ชีวิตที่พอเพียง 3328. วิวัฒนาการของพระเจ้า


หนังสือ The Evolution of Gods : The Scientific Origin of Divinity and Religions  เขียนโดย Ajay Kansal   อยู่ๆ ผมก็ได้รับหนังสือนี้ฉบับย่อ ()    คนไม่นับถือพระเจ้าอย่างผมสนใจนิดหน่อย ตรงที่ชื่อรองบอกว่าเขียนด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ โลกมันสับสนนะครับ    พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์มาบรรจบกันจนได้

 หลายพันปีก่อน เราเชื่อกันว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์    และบันดาลให้มนุษย์ต้องประสบชตากรรมอย่างโน้นอย่างนี้    แต่ปัจจุบันตรงกันข้าม    เรารู้แน่ชัดว่ามนุษย์สร้างพระเจ้า เอาไว้ใช้งาน    หรือเอาไว้อ้าง ให้คนอื่นเชื่อ   

กล่าวใหม่ ตัวผมเองเชื่อทั้งด้านมีและไม่มีพระเจ้า     ผมไม่เชื่อในพระเจ้าตามในคัมภีร์ทุกศาสนา     แต่เชื่อว่ามี “พระเจ้า” ที่ผมยึดถือได้    เป็นพระเจ้าสมมติที่ผมเองสร้างขึ้น เพื่อเปลี่ยนเรื่องคุณงามความดีที่เป็นนามธรรม ให้เป็นรูปธรรม     อย่างพระเจ้าแห่งการทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์สำหรับผมคือสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบรมราชชนกในรัชกาลที่ ๙   

มีหลักฐานจากถ้ำในประเทศอิสเรล ว่ามนุษย์เราน่าจะมีแนวคิดเรื่องพระเจ้าเมื่อประมาณหนึ่งแสนปีมาแล้ว (มนุษย์ Homo sapiens อุบัติขึ้นเมื่อ ๒ แสนปีมาแล้ว)     มีหลักฐานการฝังศพ ที่สะท้อนความเชื่อในชีวิตหลังความตาย     โดยในตอนนั้นมีพระ    พระนี่แหละที่จินตนาการพระเจ้าขึ้นมา     เพื่ออธิบายว่ามนุษย์เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ซึ่งก็เป็นหลักการเรื่องวิญญาณ (ซึ่งผมไม่เชื่อว่ามี    ผมเชื่อว่าตายแล้วสูญ  เหลือแต่กรรม)    เพื่อให้พระเจ้ามีจริง ก็ต้องสร้างรูปเคารพขึ้นมา     ประเทศไทยในปัจจุบันเด่นด้านสร้างรูปเคารพ จะเป็นรองก็น่าจะแต่อินเดีย    เราถือศาสนาพุทธที่ศาสดาสอนให้เคารพในพระธรรม หรือหลักการแห่งความดีงาม  ยังสร้างรูปเคารพขึ้นมาสนองตนเองในหลังยุคพุทธกาลหลายร้อยปี     

บันทึกนี้ผมน่าจะใส่ความคิดของตนเองเข้าไปกว่าครึ่ง    อ่านแล้วอย่าเชื่อง่ายๆ นะครับ   

เมื่อมีกำเนิดมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิด    เมื่อเผชิญความยากลำบาก และความไม่แน่นอน  หาคำอธิบายไม่ได้    ก็ต้องหาที่พึ่ง (หรือหาจำเลย ที่เป็นต้นเหตุ)    เป็นที่มาของการสร้างพระเจ้าขึ้น    เริ่มแรกในโลกมีพระเจ้าองค์เดียว  คือพระเจ้าแห่งท้องฟ้า หรือพระอาทิตย์    พระเจ้าอื่นๆ แยกตามศาสนาเกิดทีหลัง    ซึ่งที่จริงพระเจ้าของต่างศาสนาก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน  ต่างกันที่สุดก็ที่ชื่อ  

มนุษย์เริ่มตั้งหลักแหล่ง ทำการเกษตร    มนุษย์ก็คิดพระเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และการแพร่พันธุ์ เป็นพระเจ้าเพศหญิง    แต่ต่อมาก็ตระหนักว่าผู้หญิงฝ่ายเดียวให้กำเนิดลูกไม่ได้ ต้องมีเพศชายร่วมกิจกรรมทางเพศ    จึงคิดพระเจ้าฝ่ายชายมีสัญญลักษณ์เป็นองคชาต    บ่งบอกว่าเป็นเทพเจ้าที่ให้กำเนิดลูก        

ต่อมาเกิดชุมชน  ขยายเป็นเมือง    มีพลเมืองจำนวนมาก  มีเจ้าปกครอง  และมีพระคอยให้คำปรึกษา     มีกิจกรรมและเปลี่ยนระหว่างเมืองด้านค้าขายและศาสนา    มีการคิดความรู้สั่งสมมากขึ้น เกิดตัวอักษร    และต้องมีกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกัน    เมื่อเจ้าและปราชญ์คิดกติกาขึ้น จึงตั้งพระเจ้าขึ้นมาเป็นผู้กำหนดหรือเจ้าของกติกานั้น    สะดวกดี ไม่มีใครติดต่อขอคัดค้านได้   

ชื่อบทที่ ๕ สะใจดีจัง  Sacrifice to Bribe Gods   เป็นคำที่ตรงกับที่ผมคิดมานานหลายสิบปีแล้ว    ว่ามนุษย์เราหาวิธีติดสินบนเทวดา    ให้ช่วยเหลือยามชีวิตลำบากยากแค้นแสนสาหัส    นึกเรื่องนี้ได้ก็ทำให้ทำใจได้ว่า  ขนาดเทวดาเรายังติดสินบนได้    แล้วจะห้ามติดสินบนมนุษย์กันเองได้อย่างไร    แต่ยืนยันนะครับว่า ชีวิตของผมเป็นชีวิตไร้สินบน  ไม่ว่าขาออกหรือขาเข้า     แม้ไม่ติดสินบน แต่เอ่ยปากขอ ผมก็ทำไม่เป็น 

เมืองสมัยโบราณคนแออัด การสุขาภิบาลไม่มี    จึงเกิดโรคระบาดง่าย    ไม่รู้จะโทษใคร ก็ตั้งพระเจ้าขึ้นมาเป็นตัวการ    สำหรับเอาไว้ติดสินบนขออย่าทำร้าย   

การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นวิทยาศาสตร์ เริ่มในสมัยกรีก นำโดยฮิปโปเครตีส (๔๖๐ - ๓๗๐ ปี ก่อน ค.ศ.) 

   

   หากข้อเขียนในบันทึกนี้ก่อความไม่พอใจแก่ผู้มีศรัทธาในพระเจ้าองค์ใด    หรือแก่ผู้นับถือศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดๆ  ผมขออภัยด้วยนะครับ    ผมไม่มีเจตนาลบหลู่หรือจาบจ้วงแต่อย่างใดทั้งสิ้น    บันทึกนี้เขียนตีความการอ่านหนังสือที่มองกำเนิดพระเจ้าด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์    บันทึกจึงมีสาระเช่นนี้              

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ต.ค. ๖๑


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)