GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เอาการจัดการความรู้ไปแก้ปัญหา

ถ้าไม่สอนให้คนคิดเป็นจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้

ท่านผอ.ของพอลล่าไปฟังเขาเล่ามาแล้วท่านได้บันทึกส่งมาให้อ่าน เห็นว่าได้ข้อคิดดีๆ จากเรื่องเล่าของนายกอบต.ท่านหนึ่ง ซึ่งสอนคนให้คิดเป็นและใช้การจัดการความรู้ในการแก้ปัญหา เปรียบเสมือนกับการติดอาวุธ อย่างหนึ่ง ลองอ่านดูนะคะ น่าสนใจทีเดียวค่ะ

ประทิว รัศมี นายก อบต.วัดดาว

ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง เพราะชาวนาคิดไม่เป็น

เป็นนายกที่จบเกษตรมา ตั้งงบแล้วก็ศูนย์หมด ไม่รู้จะทำอย่างไร แก้เท่าไรก็ไม่หมด

มาคิดว่าทำอย่างไรชาวนาจึงจะรอดได้ ต้องจับมาเรียนกันใหม่

จบเกษตรมาก็ไม่รู้จะไปสอนชาวนาอย่างไร จนมาพบกับข้าวขวัญที่ทำเรื่องการจัดการความรู้ พบ อ.ทรงพล  จับชาวนามาเรียนใหม่  ใหม่ๆ ชาวนาก็บอกว่านายกบ้าไปแล้ว เขาทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ จะให้เขามาเรียนทำไม

เรียนไประยะหนึ่ง ชาวนาก็รู้ตัวเองว่าไม่รู้จักต้นข้าว ไม่รู้จักนา เพราะหว่านเสร็จก็ต้องหว่านกระบุงไปฉีดยา อีกสองอาทิตย์ก็แบกกระบุงไปใส่ปุ๋ย ทำโดยสัญชาติญาณ  ไม่เคยลงไปดูนาก่อนที่จะทำนาเลย

เจ้าหน้าที่จุดประเด็นให้คิด ยุให้ทดลอง ผ่านไประยะหนึ่งก็เริ่มมองว่านายกเริ่มจะคิดถูก  เขาเริ่มลดต้นทุนการผลิตได้ มีเวลาไปมองทรัพยากร วัฒนธรรมประเพณี

พอทำนาไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนเหมือนกับที่เคยผ่านมา

พอทำนา เป็น ต้นทุนก็ลดลง จาก 2-3 พันเหลือพันกว่าบาท  พอมีเหลือเก็บ อยู่ในสังคม ไม่ต้องใช้เวลามากมาย ถ้ารู้จังหวะของต้นข้าวจะมีเวลาไปคิดอย่างอื่นมาก  การสอนให้คนรู้จักนิ่ง หยุด มีการเหลียวหลังแลหน้า ทำให้คนเริ่มคิดเป็น

พอทำโรงเรียนแรกได้ผล คิดว่าคงจะถูกเป้าที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชน

