ทหารจะต้องหยุดการตรวจตราเรื่องมิวสิกวิดีโอที่กำลังเป็นกระแสอยู่เสียที
เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องหยุดการตรวจตราในเชิงอาชญากรรมกับกลุ่มแร็พต่อต้านเผด็จการ (Rap Against Dictatorship) ที่มีชื่อเพลงว่า ประเทศกูมี (What My Country Has Got) เสียที ในเพลงมีการวิพากษ์การปกครองของทหาร, การผิดมนุษยธรรรม, และปัญหาอื่นๆในประเทศไทย จากคำกล่าวของ Human Rights Watch มิวสิกวิดีโอของกลุ่มตอนนี้ได้มีดูกว่า 20 ล้านครั้ง ตั้งแต่การโพสต์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
Brad Adam ซึ่งเป็นประธานของเอเชียใน Human Rights Watch กล่าวว่า “การตรวจตราของทหารต่อมิวสิกนี้แสดงให้เห็นว่าเพลงส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนจริงๆ (raw nerve) การใช้กฎหมายอาญาที่ไม่มีเหตุผลต่อกลุ่ม โดยการใช้กฎหมายกดขี่ยิ่งเพิ่มคะแนนให้กับกลุ่มนี้มากขึ้น”
กลุ่มคสช. และตำรวจ กล่าวหากลุ่มนี้ว่านำเสนอข้อมูลผิด, ทำลายความมั่นคงของประเทศ, และทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย การตรวจสอบยังคงดำเนินอยู่ มุ่งหมายที่จะฟัองคดีต่อสมาชิกในกลุ่มแร็พ และทีมผุ้ผลิตด้วยข้อหาอาชญากรรมที่รุนแรง รวมทั้งการผิดมาตราที่ 116 ของประมวลกฎหมายอาญา, ผิดพ.ร.บ. กฎหมายทางคอมพิวเตอร์, และผิดกฎที่ทหารห้ามไม่ให้ดำเนินการทางการเมือง และวิพากษ์ทหาร เจ้าหน้าที่ยังข่มขู่เรื่องคนที่แบ่งปันวิดีโอนีในสื่อแพล์ตฟอร์มอื่นๆด้วย (media platforms)
กฎหมายการปลุกระดมในประเทศไทย (sedition law) ซึ่งต้องรับโทษสูงสุดคือ จำคุก 7 ปี มีการนิยามอย่างกว้างๆถึงการพูดในที่สาธารณะ ที่อาจให้เกิด “ความสับสน หรือ ไม่พอใจต่อผู้คนถึงขนาดก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร” ด้วย
พ.ร.บ. การผิดกฎหมายทางคอมพิวเตอร์ที่เข้มงวดให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการห้ามการพูดทางอินเตอร์เน็ท และทำให้เกิดการตรวจตรา รวมทั้การเซ็นเซอร์ บ่อยครั้งที่ คสช.จะตั้งข้อหากับประชาชนที่ให้ความเห็นที่วิพากษ์ต่อทหารในอินเตอร์เน็ท ภายใต้มาตราที่ 14 โดยกล่าวหาว่า ให้ข้อมูลที่ผิด และบิดเบือน และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ หรือระเบียบทางสังคม โดยที่ประชาชนต้องถูกจำคุก 5 ปี
Human Rights Watch กล่าวว่า ตั้งแต่การยึดอำนาจเดือนพฤษภาคม ปี 2014 ทหารได้ตีความการวิพากษ์เกี่ยวกับความสงบสุขอย่างกว้างๆ และมั่วๆ รวมทั้งความคิดที่ไม่ไปกับทหารกลายเป็นการให้ข้อมูลผิด, การกระทำการปลุกระดม, และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ นักกิจกรรมนับร้อย และผู้ไม่เห็นด้วยกับการปกครองถูกจับและตั้งข้อหาอาชญาในเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความสงบ คนเป็นพันๆคนได้รับหมายเรียกจากทหาร และบีบบังคับให้หยุดการวิพากษ์หรือวิจารณ์ บ่อยครั้งที่ทหารจะจับ และคุมตัวคนที่แนวโน้มจะต่อต้านทหาร โดยการจับพวกเขาโดยไม่เกิน 7 วัน ปราศจากการให้มีทนายความหรือผู้ช่วยใดๆ
Human Rights Watch กล่าวว่า คำสัญญาที่มีมาแล้วมีมาอีกของผู้นำในการสู่ประชาธิปไตย พร้อมๆกับการกล่าวอ้างของรัฐบาลเรื่องสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ไม่ได้ทำให้การปกครองของทหารมีความเข้มน้อยลงไปเลย
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ (ICCPR) ซึ่งไทยเป็นสมาชิก ห้ามไม่ให้จำกัดอิสรภาพในการแสดงออก หากไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ และความมั่นคงของชาติต้องถูกกำหนดโดยกฎหมาย
ในเดือนมีนาคม ปี 2017 คณะผู้แทนของไทยได้บอกกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ในทำนองว่าได้ยอมรับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นรัฐบาลต้องยอมรับและเคารพต่ออิสรภาพในการพูด อย่างไรก็ตาม หลังจากยึดอำนาจแล้ว ความเคาพรของทหารต่ออิสรภาพในการพูดนับวันยิ่งแย่ลง
Adam กล่าวว่า “หลังจากที่จะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 ทหารไทยก็กำลังเบียดขับอิสรภาพในการพูดอยู่ เพื่อนของไทยควรจะตั้งคำถามว่าการขู่ที่จะตั้งข้อหากับกลุ่มแร็พ เพราะเนื้อหาในเชิงวิพากษ์ มีความสามารถในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรมหรือไม่
แปลและเรียบเรียงจาก
Human Right Watch. Thailand: Probe of Dissident Rap Group Baseless
https://www.hrw.org/news/2018/10/29/thailand-probe-dissident-rap-group-baseless
…เมื่อ ปิด กั้น เสรี ภาพ ทางความคิด…ก็คือ หมด ความเป็นอิสระ..ทั้งใจ และ กาย .(.ประเทศ กูมี)…ความ ง่อย..หงอย.. ที่เกิด อยู่ ทุก วัน นี้…ก็เพราะ( ประเทศ กูมี)….ปิดปาก พูด ไม่ ได้ เห็นแต่ ..คอรั บประทาน ..เพราะ(..ประเทศกูมี ) ….
ขอบคุณกับความเห็นของคุณยายธีมากๆครับ