งยุ่งบานปลายไม่รู้จบ มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ดังนี้:

“ก. เอาเล็บหรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายเล็บครูดผิวหนังเพื่อให้หายคันเป็นต้น, อาการที่สมอเรือครูดไปตามพื้นท้องน้ำ ไม่ยึดอยู่กับที่.”   

ในคำศัพท์พื้นฐานไท-ไตของอาจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009 ระบุชัดว่าพวกไท-ไตหลายกลุ่ม เช่น Lungchow, Shangsi, Yay และ Saek ต่างเรียกใช้ด้วยคำเดียวกับพวกไทยสยาม คือ kawA1 และสืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณชนิดพยางค์เดียวว่า *kaw A /เกา/

ยังพบว่าบางกลุ่มของพวกหลี/ไหล เช่น Bouhin, Ha Em และ Lauhut เรียกใช้ด้วยรูปคำคล้ายๆ กับพวกไท-ไต ยกเว้นเสียงนำเป็น th- และลากยาวกว่าว่า tha:w1 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *tha:w /ทาว/ และขึ้นไปเป็นเสียงดึกดำบรรพ์ (Pre-Hlai) ว่า *ta:w /ตาว/ (อ้างอิงจากคำศัพท์พื้นฐานพวกหลี/ไหลของ Peter Norquest ค.ศ. 2007) ซึ่งน่าสังเกตว่าช่างไปใกล้กับคำของพวกไทยลุ่มเจ้าพระยาว่า ‘เถา’ แบบเทือกเถาเหล่ากอ และ ‘แถว’ แบบเรียงแถวเรียงแนว 

คำว่า ‘เสลา’ (to carve,) มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

 “[สะเหฺลา] ว. สวย, งาม, เกลี้ยงเกลา, เปลา, โปร่ง, เฉลา ก็ว่า.”

และมักใช้คู่กับ ‘สลัก’ เป็น ‘สลักเสลา’ (to sculpture) ซึ่งมีคำจำกัดความว่า:

“[-สะเหฺลา] ก. สลักให้เป็นลวดลายเรียบร้อยสวยงาม เช่น เสียเวลานั่งสลักเสลาผักครึ่งวันกว่าจะได้ลงมือทำกับข้าว สลักเสลาเสาหินเป็นลายเทพนม.”

ซึ่งให้สังเกตถึงความหมายเชื่อมโยงไปยังคำว่า ‘เปลา’ ที่คือต้นไม้สูงชะลูดขึ้นไปโดยไม่มีกิ่งก้านตามลำต้น และ ‘เฉลา’ คือความสวยงาม เกลี้ยงเกลา ว่าทั้งสองคำล้วนอยู่ในร่องรอยเดียวกับ ‘เสลา’ ผู้เป็นแท่งยาวเกลี้ยงเกลาและปลอดโปร่ง

คำว่า ‘เพลา’ (shaft) แกนยาวสำหรับหมุนล้อ เช่น เพลาเกวียน มีคำจำกัดความว่า:

“(๑) [เพฺลา] น. แกนสำหรับสอดในดุมรถหรือดุมเกวียน, โดยปริยายหมายถึง แกนสำหรับให้ล้อหรือใบจักรหมุน
(๒) น. ไม้สำหรับขึงใบเรือ.”

คำว่า ‘เหลา’ (to sharpen) มีความหมายแทบไม่แตกต่างจากคำว่า ‘เกลา’ และ ‘เกา’ หากแสดงนัยยะที่ขัดแย้งในตัวอยู่พอควร เพราะทางหนึ่งหมายถึงการลบเหลี่ยมคมทำให้เกลี้ยงเกลาสวยงาม แต่ในอีกทางกลับกลายเป็นการสร้างความแหลมคมขึ้นมา โดยเฉพาะตรงด้านปลายของเรียวไม้ ซึ่งมีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

“[เหฺลา] ก. ทำให้เกลี้ยงเกลาหรือให้แหลมด้วยเครื่องมือมีมีดเป็นต้น เช่น เหลาตอก เหลาดินสอ.” 

ที่น่าสนใจคือ การเหลาเกลากลึงและแหลมเรียวปลาย ทางหนึ่งอาจถูกนำไปใช้เรียกพลั่ว, เสียม เครื่องมือขุดแซะที่มีด้ามจับเป็นไม้ท่อนยาวเรียว โดยพวกหลี/ไหล กับคำภาษาอังกฤษว่า ‘spade’ เช่น Bouhin, Ha Em, Lauhut, Moyfaw และ Baisha เรียกเหมือนกันว่า za:w2, Tongzha, Zandui และ Baoting เรียกว่า ɬa:w2, Yuanmen เรียกว่า tsa:w2 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *lja:wɦ /ลยาวฮ์/ และเป็นคำดึกดำบรรพ์ (Pre-Hlai) แบบคำสองพยางค์ว่า *Cila:wɦ /*Ci ลาวฮ์/

คำว่า ‘หลาว’ (spear) เป็นคำที่ถูกใช้ในลักษณะของการพุ่งไปข้างหน้า หรือถูกใช้เป็นอาวุธยาวปลายเรียวแหลมชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคำที่พัฒนาต่อยอดลงมาจากรากเดียวกัน มีคำจำกัดความว่า:

“น. ไม้ที่เสี้ยมแหลม เป็นอาวุธสำหรับแทง, โดยปริยายเรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น หลาวทองเหลือง.”

