การประชุมประจำปี การพัฒนาการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพ ครั้งที่ ๕ วันแรก (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑)


อ่านบันทึกการประชุมครั้งที่ ๔  ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้ที่ ()

การประชุมนี้ มีชื่อเต็มว่า การประชุมวิชาการประจำปีระดับชาติ “การพัฒนาการศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพ” ครั้งที่ ๕ (5th Annual National Health Professional Education Reform Forum : ANHPERF 2018)    ในหัวข้อการประชุมว่า ผนึกพลังภาคี ปฏิรูประบบสุขภาพ  (Synergizing Partners : The Key for Health Systems Reform)

ความพิเศษของการประชุมปีนี้  ซึ่งเราถือเป็นปีสมโภชน์การดำเนินการเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ของบ้านเมือง แบบทำเงียบๆ ปิดทองหลังพระ   ในสายตาของผมมีอย่างน้อย ๔ ประการ

  1. 1. สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดการประชุม    ทรงบรรยายเรื่องประสบการณ์ส่วนพระองค์ในเรื่องการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพ    ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกในฐานะพระบิดาแห่งการแพทย์และสาธารณสุขไทย  และพระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย และทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้จัดงาน รวม ๔ ชุด
  2. 2. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ลินคอล์น เฉิน (Lincoln Chen) ประธานมูลนิธิ China Medical Board ผู้ส่งเสริมให้ไทยเป็นผู้นำในการริเริ่มการปฏิรูปการศึกษาของบุคลากรสุขภาพในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้    กรุณามากล่าวปาฐกถานำเรื่อง Synergizing Partners : The Key for Health Systems Reform : Frontiers of Health Professional Education
  3. 3. รัฐมนตรี ๓ ท่าน ร่วมกันเสวนาในหัวข้อ ปฏิรูปประเทศไทย ผลกระทบต่อระบบสุขภาพ และการศึกษาบุคลากรสุขภาพ  ภายใต้การซักเข้มโดยคุณสุทธิชัย หยุ่น     คือ รมต. วิทยาศาสตร์ ดร. สุวิทย์ เมษิณทรีย์, รมต. สาธารณสุข ศ. คลินิกเกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร, และ รมช. ศึกษาฯ ศ. คลินิกเกียรติคุณ นพ. อุดม คชินทร
  4. 4. รายการนำเสนอในห้องย่อยเข้มข้นมาก    มีห้องย่อยที่จัดพร้อมกันถึง ๑๒ ห้อง    มีผลงานจากภาคปฏิบัติของหลากหลายวิชาชีพ  หลากหลายสถาบัน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้    

The Key for Health Systems Reform : Frontiers of Health Professional Education

Keynote ของ ศ. ลินคอล์น เฉิน สรุปภาพรวมของความจำเป็นที่จะต้อง transform การศึกษาของวิชาชีพสุขภาพ    เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพจากแรงผลักหลักๆ ๓ แรง คือ (๑) การเปลี่ยนแปลงที่ผู้ป่วย และครอบครัว    จุดสำคัญคือสังคมสูงอายุ  และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังระบาดใหญ่  (๒) เทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ก้าวหน้าและแพง  (๓) การต่อสู้ระหว่างธุรกิจกับความเป็นธรรมในสังคม    การศึกษาของวิชาชีพสุขภาพต้องปรับเข้าสู่ Systems-Based Education     คือเป็นการศึกษาที่ผูกพันร่วมมืออยู่กับระบบบริการสุขภาพของประเทศ (และของพื้นที่)    

ซึ่งหมายความว่า ระบบสุขภาพของแต่ละประเทศไม่มีรูปแบบตายตัว    ต้องวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย  โดยยึดมั่นในอุดมการณ์ “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”    การศึกษาของวิชาชีพสุขภาพจึงต้องผลิตบุคลากรสุขภาพออกไปทำงานในระบบ ทำหน้าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (change agent)     ของระบบสุขภาพ    โดยมีจริตและสมรรถนะในการทำงานเป็น “ทีมสุขภาพ” สหวิชาชีพ   

ศ. เฉิน ปล่อยคำเด็ด ‘tribalism’ ที่เป็น “ภูเขาแห่งวิถีระบบสุขภาพดี”   ซึ่งหมายถึงการที่แต่ละวิชาชีพต่างก็รักษาผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของวิชาชีพตน เหนือผลประโยชน์ส่วนรวม    และชมว่า ท่านไม่เคยเห็นประเทศใดในโลกที่ วิชาชีพสุขภาพ ๙ วิชาชีพมาร่วมประชุมกัน เพื่อช่วยกัน transform การศึกษา เชื่อมโยงกับการ transform ระบบสุขภาพ เช่นนี้   