ก็เปิดเป็นห้าโรงเรียน ไปสอนชาวนาให้ทำนาเป็น  เขาจะพบว่าสิ่งที่เขาลืมไปนั้นเป็นสิ่งดีๆ  ส่วนใหญ่แล้วความรู้อยู่ในตัวเขาเอง  ก็เลยรู้ว่าถ้าจะแก้ไขพัฒนาปัญหาของท้องถิ่น ต้องเอากลับมาเรียนรู้ใหม่  ถ้าสอนวิธีคิด ได้เงินไปเงินจะงอก แต่ถ้าให้เงินกับคนที่ผ่านการจัดการความรู้ ให้ไปสามหมื่นเขาเริ่มนำไปบริหาร ทำวัสดุที่เขาต้องซื้อไปขายกันเอง ส่วนที่เหลือขายเงินมันงอกขึ้น ดูว่าวิธีการนี้ได้ผล ก็อยากจะทำอย่างอื่นอีก โรงเรียนผู้นำ เขามีใจเต็มที่แต่มีประสบการณ์น้อย  ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ติดอาวุธทางปัญญาโดยตั้งโรงเรียนผู้นำ  ไประดมกันว่าทำไมพูดไม่เป็น  อยากจะพูด  แต่จริงๆ คนพูดเก่งต้องมาจากคนคิดเก่ง มาจากปัญญาก่อน  ต้องให้คนคิดเป็นก่อน  เห็นแก้วลูกหนึ่งต้องเจาะให้ได้ว่าใครเป็นคนทำ ทำจากไหน ทำจากอะไร  ก็พูดได้เป็นชั่วโมง  ก็เริ่มได้ผู้นำที่มาช่วยนายก  ไปคิดว่าตำบลเราเป็นชนบท ด้อยการศึกษา  คนมาประเมินว่า อบต.จะจัดการศึกษาได้อย่างไร  เมื่อโอนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาให้ ก็ต้องทำให้ได้  ถ้าคิดไม่เป็นใช้งบประมาณไปสร้างตึกสร้างรั้วก็คงไม่ได้อย่างที่คิด  ก็ให้นโยบายว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำ โครงสร้างเป็นเพียง 40%  แต่ภาระสำคัญคือการสร้างเด็กให้รู้จักคิด ต้องสร้างโครงการโรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้ครูไปสร้างเซลล์สมอง  ไปหาพันธมิตร 

งบที่ให้กลุ่มอาชีพต่างๆ ไปนั้นศูนย์หมด  ไปคุยกับเขาว่าคุณเหมือนเด็ก ได้มาแล้วก็เล่นไป  แล้วก็รอของเล่นใหม่  สิบปีก็เท่าเก่า เป็นเรื่องไร้สาระ

มาระดมใหม่ เขาบอกว่าอยากให้กลุ่มเข้มแข็ง ก็ระดมจากสมาชิก สมาชิกคิดกันหลายเรื่อง เช่น อยากได้เสื้อ ว่าคนเข้มแข็งเป็นกลุ่ม แต่ก็จนเหมือนเก่า  ผมบอกว่า อบต.ให้ไม่ได้  คุณเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เสื้อนะให้ได้ แต่ต้องมาประชุมอบรมกันสักสี่ห้าครั้ง เอากระดุมไปทีละเม็ด เอาปก เอาข้างหลังไป  ผมจะให้เงินครั้งละ 50 บาท แต่ต้องหอบข้าวมากินเอง  อยากได้เสื้อก็มาประชุมกัน  4-5 ครั้งก็ให้เขาคิดได้  สุดท้ายไม่อยากได้เสื้อแล้ว อยากได้เงินไปลงทุน  ผมจุดประเด็นว่าไม่ต้องหวังที่จะขนไปขายเหมือนที่อื่น  ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยก็เห็นขาดทุนทุกที  คุณคิดแบบใหม่สิ ว่าคนในตำบลนี้ 6000 กว่าคนคุณใช้อะไรกัน  จนในที่สุดเขาก็คิดเป็นว่าไม่จำเป็นต้องขนของไปขาย ไม่ต้องไปโกยเงินเข้ามา แต่กันไม่ให้เงินออก 

ให้รู้จักหยุดคิดว่าจนลงเพราะอะไร ก็เริ่มคิดเป็น เริ่มดำเนินการ เป็นที่น่าภูมิใจ

ที่ตามมาคือวัฒนธรรมประเพณี เขาหยุดคิดว่าแต่ก่อนเขามีความสุข  ตอนนี้จะมีงานประเพณีลอยกระทง คนที่มีอายุหลายคนน้ำตาคลอว่าเขาลืมความสุขเหล่านี้ไปแล้ว มันเริ่มจะกลับมา  การให้เขาคิดเป็นมันเป็นรากฐานในการจัดการกับตัวของเขาเอง

สิ่งที่ประทับใจคือทุกคนมีรอยยิ้ม วัยรุ่นที่เคยตีกัน ก็ไม่มีเรื่องกัน

สรุปก็คือการเอาเรื่องการจัดการความรู้ไปแก้ปัญหา ในการแก้ปัญหาต่างๆ ถ้าไม่สอนให้คนคิดเป็นจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): คิดเป็น
หมายเลขบันทึก: 65869
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)