กินความถึงการพ่นพุ่งยาวไปข้างหน้า ที่เรียกว่า ‘squirt’ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกเรียกใช้โดยพวกหลี/ไหลคล้ายๆ กับพวกไทยลุ่มเจ้าพระยา เช่นพวก Ha Em, Lauhut, Tongzha, Zandui, Baoting, Moyfaw, Baisha และ Yuanmen ต่างเรียกเหมือนกันว่า ɬa:w1 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *hla:w /ฮลาว/ และคำดึกดำบรรพ์ว่า *la:w /ลาว/

คำว่า ‘ราว’ (bar, strip) มีความหมายอยู่สองนัยยะคือ เป็นการประมาณคร่าวๆ และความยาวหลาวเรียว ซึ่งความหมายอย่างหลังนี้มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

“(๑) น. แถว, แนว, เช่น ราวป่า
(๒) น. เครื่องยึดเหนี่ยวสำหรับเกาะหรือขึ้นลงเป็นต้น เช่น ราวบันได ราวสะพาน, เรียกไม้ โลหะ และเชือกหรือลวดเป็นต้นที่ขึงสำหรับพาดหรือตากผ้า ว่า ราว ราวผ้า หรือราวตากผ้า, ถ้าใช้ขึงสิ่งอื่น ๆ เช่น ขึงมุ้ง เรียกว่า ราวมุ้ง ขึงม่าน เรียกว่า ราวม่าน, ไม้หรือโลหะเป็นต้นสำหรับพาดปักวางสิ่งต่าง ๆ เช่น ราวพระแสง ราวเทียน.”

สังเกตว่า ‘ราว’ มีรูปคำที่ตรงกับคำว่า *ra:w /ราว/ ที่หมายถึง ‘clear’ หรือการขัดเกลาจนสะอาดปลอดโปร่งของทางพวกหลี/ไหล และคำนี้มักถูกนำไปใช้เข้าคู่กับ ‘เรื่อง’ กลายเป็น ‘เรื่องราว’ ในความหมายตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า: “น. เรื่องที่พูดหรือเล่าติดต่อกันไป.”

และยังอาจกินความไปถึงคำที่ออกเสียงในรูปสระ -เอีย บวกตัวสะกดแม่เกอวว่า ‘เปรียว’ (agile), ‘เพรียว’ (slim) และ ‘เรียว’ (slender) บนความหมายแนวเดียวกันว่า บอบบางสูงยาวโปร่งไม่ตันหนาหรืออ้วนฉุ เคลื่อนไหวรวดเร็วว่องไว ซึ่งมีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ดังเช่น:  

เปรียว:            “(๑) [เปฺรียว] ว. ไม่เชื่อง, ว่องไว, (ใช้แก่สัตว์บางชนิดเช่นนกหรือไก่เป็นต้นที่ไม่คุ้นคน), โดยปริยายใช้แก่สิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น”

เพรียว:           “[เพฺรียว] ว. เปรียว, ฉลวย, เรียว, เช่น รูปร่างเพรียว เรือเพรียว.”

เรียว:             “(๑) น. สิ่งที่มีลักษณะโคนโตปลายเล็ก เช่น เรียวหวาย เรียวไม้, เรียกไม้ปลายเรียวเล็กสำหรับตีเด็ก ว่า ไม้เรียว.
(๒) ว. เล็กลงไปตามลำดับอย่างลำไม้ไผ่ เช่น นิ้วเรียว ขาเรียว
(๓) ว. โดยปริยายหมายถึงเสื่อมลงตามลำดับ เช่น ศาสนาเรียว.”

คำว่า ‘สาว’ (to pull, to strip, to take off) ถือเป็นคำสำคัญคำหนึ่งในหมู่ไท-กะได ที่แตกต่างทั้งในเชิงความหมายและที่มาจากคำว่า ‘สาว’ (unmarried woman, bride) ผู้เป็นนายเหนือบ่าวและเป็นเจ้าของนาข้าวผืนกว้าง ผู้สืบมรดกตกทอดมาแต่ครั้งบรรพชนอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้ หากเป็น ‘สาว’ ที่เกิดจากขบวนการขัดเกลา ถูกใช้ในความหมายของการดึงสาวหรือลอกเปลือกเป็นเส้นยาวๆ ออกจากลำต้นลำตัว หรือการสาวเส้นใยต่างๆ และขยับขยายลงมาจนถึงการสาวเรื่องราว สาวความ สาวไส้ให้กากิน จนถึงสาวมือสาวตีน ซึ่งพจนานุกรมไทยฯ ให้คำจำกัดความไว้ส่วนหนึ่งว่า:

“(๑) ก. เอามือทั้ง ๒ ข้างสลับกัน ชักหรือดึงสิ่งที่เป็นเส้นยาว ๆ เข้าหาตัว เช่น สาวไหม สาวเชือก
(๒) ก. โดยปริยายหมายถึงอาการที่คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น เรื่องนี้พอสาวเข้ามาก็พบว่ามีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง.”