ท่านชมประเทศไทย ว่าเป็นประเทศผู้นำด้านระบบสุขภาพโลก (Global Health Leader) ผ่านกิจกรรมหลัก ๒ อย่างคือ (1) PMAC – Prince Mahidol Award Conference,   (2) World Health Assembly & UNGA    น่าภาคภูมิใจมาก    และผมนึกในใจว่า เราน่าจะสร้างความเป็นผู้นำประการที่ ๓ ได้ คือด้าน Health Professional Education Reform    

 ท่านเข้าใจดีมากว่า ที่ประเทศไทยมีระบบการศึกษาบุคลากรสุขภาพดี  ระบบสุขภาพดี  ปัจจัยสำคัญคือพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์    โดยเฉพาะสมเด็จพระบรมราชชนกเป็นผู้นำการ transform ในศตวรรษที่ ๒๐    และสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ในศตวรรษที่ ๒๑

เสวนา ปฏิรูปประเทศไทย : ผลกระทบต่อระบบสุขภาพ และการศึกษาบุคลากรสุขภาพ  

มันหยดตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ภายใต้การซักเค้น (ต้อน) ของคุณสุทธิชัย หยุ่น    ที่เริ่มต้นที่คำ tribalism หรืออีกคำหนึ่งคือ ไซโล   ต่างหน่วยต่างทำ ต่างกลุ่มต่างทำ     ท่านถาม รมต. สุวิทย์ ว่ากระทรวงใหม่ (กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) จะช่วยแก้นิสัยนี้ได้ไหม  

เข้าทางท่าน รมต. สุวิทย์ พอดี    ท่านบอกว่ายุคนี้เป็นยุค “เทคโนโลยีป่วนโลก” (technology disruption)     ประเทศไทยต้อง re-invent ในประเด็นใหญ่ ๒ ประการ

  • เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ 
  • เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและสังคม สู่ฐานนวัตกรรม

ย้ำว่าต้องเปลี่ยนในลักษณะ transform ไม่ใช่ reform    โดยเปลี่ยนการบริหารประเทศจาก function-based  สู่ agenda-based   

การวิจัยมี ๒ เป้าหมาย  ๒ ประเภท

  • Research for innovation
  • Frontier research

การสร้างมนุษย์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ท่านเน้น 7H : head, hand, heart, health, happiness, hope, harmony    โดยต้องเปลี่ยนความสามารถของคนไทยจาก destructive creation  สู่ creative destruction

กระทรวงใหม่จะทำหน้าที่ game changer  หรือสร้าง new business model     เป็น catalyst ไม่ใช่ leader  

ในเรื่องระบบสุขภาพ เทคโนโลยีสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย    คำตอบสุดท้ายคือ 3I ที่เป็น game changer ของระบบสุขภาพ : I – In community การดูแลสุขภาพระดับชุมชน, In family การดูแลสุขภาพระดับครอบครัว, In body การดูแลตัวเอง

ท่านเอ่ยว่า ระบบสุขภาพมีหน้าที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้ด้วย    โดยต้องคำนึงถึง value chain ของระบบบริการสุขภาพ  

เมื่อถูกถามว่า ทำลายอะไร   สู่อะไรใหม่    ท่านตอบว่า ทำลาย mindset เดิมของคน    และให้เห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง    ตรงนี้ผมนึกเถียงในใจ    ว่าการมุ่งเปลี่ยน mindset อย่างเดียวเป็นหลักจะไม่เกิดผล    ผมหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ incentives ของการทำงาน  และการแสดงบทบาทในสังคม    เมื่อท่าน รมต. สุวิทย์เริ่มที่ mindset change  วงเสวนาก็ไหลไปตามนั้นหมด    ผมมองว่าการมุ่ง mindset change ไม่ผิด  แต่จะไม่ได้ผล    การบริหารการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มที่การเปลี่ยน incentives หรือผลประโยชน์   การเมืองไทยในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมาเน้นทฤษฎีมากไป  เน้นที่การจัดการการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นรูปธรรมและถึงตัวประชาชนน้อยไป  

