ความเจริญก้าวหน้าในช่วงร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติรอบตัว และนำมาใช้ประโยชน์ ในยุคต่อไปมนุษย์ควรหันมาสนใจภายในตัว เพื่อหาทางลดความทุกข์

อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ ส่งลิ้งค์ https://www.ted.com/talks/yuval_noah_harari_nationalism_vs_globalism_the_new_political_divide?utm_campaign=tedspread&utm_medium=referral&utm_source=tedcomshare มาให้ 

ได้ฟังวิธีมองโลกของ Yuval Harari ที่ชี้ให้เห็นว่า เวลานี้ประเด็นสำคัญๆ ต่อชีวิตเป็นประเด็นระดับโลก (global)    แต่ระบบการเมือง เป็นระบบระดับประเทศ (national)    ยิ่งเมื่อ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็น ปธน. สหรัฐอเมริกา ด้วยนโยบายชาตินิยม(nationalism)    ความย้อนแย้งยิ่งรุนแรง    และโลกก็สะเทือน    

ในตอนหนึ่งของการสนทนา Harari เอ่ยถึงเรื่องการศึกษา    ว่าภายในเวลาเพียง ๑๐ - ๒๐ ปี สิ่งที่นักเรียนนักศึกษาเรียนจากสถานศึกษา จะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน   การศึกษาที่ดี มีคุณภาพสูง จึงไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์ระยะสั้นของชีวิต   แต่ต้องเพื่อประโยชน์ระยะยาวด้วย    ความยากคือ เราไม่รู้ว่าสภาพในอนาคต ๑๐ -๒๐ ปี เป็นอย่างไรแน่    

Harari เป็นนักประวัติศาสตร์ และนักปรัชญา    เขาบอกว่า เมื่อมนุษย์เข้าสู่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม   สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้มีอำนาจจำนวนน้อยได้รับประโยชน์ ตักตวงผลประโยชน์จากคนส่วนใหญ่   ในยุคปฏิวัติเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้ มีความเสี่ยงที่สังคมมนุษย์จะกลับไปสู่ extreme inequality อย่างในอดีต    

ผู้ฟังที่ถามเป็นคนแรก ถามว่า จะจัดการแก้ปัญหา inequityที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไร   คำตอบคือไม่รู้   แต่มีแนวความคิดหนึ่ง คือ Universal Basic Income (1)    Harari บอกว่า แนวคิดนี้มีหลายความหมาย    ว่ายึดหลัก national basic income   หรือ universal basic incomeกันแน่   และควรครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง    การศึกษาควรอยู่ใน package นี้หรือไม่    

คำคมที่เรียกเสียงหัวเราะคือ อย่าประเมินความเขลาของมนุษย์ต่ำเกินไป (Don’t underestimate human stupidity)    ซึ่งสำหรับผม มนุษย์เรามีความน่าประหลาดใจทั้งสองทาง   คือทั้งด้านความโง่ และความฉลาด 

เมื่อถูกถามเรื่องกลไก global governance ที่ได้ผล    คำตอบคือ ไม่รู้    เวลานี้เรามีเฉพาะกลไก national governance ที่แข็งแรง   ในเรื่อง global governance นั้นถ้าเป็นเรื่อง win – win ก็ตกลงกันง่าย  แต่เรื่องที่เป็น lose – loseอย่างเรื่อง climate change ก็ตกลงกันยากมาก

ที่น่าสนใจคือประเด็นเรื่อง จิตสำนึกรับรู้ (consciousness)  กับความฉลาด (intelligence)ที่คนมักสับสนว่าเป็นเรื่องเดียวกัน    จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่อง   และวิทยาศาสตร์ได้ไขความกระจ่างเรื่องความฉลาดมากทีเดียว   แต่เรายังรู้เรื่องจิตสำนึกรับรู้น้อยมาก    

อีกคู่หนึ่งคือ สิ่งสมมติ(fiction)  กับสิ่งที่เป็นของจริง (reality)    เขาแยกด้วยความทุกข์ (suffering)    หากทุกข์ได้ สิ่งนั้นจริง   สิ่งสมมติ เช่นประเทศ กฎหมาย ทุกข์ไม่เป็น    

  ผู้ฟังจากประเทศกาน่า ถามว่า มุมมองเรื่อง global governance มักมาจากมุมของประเทศแข็งแรง    หากมองจากประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นและอ่อนแอglobal governance ควรเป็นอย่างไร    คำตอบคือ globalizationในช่วง industrial era ร้อยถึงสองร้อยปีที่แล้วทำให้ประเทศอย่างกาน่า ไนจีเรีย ถูกเอารัดเอาเปรียบ   ใน globalizationยุคอนาคต ประเทศเหล่านี้แหละที่จะยิ่งเป็นฝ่ายสูญเสีย    

ผมชอบที่เขาบอกว่า ความเจริญก้าวหน้าในช่วงร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติรอบตัว และนำมาใช้ประโยชน์    ในยุคต่อไปมนุษย์ควรหันมาสนใจภายในตัว เพื่อหาทางลดความทุกข์     

วิจารณ์ พานิช 

๑๗ พ.ย. ๖๑