ในคำศัพท์พื้นฐานไท-ไตของอาจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ไม่ได้บรรจุคำเรียก ‘สาว’ แบบสาวมือสาวไม้ไว้แต่อย่างใด หากความหมายของคำนี้ไปปรากฏในคำศัพท์พื้นฐานของพวกหลี/ไหลโดย Dr. Peter Norquest ในคำที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘to strip’ ซึ่งถูกแยกเป็นสองคำ ได้แก่ ‘to strip’ 1) เช่น Bouhin, Ha Em, Lauhut, Moyfaw และ Baisha เรียกว่า row1, Tongzha เรียก row4, Zandui เรียก low4, Baoting เรียก (law5) และสืบสร้างเป็นคำโบราณหลี/ไหลว่า *ɾu: /รู/ และ ‘to strip’ 2) เช่น Ha Em และ Lauhut เรียกว่า law3 Baisha เรียก rɯ1, Yuanmen เรียก rɯ4 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *C-lu:ʔ /*C-ลูอ์/

และในอีกคำที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘to take off’ เช่น Bouhin, Ha Em, Lauhut, Changjiang และ Moyfaw เรียกว่า za:w2, Tongzha, Zandui และ Baoting เรียก ɬa:w2, Cunhua เรียก law5 นอกนั้นเรียกต่างออกไป และสังเกตว่า Bouhin, Ha Em, Lauhut, Moyfaw พวกหนึ่ง กับ Tongzha, Zandui, Baoting อีกพวก แต่ละพวกต่างใช้คำเรียก ‘to take off’ และ ‘spade’ ด้วยคำเดียวกัน และต่อเนื่องขึ้นไปยังคำสืบสร้างโบราณที่หน้าตาเหมือนกันทั้งสองคำว่า *lja:wɦ /ลยาวฮ์/ ซึ่งความหมายทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการเหลาเกลากลึงและท่อนไม้เรียวแหลมปลายสำหรับการขุดแซะ และยังบ่งชี้ด้วยว่าเป็นคำที่มีความหมายเดียวในชั้นแรกเริ่ม ก่อนจะแตกออกเป็นรูปธรรมสองอย่างในภายหลัง   

แล้วยังควรขยายการขัดเกลามายังคำว่า ‘ซาว’ (to wash) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมไทยฯ อยู่ส่วนหนึ่งว่า: 

“ก. เอาข้าวสารล้างนํ้าด้วยวิธีใช้มือคนให้ทั่วเพื่อให้สะอาดก่อนหุงต้ม เรียกว่า ซาวข้าว.”

ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่มีใช้ในหลายพวกของไท-ไต เช่น Siamese เรียก sa:wA2, Cao Bang เรียก ra:wA2, Lungchow และ Shangsi เรียก ɬa:wA2 สืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า *za:wA /ซาว/ และตรงกับคำเรียกของหลี/ไหลบางพวก เช่น Cunhua เรียก saw3 และ Moyfaw เรียก sa:w3 สืบสร้างเป็นคำ Proto-North Central Hlai ว่า *ɕa:wʔ /จาวอ์/ หรือ /ชาวอ์/ เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น คำเรียกอาการ ‘ตาย’ (to die) ของพวกหลี/ไหลช่างน่าสนใจ เช่นในพวก Bouhin, Ha Em, Lauhut, Baoting และ Baisha เรียกในคำหนึ่งทำนองว่า ɬa:w2 (ɬ ออกเสียงคล้าย ซ.โซ่ บวก ล.ลิง) หรือ ɗa:w2 (ɗ ออกเสียงคล้าย ด.เด็ก) (Peter Norquest ค.ศ. 2007) ที่พิเศษคือ พวก Baoting เรียกใช้คำว่า ‘ตาย’ แบบ ɬa:w2 ด้วยคำเดียวกับการเรียกพลั่ว, เสียม (spade) และการเรียกอาการถอดออก, ดึงออก, เปลือยออก (to take off) และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *hla:wɦ /ฮลาวฮ์/ (ใกล้เคียงกับคำโบราณของอาจารย์ ดร.วีระ โอสถาภิรัตน์ ว่า *ala:uB /อะล่าว/) ซึ่งละม้ายเป็นอย่างยิ่งกับคำโบราณสืบสร้างของคำว่า ‘หลาว พุ่งหลาว’ (squirt) ว่า *hla:w /ฮลาว/ และยังไม่เกินเลยที่จะเทียบว่าช่างคล้ายคลึงกับคำโบราณของคำว่า ‘พลั่ว, เสียม’ (spade) และคำว่า ‘ดึงออก, ถอดออก, เปลือยเปล่า’ (to take off) ว่า *lja:wɦ /ลยาวฮ์/