รมต. สธ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร โดนถามว่ามีความหวังอะไร ต่อระบบสุขภาพ    คำตอบคือข้อแรกหวังว่ากระทรวงใหม่จะไม่เน้นทำหน้าที่ควบคุม แต่ทำหน้าที่เอื้ออำนวยความสะดวก     กระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่ประสานงานในเรื่องจำนวนและคุณภาพของบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพ   เพื่อ value-based healthcare    โดยมี HITAP ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีและวิธีการต่างๆ    เน้นนโยบาย “สร้างนำซ่อม”    ด้วยมาตรการ PPP คือ Promotion (สร้างเสริมสุขภาพ), Prevention (ป้องกันโรค), และ Protection (คุ้มครองผู้บริโภค)    

ท่านชี้ให้เห็นความเข้มแข็งของระบบสุขภาพไทย ที่มี อสม. จำนวน ๑,๐๔๐,๐๐๐ คน   มี รพสต., รพช., รพท,, รพศ.    และรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ กำหนดให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว    มีคลินิกหมอครอบครัว ประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ หนึ่งทีมดูแลประชากร ๑๐,๐๐๐ คน    ทั้งประเทศต้องการทีมหมอครอบครัว ๖,๕๐๐ ทีม  

อุดมคติของกระทรวงสาธารณสุขในยุคนี้คือ ประชาชนสุขภาพดี  เจ้าหน้าที่มีความสุข  ระบบสุขภาพยั่งยืน  

รมช. ศึกษาฯ อุดม คชินทร โดนถามความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษา กับการผลิตบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพ     ตอบว่า เอาเป้าหมายประเทศไทย ๔.๐ เป็นตัวตั้ง     เป้าหมายหลักคือลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ    เน้นพัฒนา health literacy ของประชาชน ให้คนฉลาดขึ้นในการดูแลตัวเอง     ด้านการศึกษาเน้นสร้างคนเพื่อตอบโจทย์อนาคต    โดยที่โจทย์ใหญ่ด้านสุขภาพในอนาคตสองอย่างคือ สังคมสูงอายุ กับโรคเรื้อรัง (NCD)    ที่จะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก    โดยเวลานี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้านสุขภาพของประเทศเท่ากับ ๙ แสนล้านบาท    โดยร้อยละ ๕๐ เป็นค่ารักษา  ร้อยละ ๒๕ จ่ายค่าวินิจฉัย    ในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ สัดส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็น ร้อยละ ๓๕ กับ ๕๐  

ในด้านสุขภาพ ประเทศไทยต้องสร้างนวัตกรรมในการพึ่งพาตัวเอง   

ในด้านการศึกษา ต้องสร้าง platform การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์บริการปฐมภูมิ   

พิธีเปิด

พิธีเปิดเริ่ม ๑๕.๐๐ น.    ท่าน รมต. สาธารณสุขกล่าวรายงาน    หลังสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ทรงกล่าวเปิด    มีการฉายวีดิทัศน์นำ    หลังจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตน์ทรงบรรยายประสบการณ์ส่วนพระองค์เกี่ยวกับระบบสุขภาพ และระบบการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ     

ทรงเริ่มด้วยคำ “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ในสองความหมาย    (๑) สุขภาพสามด้าน เป็นหนึ่งเดียว (คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม  (๒) สุขภาพของคนในประเทศใกล้เคียง หรือในโลก เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

งานด้านสุขภาพของประชาชนที่ทรงสนพระทัยคืองานอาหารกลางวัน หรือโภชนาการ ของนักเรียน    เริ่มสนพระทัยตั้งแต่ทรงมีชนมายุ ๑๖ – ๑๗ จากการตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙    โดยในความเป็นจริงแล้วทรงสนพระทัยชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน    มีการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ร่วมมือกันหลายฝ่าย     เรื่องที่ทรงเล่ามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย    สะท้อนภาพการให้บริการที่เอาสะดวกข้างผู้ให้บริการ    แต่ผู้ใช้บริการไม่สะดวกเลย    เพราะเป็นหลายโรค แต่โรงพยาบาลให้บริการโรค ก วันจันทร์    โรค ข วันอังคาร    โรค ค วันพฤหัส    คนที่เป็นทั้งสามโรคเดินทางมาไกลมาก  ต้องรอถึง ๔ วัน จึงจะได้รับบริการครบ    นั่นมันอดีตนะครับ  เดี๋ยวนี้น่าจะเป็น one-stop service แล้ว

ผมเพิ่งได้ยินจากพระโอษฐ์เองว่า เคยมีคนไปถามในสภาผู้แทนฯ ว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวใช้เงินเปลือง    

