หนังสือ The Evolution of Gods : The Scientific Origin of Divinity and Religions เขียนโดย Ajay Kansal อยู่ๆ ผมก็ได้รับหนังสือนี้ฉบับย่อ (๑) คนไม่นับถือพระเจ้าอย่างผมสนใจนิดหน่อย ตรงที่ชื่อรองบอกว่าเขียนด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ โลกมันสับสนนะครับ พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์มาบรรจบกันจนได้
หลายพันปีก่อน เราเชื่อกันว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ และบันดาลให้มนุษย์ต้องประสบชตากรรมอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปัจจุบันตรงกันข้าม เรารู้แน่ชัดว่ามนุษย์สร้างพระเจ้า เอาไว้ใช้งาน หรือเอาไว้อ้าง ให้คนอื่นเชื่อ
กล่าวใหม่ ตัวผมเองเชื่อทั้งด้านมีและไม่มีพระเจ้า ผมไม่เชื่อในพระเจ้าตามในคัมภีร์ทุกศาสนา แต่เชื่อว่ามี “พระเจ้า” ที่ผมยึดถือได้ เป็นพระเจ้าสมมติที่ผมเองสร้างขึ้น เพื่อเปลี่ยนเรื่องคุณงามความดีที่เป็นนามธรรม ให้เป็นรูปธรรม อย่างพระเจ้าแห่งการทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์สำหรับผมคือสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบรมราชชนกในรัชกาลที่ ๙
มีหลักฐานจากถ้ำในประเทศอิสเรล ว่ามนุษย์เราน่าจะมีแนวคิดเรื่องพระเจ้าเมื่อประมาณหนึ่งแสนปีมาแล้ว (มนุษย์ Homo sapiens อุบัติขึ้นเมื่อ ๒ แสนปีมาแล้ว) มีหลักฐานการฝังศพ ที่สะท้อนความเชื่อในชีวิตหลังความตาย โดยในตอนนั้นมีพระ พระนี่แหละที่จินตนาการพระเจ้าขึ้นมา เพื่ออธิบายว่ามนุษย์เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ซึ่งก็เป็นหลักการเรื่องวิญญาณ (ซึ่งผมไม่เชื่อว่ามี ผมเชื่อว่าตายแล้วสูญ เหลือแต่กรรม) เพื่อให้พระเจ้ามีจริง ก็ต้องสร้างรูปเคารพขึ้นมา ประเทศไทยในปัจจุบันเด่นด้านสร้างรูปเคารพ จะเป็นรองก็น่าจะแต่อินเดีย เราถือศาสนาพุทธที่ศาสดาสอนให้เคารพในพระธรรม หรือหลักการแห่งความดีงาม ยังสร้างรูปเคารพขึ้นมาสนองตนเองในหลังยุคพุทธกาลหลายร้อยปี
บันทึกนี้ผมน่าจะใส่ความคิดของตนเองเข้าไปกว่าครึ่ง อ่านแล้วอย่าเชื่อง่ายๆ นะครับ
เมื่อมีกำเนิดมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เมื่อเผชิญความยากลำบาก และความไม่แน่นอน หาคำอธิบายไม่ได้ ก็ต้องหาที่พึ่ง (หรือหาจำเลย ที่เป็นต้นเหตุ) เป็นที่มาของการสร้างพระเจ้าขึ้น เริ่มแรกในโลกมีพระเจ้าองค์เดียว คือพระเจ้าแห่งท้องฟ้า หรือพระอาทิตย์ พระเจ้าอื่นๆ แยกตามศาสนาเกิดทีหลัง ซึ่งที่จริงพระเจ้าของต่างศาสนาก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน ต่างกันที่สุดก็ที่ชื่อ
มนุษย์เริ่มตั้งหลักแหล่ง ทำการเกษตร มนุษย์ก็คิดพระเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และการแพร่พันธุ์ เป็นพระเจ้าเพศหญิง แต่ต่อมาก็ตระหนักว่าผู้หญิงฝ่ายเดียวให้กำเนิดลูกไม่ได้ ต้องมีเพศชายร่วมกิจกรรมทางเพศ จึงคิดพระเจ้าฝ่ายชายมีสัญญลักษณ์เป็นองคชาต บ่งบอกว่าเป็นเทพเจ้าที่ให้กำเนิดลูก
ต่อมาเกิดชุมชน ขยายเป็นเมือง มีพลเมืองจำนวนมาก มีเจ้าปกครอง และมีพระคอยให้คำปรึกษา มีกิจกรรมและเปลี่ยนระหว่างเมืองด้านค้าขายและศาสนา มีการคิดความรู้สั่งสมมากขึ้น เกิดตัวอักษร และต้องมีกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกัน เมื่อเจ้าและปราชญ์คิดกติกาขึ้น จึงตั้งพระเจ้าขึ้นมาเป็นผู้กำหนดหรือเจ้าของกติกานั้น สะดวกดี ไม่มีใครติดต่อขอคัดค้านได้
ชื่อบทที่ ๕ สะใจดีจัง Sacrifice to Bribe Gods เป็นคำที่ตรงกับที่ผมคิดมานานหลายสิบปีแล้ว ว่ามนุษย์เราหาวิธีติดสินบนเทวดา ให้ช่วยเหลือยามชีวิตลำบากยากแค้นแสนสาหัส นึกเรื่องนี้ได้ก็ทำให้ทำใจได้ว่า ขนาดเทวดาเรายังติดสินบนได้ แล้วจะห้ามติดสินบนมนุษย์กันเองได้อย่างไร แต่ยืนยันนะครับว่า ชีวิตของผมเป็นชีวิตไร้สินบน ไม่ว่าขาออกหรือขาเข้า แม้ไม่ติดสินบน แต่เอ่ยปากขอ ผมก็ทำไม่เป็น
เมืองสมัยโบราณคนแออัด การสุขาภิบาลไม่มี จึงเกิดโรคระบาดง่าย ไม่รู้จะโทษใคร ก็ตั้งพระเจ้าขึ้นมาเป็นตัวการ สำหรับเอาไว้ติดสินบนขออย่าทำร้าย
การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นวิทยาศาสตร์ เริ่มในสมัยกรีก นำโดยฮิปโปเครตีส (๔๖๐ - ๓๗๐ ปี ก่อน ค.ศ.)
หากข้อเขียนในบันทึกนี้ก่อความไม่พอใจแก่ผู้มีศรัทธาในพระเจ้าองค์ใด หรือแก่ผู้นับถือศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดๆ ผมขออภัยด้วยนะครับ ผมไม่มีเจตนาลบหลู่หรือจาบจ้วงแต่อย่างใดทั้งสิ้น บันทึกนี้เขียนตีความการอ่านหนังสือที่มองกำเนิดพระเจ้าด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ บันทึกจึงมีสาระเช่นนี้
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ต.ค. ๖๑