เหตุของความเหลื่อมซ้อนทับกันเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะความหมายว่า ‘ตาย’ ของพวกหลี/ไหลนั้น ว่าไปแล้วก็คือ อาการนอนแน่นิ่งเงียบ แข็งทื่อ ไม่ไหวติง ดังเช่นท่อนไม้ตายซากยาวเปล่าเปลือย ในอาการเดียวกับด้ามแข็งยาวของเสียม, พลั่ว หรือท่อนไม้ที่ถูกตัดลงมาเหลาเกลาทำแหลนหลาวยาวเรียวปลาย หรือท่อนไผ่ลำแห้งยาวชะลูดที่ไร้ซึ่งกิ่งก้านคอยเคลื่อนไหว เป็นการพัฒนาความหมายใหม่ว่า ‘ตาย’ ในหมู่ ‘คนพูดไท’ พวกหนึ่งที่สืบสานลงมาจากรากภาษาเสลาเกลาดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน

ไม่เฉพาะแต่เพียงพวกหลี/ไหลบนเกาะไหหลำเท่านั้นที่ยังคงรักษาคำเรียกอาการ ‘ตาย’ (หรือในความหมายใกล้ชิด) แบบนี้ไว้ได้ เพราะปรากฏร่องรอยอย่างชัดเจนในพวกไท-ไต สาแหรกสาขาตะวันตกเฉียงใต้ เฉกเช่นพวกไทยอีสานและไทยลุ่มเจ้าพระยาว่ามีคำเรียก ‘เซ่า’ ที่แปลว่าเงียบ หยุด เช่น เซ่าปาก หรือ ‘เซา’ ที่แปลว่าเหงา นิ่ง ชะงัก ดังคัดจากพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

“(๑) น. เสียงบอกให้วัวหรือควายหยุด.
(๒) ก. หย่อนลงกว่าเดิม, เพลาลง, เช่น ความนิยมในดาราคนนี้เริ่มเซาลง.
(๓) ว. ง่วงงุน เช่น ขี้เซา ซึมเซา, เหงาหงอย เช่น ซบเซา.”

และคำว่า ‘ด่าว’ ที่แปลว่าดิ้นเร่าๆ ใช้กับ ‘ดิ้น’ เป็น ‘ด่าวดิ้น’ แปลว่าสิ้นไป หรือตาย ซึ่งมีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

“(กลอน) ก. ดิ้นแด่ว ๆ เช่น ล้มลงด่าวดิ้นสิ้นกำลัง มอดม้วยชีวังปลดปลง (อิเหนา ศึกกะหมังกุหนิง).”

ทั้งนี้ คำเรียก ‘ตาย’ เป็นคำที่รับรู้กันโดยทั่วไปในแวดวงนักภาษาศาสตร์เชิงประวัติทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสายที่เชื่อในความพัวพันแบบร่วมเชื้อสายระหว่าง ‘คนพูดไท’ และ ‘คนพูดออสโตนีเซียน’ ว่า คือหนึ่งในคำศัพท์พื้นฐานร่วมโคตรด้ำโคตรเหง้าที่สำคัญอันเก่าแก่ ซึ่งสืบสร้างเป็นคำโบราณของพวกไท-ไตว่า *p.ta:jA /ป.ตาย/ และเป็นคำโบราณของพวกกัม-สุยว่า *pjai1 /ปยัย/ ส่วนพวกข้า/ขร้านั้นใช้คำที่แตกต่างออกไป และเทียบกับคำโบราณดั้งเดิมสืบสร้างของพวกออสโตรนีเซียนชนิด Proto-Austronesian ว่า *m-aCay /*m-อะตซัย/          

นอกจากนี้ยังคาดว่าการขัดเกลาได้แผ่อิทธิพลสืบเนื่องมาที่คำว่า ‘คร่าว’ (outline, frame) ซึ่งเป็นคำควบกล้ำที่มีความใกล้เคียงกับ ‘ราว’ บนความหมายว่าโดยประมาณ อย่างหยาบ แบบเค้าโครงรวมของทั้งเรื่องราว ในเชิงช่างถูกนำมาใช้กับการขึ้นโครงคร่าวก่อนการขัดฝาใดๆ ได้ยินกันทั่วไปในพวกไทยลุ่มเจ้าพระยา มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า:

“[คฺร่าว] น. โครงสร้างซึ่งทำขึ้นด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นไม้ โลหะ เพื่อใช้ในการยึดแผ่นวัสดุที่ทำเป็นฝา รั้ว หรือฝ้าเพดาน ส่วนใหญ่จะยึดกับโครงสร้างที่สำคัญมีเสาคาน เป็นต้น คร่าวตีได้ทั้งในแนวตั้ง แนวนอน หรือเป็นตาราง. ว. เลา ๆ พอเห็นเป็นเค้า, ยังไม่เรียบร้อย.”