ทรงเล่าเรื่องโภชนาการ  มีเด็กที่แก้ปัญหาอาหารกลางวันแล้ว แต่ยังผอมอยู่    คิดว่าน่าจะเป็นเพราะมีพยาธิ     ทรงพกยา Combantrin น้ำ     พอพบเด็กที่ผอมมากก็เอายาให้กิน    ครั้งหนึ่งเกิดเหตุ เด็กกินยาไปครู่หนึ่งก็อาเจียนเอาหนอนพยาธิออกมา   

ทรงเล่าว่าผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการขาดอาหาร เกิดจากทั้งปัญหาโภชนาการ  และฟันผุ    ครั้งหนึ่งทรงส่งทีมหมอฟันไปดูแลเด็กในโรงเรียนที่เด็กฟันผุ ๑๐๐%    ไปพบว่ามีเหา ๑๐๐% ด้วย    และยังมีหิด   

ทรงเล่าเรื่องการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน  ที่เดี๋ยวนี้ฉีดวัคซีนหลายอย่างแก่เด็กวัยรุ่นชั้นประถมปลาย เช่นวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก    และผู้สูงอายุก็ต้องกลับไปฉีดวัคซีนหลายอย่างเหมือนเด็ก เช่น ไอกรน คอตีบ    ทรงโดนฉีดด้วย    ทรงเล่าว่าโดนฉีดวัคซีนบาดทะยักบ่อย   รวมทั้งวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่โดนฉีดหลายครั้งมาก    ครั้งหนึ่งโดนฉีดเพราะโดนค้างคาวปัสสาวะรดเข้าตา  ระหว่างทรงเดินออกกำลังที่วังสระปทุมตอนค่ำ       

ทรงเล่าสมัยมีผู้อพยพชาวกัมพูชาเข้ามาจำนวนมาก    นอกจากสร้างที่พักให้ ยังต้องจับฉีดวัคซีน   

ทรงเล่าเรื่องการแพทย์ทางไกล  ใช้กับโรงเรียน ตชด., ศูนย์ กศน.   ใช้ปรึกษาแพทย์  มีการเขียน software พิเศษ   

น้ำสะอาด   ทรงเล่าว่าเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกว่าคนไทยใช้น้ำขวดมากเกินไป    แต่เดี๋ยวนี้น้ำธรรมชาติมีมลพิษมาก  น้ำฝนก็มีเชื้อโรคจากมูลนก     ทรงเล่าเรื่องวิธีทำให้น้ำสะอาด  การต้มน้ำ  การใส่คลอรีน    การจัดการขยะ    ปัญหาแสงสว่างในห้องเรียน  

ทรงเล่าเรื่องความสะอาดในบ้าน คนที่ต้องล้างไตทางหน้าท้องที่บ้าน หากบ้านไม่สะอาดก็ติดเชื้อได้    เรื่องการสร้างเครื่องมือกายภาพบำบัดโดยช่างพื้นบ้าน    หรือโดยตัวคนไข้เอง เช่นหมอนกันเป็นแผลกดทับ    เรื่องการจัดการเชิงระบบป้องกันโรคไต  ที่มีคนเป็นกันมาก   รวมทั้งการจัดการระบบล้างไต    ปัญหาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ที่ต้องให้เลือด    ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลไกลมาก เพราะโรงพยาบาลใกล้บ้านไม่มีบริการ   

การป้องกันมาลาเรีย  ตรวจเลือดโดยใช้ dipstick อบรมเจ้าหน้าที่ง่ายกว่าใช้กล้องจุลทรรศน์    เคยไปทำที่เมืองรัตนบุรีและมณฑลคีรี ของกัมพูชา ตามคำขอของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา     ทีมงานไปทำแผนที่ชุมชน  ได้ประโยชน์หลายอย่าง     ได้ป้องกันไข้เลือดออกด้วย    มีคนมาใช้บริการมาก    ได้เรียนรู้วิธีปลูกผักทำสวนครัว    ทรงให้ทุนเด็กผู้หญิงมาเรียนพยาบาล  

โครงการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ แก่ลาว ทำมาเกือบ ๒๐ ปี    ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหิดล  และโรงพยาบาลแถวชายแดนลาว     มีการอบรมหลากหลายวิชาชีพ รวมทั้งอบรมผู้บริหารโรงพยาบาล     ฝึกอบรมการทำงานสหสาขา    ระดมความคิดหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน    ก้าวหน้ามาก    ทำลงไปถึงระดับอำเภอ    มีหลักสูตรพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   และหลักสูตรอื่นที่ทางลาวขอมา    น่าภาคภูมิใจมาก

ปัญหาการจราจรในเมือง  มีการอบรมตำรวจจราจรให้ทำคลอดได้    มีเด็กคนหนึ่งพี่ชื่อเสาวคนธ์  ตนเองคลอดในรถ ชื่อเสาวรถ   โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว   

ทรงเล่าเรื่องการสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก  หญิงมีครรภ์ แม่และเด็ก    โครงการนมโรงเรียน    ได้ผลดีจนเด็กน้ำหนักเกิน    จึงมีโครงการออกกำลังกาย ทั้งในเด็กประถมและมัธยม    โครงการผสมไอโอดีนในน้ำดื่ม    โครงการแก้ปัญหาเลือดจาง ให้เหล็ก   แปลกพระทัยที่คนสนใจน้อยกว่าเรื่องไอโอดีน    ใช้โรงเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน    เป็นที่ขยายพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์

ไปที่อินเดียกับ World Food Program   เจ้าหน้าที่ที่นั่นเป็นหมอ ว่าการศึกษาสำคัญกว่าเรื่องอาหาร    ซึ่งคงจะสำคัญทั้งสองอย่าง     

เรื่องความปลอดภัยทุกด้านในโรงงาน    เช่นกระเบื้องมุงหละงคนมีแอสเบสทอส

บุคลากรสุขภาพยุคใหม่    Lancet Commission Paper เป็นที่มาของกิจกรรมปฏิรูปการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ     ทรงเอ่ยถึงคำ นายหน้าทางความรู้ (knowledge broker)     บุคลากรสุขภาพเป็นนายหน้าทางความรู้    และต้องสร้างบุคลากรที่ทำงานได้เฉพาะบางเรื่องที่ไม่ยาก มาช่วยเสริมบุคลากรหลัก    เพราะบุคลากรที่เป็นวิชาชีพหลักมีไม่พอ    ต้องออกไปทำงานนอกโรงพยาบาลด้วย   

นศพ. ต้องฝึกใช้ทักษะของตนเอง ตรวจผู้ป่วยแบบเดิมๆ ได้ด้วย    ไอทีช่วยการจดบันทึกได้ดี

สรุปว่าต้องทำงานสหสาขา      

หลังจากนั้น เสด็จไปชมนิทรรศการพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนก ในฐานะพระบิดาของการแพทย์และสาธารณสุขไทย  และพระบิดาของการอุดมศึกษาไทย    และนิทรรศการโครงการ CPIRD   ทรงเล่าเกร็ดประวัติของสมเด็จพระบรมราชชนกตอนที่เปลี่ยนพระทัยไปเรียนสาธารณสุขและแพทย์    และเล่าเรื่องนักเรียนทุนที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ สนับสนุน   ว่ามีบางคนเมื่อทำงานได้เงินเดือนก็ส่งเงินมาถวาย    ผมตีความว่า เด็กเหล่านั้นผูกพันกับพระองค์ท่านเหมือนแม่    เมื่อทำงานได้เงินก็ส่งเงินส่วนหนึ่งไปตอบแทนแม่   เขาคงรู้ ว่า “แม่” องค์นี้ใช้เงินสนับสนน “ลูก” มาก    ผมได้ยินมาว่าใช้เงินส่วนพระองค์ปีละ ๔๐ ล้านบาท  

หลังฉายพระรูปกับคณะผู้จัดงาน ๔ ชุด ก็เสด็จกลับ

วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ย. ๖๑


1 Prof. Lincoln Chen

2 หัวข้อการบรรยายของ Prof. Chen

3 หนังสืออธิบายว่าทำไมไทยจึงมี good health at low cost

4 วิทยากรในช่วงเช้า

5 วิทยากรในช่วงบ่าย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

[email protected]
IP: xxx.132.108.206
เขียนเมื่อ 

I read this the first time and gained good impression of the good work Health Providers are doing at large. And I then read การถูกคุกคามทางอารมณ์จากบุคลากรทางการแพทย์ by Ka-Poom - a well-known KM worker < https://www.gotoknow.org/posts/658704 > and made a comment in there.

Somehow I feel that “…ย้ำว่าต้องเปลี่ยนในลักษณะ transform ไม่ใช่ reform โดยเปลี่ยนการบริหารประเทศจาก function-based สู่ agenda-based

การวิจัยมี ๒ เป้าหมาย ๒ ประเภท

Research for innovationFrontier research..."

Should ensure coverage of issues of “human behaviour among healthcare providers”.

Human dignity cannot be dispense during service.