หากว่าไปแล้วลักษณะของโครงคร่าวนี้ก็คือการตีระแนงขัดกันไปมานั่นเอง ซึ่งอาจเข้ากับคำว่า ‘คัดร่อน’ (to sift) ของพวกหลี/ไหล เช่น Bouhin และ Ha Em เรียก zaw1, Lauhut เรียก raw1, Tongzha และ Baoting เรียก taw4, Zandui เรียก thaw4 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *ɾjəw /เรยอว/ และขึ้นไปเป็นคำสองพยางค์ดึกดำบรรพ์ว่า *Ciɾəw /*Ci เรอว/ 

เป็นการขึ้นโครงคร่าวตีระแนงร่อนตะแกรงขัดแฝกฝาจนกลายเป็นตะกร้าใบเขื่อง ที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัดเรื่อง เทียบกับการเรียก ‘ยุ้งฉาง’ (barn) ของพวกหลี/ไหลแบบคำคล้าย เช่น Ha Em, Lauhut, Changjiang, Moyfaw และ Baisha เรียกเหมือนกันว่า za:w3, Tongzha, Zandui และ Yuanmen เรียกต่างโทนไปนิดว่า za:w6, Nadouhua เรียก zaw3 และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *hja:wʔ /ฮยาวอ์/ และขึ้นไปเป็นคำดึกดำบรรพ์ว่า *ja:wʔ /ยาวอ์/ ซึ่งสังเกตว่ากระเดียดมาทางคำว่า ‘เหย้า’ ของพวกไท-ไตเสียจริงๆ บนคำจำกัดความว่า:

“[เย่า] น. เรือน, บ้านเรือน, ครอบครัว, มักใช้เข้าคู่กับคำ เรือน เป็น เหย้าเรือน, เขียนเป็น หย้าว ก็มี.”

หรือการเรียก ‘รวงรัง’ หรือที่พักขนาดพอดีตัว (den/nest) ของพวกข้า/ขร้า เช่น Paha เรียก ðaauC1 และ Pubiao เรียก θooC1 และสืบสร้างเป็นคำโบราณได้อย่างน่าสนใจว่า *trauC /เตร้า/

สืบต่อมายังคำว่า ‘ข้าว’ ในความหมายแบบเจ้าข้าวเจ้าของ ที่ไม่ใช่ ‘ข้าว’ แบบข้าวปลาอาหาร เป็นคำที่แสดงถึงสิ่งของเป็นอย่างๆ มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า: “น. สิ่งของต่าง ๆ มีเครื่องใช้เครื่องประดับเป็นต้น.” คำนี้ควรตรงกับภาษาอังกฤษว่า ‘thing’ ซึ่งโดยความหมายพื้นฐานจึงใกล้ชิดกับคำว่า ‘คร่าว’ ที่หมายถึงการขึ้นรูปของสิ่งต่างๆ และคำว่า ‘ข้าว’ นี้อาจมีที่มาจากคำควบกล้ำที่ขึ้นต้นคำด้วย *kr- /กร-/ ก็เป็นได้      

คำนี้ได้ถูกพบใน ‘จารึกกฎหมายลักษณะโจร’ อายุพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในท่อนที่ 33-34 อันเป็นมาตราที่ว่าด้วยการช่วงชิงสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ยินยอมยกให้ เขียนด้วยรูปสระ –เอา ว่า ‘เข๋า’ /เข้า/ ดังคัดจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งอ่านและแปลโดย ฉ่ำ ทองคำวรรณ ปี พ.ศ. 2508 และ 2526 ความว่า:   

คำอ่าน:          “๓๓. รโสด(สิง)ท่านจกัยมนัผู๋นนั (มาถือ) ลูก(ชะญา)

ท่านแล ๐ มาตรานิงโสดผิมีคนจกกไปราวีพีรามชิง

๓๔. เอาเข๋าเอาของท่านแมนซีลูกส๋มลูกหวานท่าน

คนใดก่ดี อนัเจ๋าของบ่มิให๋แลอนันิงไม” 

คำแปล:          “๓๓. ร์โสด ซึ่งท่่านจักย(๑๐) มันผู้นั้น(มาถือ)ลูก(ชายา)

ท่านแล ๐ มาตราหนึ่งโสดผิมีคนจักไปราวีพีราม(๑๑) ชิง

๓๔. เอาข้าวเอาของท่าน แม้นซิลูกส้มลูกหวานท่าน

คนใดก็ดี อันเจ้าของบมิให้ และอนึ่งไม่”

คำว่า ‘เสา’ และคำคล้ายต่างๆ ที่ยกขึ้นมาเทียบเคียงอภิปรายข้างต้น ทั้งในคำของพวกไท-ไตและไท-กะไดสาแหรกอื่นๆ มีรูปคำที่ขึ้นด้วยสระ –เอา หรือ –อา เป็นส่วนใหญ่ และทั้งหมดนั้นต่างลงท้ายด้วยตัวสะกดแม่เกอว บ้างมี ร.เรือ กล้ำ และบ้างมี ล.ลิง กล้ำ แสดงนัยยะที่พัวพันกันด้วยอารมณ์พื้นฐาน อันเป็นพื้นฐานของการสาวขัดเกลาเหลาเสลาเปลาไม้ให้กลายเป็นราวเสายาวหลาวเรียว และขยับขยายความหมายขึ้นไปยังโครงคร่าวทั้งหลายหลาก ผ่านมือผ่านตีนผู้คนในเชิงวัฒนธรรมการสอดประสานสร้างข้าวของเครื่องใช้ สร้างเครื่องเรือน ตลอดจนถึงการสร้างบ้านแปงเมือง สืบต่อตกทอดกันลงมาแต่ครั้งโบราณกาล โดยเฉพาะพวกไท-ไตกับพวกหลี/ไหล ผู้แสดงความสัมพันธ์ของกลุ่มคำในเชิงการขัดสีขัดเกลาขึ้นโครงคร่าวอย่างใกล้ชิดมากกว่าพวกอื่นๆ จนเป็นที่สังเกตได้อย่างออกนอกหน้า

“หากความเกี่ยวพันกันของคำไท-กะไดต่างๆ เหล่านี้ ยังถือว่าเป็นเพียงสมมติฐานในชั้นต้น แม้แสดงความชัดเจนแต่ยังขาดซึ่งความจัดจ้านในระดับลึก ยังขาดหลักยึดโยงที่สามารถสอบทานซึ่งกันและกันได้ ทำให้ไม่อาจระบุตัวตนชัดลงไปถึงต้นขั้วรากเหง้าแรกกำเนิด นอกเสียจากว่าจะทำการกระทบยอดสอบค้นให้ตรงกันทั้งสองฟากฝั่งแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถให้ความมั่นใจกับสมมติฐานในข้อนี้ได้”

เมื่อทำการสืบสอบค้นคำไปทางพวกออสโตรนีเซียน ก็พบกับความละม้ายคล้ายคลึงอย่างน่าสนใจยิ่ง เช่นคัดจากบทความเรื่อง ‘A Revised Inventory of Proto Austronesian Consonants: Kra-Dai and Austroasiatic Evidence’ โดย Dr. Peter Norquest ค.ศ. 2013 ลงในวารสาร Mon-Khmer Studies Volume 42 หน้า 104 ตัวอย่างที่ 1 ในคำว่า ‘to scratch’ ที่แปลว่า ‘เกา’ โดยพวก Bimanese, Proto-Sumba และ Proto-Hawu-Dhao ซึ่งถูกจัดเป็นภาษาพวกหมู่เกาะนูซ่าเติงการ่าตะวันตก (western Nusa Tenggara) อยู่ไปทางฟากตะวันออกของเกาะบาหลี-ลมบก (Bali-Lombok) และเป็นสาขาหนึ่งของมาลาโย-โพลีนีเซียน เรียกใช้และสืบสร้างว่า kao*kaʔu และ *kao ตามลำดับ หากเป็นความคล้ายที่พัฒนาลงมาด้วยกันแบบสนิทแนบหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามปลายเปิดไว้ก่อนในตอนนี้

และจากคำศัพท์พื้นฐาน ‘Austronesian Basic Vocabulary Database’ ของ Greenhill, S.J., Blust. R, และ Gray, R.D. ค.ศ. 2008 ก็พบว่ามีการเรียกในลักษณะใกล้เคียงแบบคำสองพยางค์หรือกว่านั้นอยู่หลายกลุ่ม เช่น:

พวกฟอร์โมซ่าบนเกาะไต้หวัน: Basay L04 เรียก halaw, Kavalan เรียก kaɣauqa:ɣáwqaʀaw, Pazih F69 เรียก kaikaxáu, Saisiyat เรียก koma'ka'awkakaawkaLkaLaw, Saaroa เรียก kara:rokaraaru

หรือในพวกมาลาโย-โพลีนีเซียนที่อาศัยอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆ นอกไต้หวัน อาทิ:

พวก Grater Barito: Mapun และ Bajo เรียก kakayaw, Dayak Ngaju เรียก manqqayau

พวกจาม เรียก garao

พวก Malayic: อูรักลาโว้ยเรียก garu, Iban เรียก garuʔ, Kerinci เรียก gaewʔ, Banjarese Malay เรียก garu, Melayu เรียก menggaru

พวก North Borneo: Belait เรียก mariow, Kelabit (Bario) เรียก ŋaro, Kenyah (Long Anap) เรียก ñemayaw

พวก Philippine: Buhid เรียก kagáw, Bikol (Buhinon) เรียก kaˈɡaw, Hanunoo และ Iraya เรียก kagaw เป็นต้น        

และสืบสร้างเป็นคำโบราณชนิด Proto-Malayo-Polynesian และขึ้นไปเป็นคำดั้งเดิมชนิด Proto-Austronesian แบบคำสองพยางค์เหมือนกันอย่างน่าสนใจว่า*kaʀaw /กะเรา/

ถึงแม้คำว่า ‘เกา’ จะไม่ได้ถูกเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ระหว่างไท-กะไดและออสโตรนีเซียนไว้ในบทความข้างต้นของ Dr. Peter Norquest หากผู้เขียนมีความเชื่อมั่นระหว่างบรรทัดว่า คำโดดพยางค์เดียวของพวกไท-กะไดว่า ‘เกา’ มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคำมากพยางค์ ‘to scratch’ ของทางออสโตรนีเซียน โดยเฉพาะกับคำต้นตำรับว่า *kaʀaw ซึ่งตีความว่าควรเป็นหนึ่งในคำต้นสาแหรก ผู้แตกสานซ่านเซ็นลงมาเป็นคำควบหดสั้นของพวกไท-กะได และคำสองสามพยางค์ของพวกออสโตรนีเซียนทั้งหลาย รวมถึงคำโดดพยางค์เดียวในพวกหมู่เกาะนูซ่าเติงการ่าตะวันตก ที่คลับคล้ายเป็นอย่างมากกับคำไท-กะได หากคงเป็นการพัฒนาอย่างเป็นอิสระต่อกัน หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าทางใครทางมัน

และที่สำคัญมากไปกว่านั้น คำ Proto-Austronesian ว่า *kaʀaw น่าจะเป็นคำที่มีรากความเป็นมาจาก ‘รากคำพยางค์เดียว’ (monosyllabic root) ที่ร่วมโคตรด้ำของทั้งไท-กะไดและออสโตรนีเซียน เช่นในรากคำพยางค์เดียว *raw ขึ้นต้นด้วยเสียงคล้าย ร.เรือ มากกว่ารากคำพยางค์เดียว *law ขึ้นต้นด้วยเสียงคล้าย ล.ลิง เหตุเพราะรากคำ *law มีนามธรรมดั้งเดิมว่าแหล่งรวมต้นกำเนิดต่างๆ รวมไปถึงแสงสว่าง และอยู่ในฐานะของเพศผัว ในขณะที่รากคำ *raw เกี่ยวข้องกับความเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องราวของการขัดเกลาเหลาตกแต่ง และควรอยู่ในฐานะของเพศเมีย

เมื่อทำการสอบสวนในคำสองพยางค์ของทางอินโดนีเซีย โดยเน้นไปยังคำที่คาดว่าเกิดจากรากคำ *raw ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบันจะเรียก ‘to scratch’ ด้วยคำที่แตกต่างไปว่า ‘garuk’ /การุก/ หรือ /กะรุก/ หากกลับปรากฏคำสองพยางค์ที่เกิดจากรากคำ *raw และเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับความหมายพื้นฐานของคำว่า ‘เกา’, ‘เกลา’, ‘เหลา’ จนถึง ‘คร่าว’ อยู่หลายคำ เช่น

คำว่า ‘derau’ /เดอเรา/ แปลว่าเสียงลมดังอื้ออึงท่ามกลางพายุฝน หรือเสียงลมพัดแรงแบบไร้ทิศทาง หรือขยายไปจนถึงคลื่นรบกวนต่างๆ

คำว่า ‘garau’ /กาเรา/ แปลว่าเสียงโทนใหญ่และลึกล้ำ

คำว่า ‘kerau’ /เกอเรา/ แปลว่าตะกร้าขนาดใหญ่ที่ขัดโครงขึ้นจากไม้ไผ่

คำว่า ‘kirau’ /กิเรา/ แปลว่าแข็งและห้าว มักใช้กับผลไม้

คำว่า ‘parau’ /ปาเรา/ แปลว่าเสียงแหบแห้ง

คำว่า ‘raut’ /ราอุต/ แปลว่าการขัดเกลาเหลาให้เรียบลื่น เพื่อขึ้นโครงร่าง ก่อสร้าง 

คำว่า ‘sarau’ /ซาเรา/ แปลเหมือน ‘kerau’ ว่าตะกร้าขนาดใหญ่

คำว่า ‘serau’ /เซอเรา/ แปลว่าแยกห่าง กว้าง ตาห่าง ลายผ้าตาห่าง เป็นต้น

(อ้างอิงจาก Kamus Besar Bahasa Indonesia ค.ศ. 2012)

ตัวอย่างคำที่คัดยกขึ้นมานั้นล้วนมีความหมายที่สัมพันธ์กับคำขัดเกลาของพวกไท-กะได ไม่ว่าจะเป็นเสียงแหบห้าวที่เกิดจากการเสียดสีขูดครูดขึ้นลง ความเกลี้ยงเกลาสะอาดของเปลือกผิวที่เคยกร้านดิบ ขยายขึ้นไปจนถึงโครงเคราที่ถูกแต่งเหลา และการขัดสานราวไม้หรือเรียวไผ่ให้เป็นรูปร่างล้อมรวมในตะกร้าตาห่างขนาดใหญ่

จะสังเกตว่า เสียงขึ้นต้นของพยางค์รากคำในภาษาอินโดนีเซียยังเป็นเสียง r /ร/ ที่สอดคล้องกับเสียงรากคำเดิม *raw ซึ่งแตกต่างจากเสียงขึ้นต้นของพยางค์รากคำในภาษาไท-กะได ที่บ้างเคลื่อนไปเป็นเสียง ล.ลิง บ้างสูญหาย และบ้างควบรวมกับพยางค์หน้า      

ดังนั้น จากการสืบสาวลอกเปลือกริ้วหนากร้าวห้าว ครูดขูดขัดเกลาจนเหลือเพียงเนื้อในที่เรียบลื่นและเปลือยเปล่าของรากคำ *raw จึงค่อนข้างแน่ใจว่า คำว่า ‘เสา’ และ ‘คำคล้าย’ อื่นๆ ในพวกไท-กะได และคำสองพยางค์ (หรือกว่านั้น) ในพวกออสโตรนีเซียน ล้วนมีสาแหรกความเป็นมาร่วมกันแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ จากรากคำพยางค์เดียวอันเก่าแก่ที่ชื่อ *raw บนความหมายนามธรรมพื้นฐานว่าการขัดเกลาเหลาตกแต่ง ขึ้นรูปโครงคร่าว รวมถึงเสียงแหบห้าว (ที่เกิดจากการขัดสีขัดเกลา)

และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อพบว่า คำเรียกเสียงแหบห้าวนี้ตรงกับรากคำพยางค์เดียวของออสโตรนีเซียนที่จัดจำแนกไว้โดยศาสตราจารย์ Robert A. Blust ตั้งแต่ราว 30 ปีมาแล้วว่า *-Raw ‘hoarse’ (อ้างอิงจาก ‘Austronesian Comparative Dictionary’ แก้ไข ค.ศ. 2018)

รากคำพยางค์เดียว *raw ยังสามารถสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยบรรพกาลก่อนการแยกย้ายว่า น่าจะเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้ประโยชน์จากไม้เรียวยาว เช่น ไม้ไผ่ และหวาย มีความสามารถประยุกต์ใช้งานพื้นฐานพอสมควร เช่น การทำเครื่องมือหากิน ทำอาวุธป้องกันตัว จักตอก สานเครื่องใช้ในครัวเรือน จนถึงการขัดโครงคร่าวสร้างที่พักอาศัย เป็นต้น และเป็นที่สังเกตด้วยว่าคำเรียก ‘หวาย’ ในภาษาอินโดนีเซียคือ ‘rotan’ /โระตัน/ (มาจาก rot + ปัจจัย an) ซึ่งคล้ายกับคำที่มาจากรากคำ *raw มาก 

สุดท้าย ในความเห็นของผู้เขียน คำว่า ‘เสา’ ควรเป็นคำโดดพยางค์เดียวที่พัฒนาขึ้นมาภายหลัง อาจเป็นรูปคำที่หดสั้นมาจากคำควบกล้ำที่คล้ายกับคำว่า *slawA /เสลา/ หรือ *srawA /เสรา/ มากกว่าที่จะมาจากคำโบราณชนิดไม่มีควบกล้ำ และจึงขอเสนอรากเหง้าความเป็นมาของคำว่า ‘เสา’ ไว้เป็นทางเผื่อเลือกเพื่อการถกเถียงมา ณ ที่นี้

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 26 มีนาคม 2561   

อ้างอิง:

ชลธิรา สัตยาวัฒนา. พ.ศ. 2561. ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท สาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม. ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการ: สำนักพิมพ์ชนนิยม  

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พ.ศ. 2554. พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสภา. (www.royin.go.th)

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกกฎหมายลักษณะโจร. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (www.sac.or.th)

Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa. 2012. Kamus Besar Bahasa Indonesia (KBBI) Online: Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa, Kemdikbud (Pusat Bahasa). (www.kbbi.web.id)

Baxter, William H. and Sagart, Laurent. 2014. Old Chinese reconstruction, version 1.1 by GSR 2014-09-20. New York: Oxford University Press. (www.ocbaxtersagart.lsait.lsa.umich.edu)

Blust, Robert and Trussel, Stephen. 2010: revision 2018. Austronesian Comparative Dictionary. (www.trussel2.com)

Greenhill, S.J., Blust. R, & Gray, R.D. 2008. The Austronesian Basic Vocabulary Database: From Bioinformatics to LexomicsEvolutionary Bioinformatics 4: 271-283. (www.language.psy.auckland.ac.nz)

Norquest, Peter K. 2007. A Phonological Reconstruction of Proto-Hlai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy with a Major in Anthropology and Linguistics in the Graduate College of University of Arizona. (www.arizona.openrepository.com)

Norquest, Peter K. 2013. A Revised Inventory of Proto Austronesian Consonants: Kra-Dai and Austroasiatic Evidence. Mon-Khmer Studies Volume 42. (www.mksjournal.org)

Ostapirat, Weera. 2000. Proto-Kra. In Linguistics of the Tibeto-Burman Area, vol. 23. no. 1: 1-251. (www.sealang.net)

Peiros, Ilya. 1998. Kam-Sui Etymology. (www.starling.rinet.ru)

Pittayaporn, Pittayawat. 2009. The Phonology of Proto-Tai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy, Faculty of the Graduate School of Cornell University. (www.ecommons.cornell.edu)

Pittayaporn, Pittayawat. 2014. Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai as Evidence for the Dating of the Spread of Southwestern Tai. MANUSYA: Journal of Humanities, special issue No. 20, 2014. (www.manusya.journals.chula.ac.th)

หมายเลขบันทึก: 658799เขียนเมื่อ 18 ธันวาคม 2018 06:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 ธันวาคม 2018 06:28 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี